Jump to ratings and reviews

Mindset: The New Psychology of Success

A newer edition of this book can be found here.

After decades of research, world-renowned Stanford University psychologist Carol S. Dweck, Ph.D., discovered a simple but groundbreaking idea: the power of mindset. In this brilliant book, she shows how success in school, work, sports, the arts, and almost every area of human endeavor can be dramatically influenced by how we think about our talents and abilities. People with a fixed mindset — those who believe that abilities are fixed — are less likely to flourish than those with a growth mindset — those who believe that abilities can be developed. Mindset reveals how great parents, teachers, managers, and athletes can put this idea to use to foster outstanding accomplishment.

In this edition, Dweck offers new insights into her now famous and broadly embraced concept. She introduces a phenomenon she calls false growth mindset and guides people toward adopting a deeper, truer growth mindset. She also expands the mindset concept beyond the individual, applying it to the cultures of groups and organizations. With the right mindset, you can motivate those you lead, teach, and love — to transform their lives and your own.

276 pages, Hardcover

First published February 28, 2006

Loading...
Loading...

About the author

Carol S. Dweck

65 books2,444 followers
Carol S. Dweck, Ph.D., is one of the world’s leading researchers in the field of motivation and is the Lewis and Virginia Eaton Professor of Psychology at Stanford University. Her research has focused on why people succeed and how to foster success. She has held professorships at Columbia and Harvard Universities, has lectured all over the world, and has been elected to the American Academy of Arts and Sciences. Her scholarly book Self-Theories: Their Role in Motivation, Personality, and Development was named Book of the Year by the World Education Federation. Her work has been featured in such publications as The New Yorker, Time, The New York Times, The Washington Post, and The Boston Globe, and she has appeared on Today and 20/20.

Ratings & Reviews

What do you think?

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
77,729 (42%)
4 stars
60,905 (33%)
3 stars
31,747 (17%)
2 stars
9,068 (4%)
1 star
3,654 (1%)
Displaying 1 - 30 of 33 reviews
Profile Image for ไม้ไต่คู้.
156 reviews67 followers
July 24, 2018
นอกจากแนวคิดหลักเรื่องความพยายามแล้ว สิ่งที่ชอบอีกอย่าง คือการที่ผู้เขียนมีการ Correct เรื่องช่องโหว่ของความพยายามไว้เล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ แต่ก็ยังดีที่มี)

ผู้เขียนบอกว่าลำพังแค่การมี Growth Mindset มันไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเราจะทำทุกอย่างได้สำเร็จ เพราะมันยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและความพยายามของเรา

นั่นหมายความว่า ในกรณีที่ปัจจัยแวดล้อมมันไม่เอื้ออำนวยจริงๆ บางครั้งการเป็นคนเก่งก็อาจไม่ได้ทำให้เราประสบความสำเร็จได้เสมอไป (พูดง่ายๆ คือซวยนั่นแหละ)

ผู้เขียนให้ความสำคัญกับความพยายามก็จริง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าพรสวรรค์มันมีอยู่จริง เด็กบางคนเกิดมาฉลาดกว่าคนอื่นจริง เกิดมารวยกว่าคนอื่นจริง เกิดมามีโอกาสมากกว่าคนอื่นจริง นั่นทำให้ชีวิตของพวกเขาก็จะราบรื่นกว่าคนที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้นจริงๆ

และแม้จะเชิดชูความพยายามสักแค่ไหน แต่ลำพังแค่ความพยายามก็ไม่สามารถบันดาลให้เรากลายเป็นคนแบบไมเคิล จอร์แดนได้ เพราะการขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเหนือคนทั้งโลกแบบนั้นมันไม่ได้ใช้แค่ฝีมืออย่างเดียว แต่มันต้องมีโชคด้วย นอกจากเก่งแล้ว ยังต้องอยู่ถูกที่ถูกเวลา ปัจจัยแวดล้อมต้องเอื้ออำนวยถึงกันหมด

ฉะนั้น มันเป็นเรื่องดีที่เราจะศรัทธาในความพยายาม แต่ก็อย่าให้ถึงขั้นงมงายว่าความพยายามเพียงอย่างเดียวจะทำให้เรากลายเป็นไมเคิล จอร์แดน คนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งของโลกเพื่อที่จะมีความสุข เราอาจจะเป็นแค่คนระดับ Average ที่ไม่ได้โด่งดังอะไร ไม่ได้เป็น Top ของโลก แต่แค่เราเป็น Average ที่สามารถทำเรื่องที่รักได้ดีประมาณหนึ่ง และสามารถใช้มันเลี้ยงดูชีวิตตัวเองได้ แค่นั้นมันก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้เรามีความสุขได้แล้ว ซึ่งผลลัพท์ระดับนี้เป็นสิ่งที่ความพยายามสามารถพาเราไปให้ถึงได้ และโชคจะไม่ได้มีบทบาทมากนัก

ข้อเสียที่อ่านแล้วตะขิดตะขวงคือ รู้สึกว่าบางช่วงของหนังสือมีการเหมารวมเกินไป

เช่น การที่ผู้เขียนจัดกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จให้ไปอยู่ในกลุ่มที่เป็น Growth Mindset และจัดคนที่ล้มเหลวให้ไปอยู่ในกลุ่ม Fixed Mindset โดยที่ไม่มีการระบุไว้ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มคนเหล่านั้น (ถ้าไปถามเจ้าตัวคนที่ล้มเหลว เขาอาจคิดว่าตัวเองเป็น Growth Mindset แต่ล้มเหลวก็ได้นะ)

ตัวอย่างที่หยิบยกมาจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จจึงดูเป็นอะไรที่ค่อนข้างขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร เหมือนผู้เขียนมีธงในใจที่ต้องการบอกว่า 'Growth Mindset คือสิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ' จากนั้นก็ตบๆ ปั้นๆ ให้เนื้อหามันไหลไปทางนั้นแบบจงใจเกินไปหน่อย

ส่วนตัวเลยคิดว่า เวลาเขียนหนังสือประเภทนี้ การพยายามยกตัวอย่างคนที่เป็น Top ของโลกก็ดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะการเป็นท๊อประดับนั้นแค่ความพยายามอย่างเดียวมันไม่พอ (และเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 ถึงจะมีความสุข) การพร่ำพูดถึงพวก 1% เหล่านี้มันยิ่งทำให้หนังสือขาดความน่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ (และมันจะยิ่งขาดความน่าเชื่อถือ หากผู้เขียนแค่ได้ยินได้ฟังเรื่องของคนเหล่านั้นมาอีกที ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกันจริงๆ)

ถ้าอยากพูดถึงประโยชน์ของ Mindset แบบนี้จริงๆ ใช้ตัวอย่างเป็นเด็กประถมข้างบ้านที่ดูจับต้องได้ มาผนวกรวมกับกระบวนการทดลองที่น่าเชื่อถือยังจะดีกว่าซะอีก


โดยรวม คิดว่าเป็นหนังสือดีที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่จะเหมาะเป็นพิเศษกับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ เพราะหลายครั้งก็เป็นพ่อแม่นั่นแหละที่เผลอไปปลูกฝังทัศนคติแย่ๆ บางอย่างให้ลูกโดยไม่ตั้งใจ

แต่อย่างไรก็ดี สุดท้ายมันก็คือหนังสือ Self help ที่พูดเรื่องความพยายามอยู่ประมาณ 300 กว่าหน้า ฉะนั้น เมื่ออ่านไปถึงจุดหนึ่งก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา (แค่เปลี่ยนรายละเอียดนู่นนิดนี่หน่อย) ตัวอย่างบางอันก็ดูขาดความน่าเชื่อถือไปบ้าง มันเลยเป็นหนังสือที่อ่านสนุกแค่ประมาณครึ่งเล่มแรก ส่วนที่เหลือคืออ่านเพื่อปิดจ๊อบให้จบเล่มแค่นั้น (แต่ย้ำอีกครั้งว่ามันก็ไม่ได้แย่นะฮะ)
Profile Image for Ongorn.
61 reviews28 followers
December 19, 2016
เคยอ่านเจอในบทความเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง รวมทั้ง บทความแนะนำหนังสือดี
หลายกรรมหลายวาระ พูดถึงหนังสือเล่มนี้
พบว่ามีแปลไทย เลยขวนขวายหามาอ่านจนได้

ผู้เขียนเป็น ศ.ด้านจิตวิทยา
นำงานวิจัยเกี่ยวกับกรอบความคิด (mindset) 2 แบบ คือ Fixed Mindset และ Growth Mindset
ที่ทำมามากมายรอบด้าน มารวบรวมเรียบเรียงให้คนทั่วไปอ่าน

โดยสรุปคนมี Fixed Mindset จะคิดว่าความฉลาด หรือความสามารถต่างๆ เป็นสิ่งตายตัว
การเรียนรู้อะไรสักอย่าง จึงเป็นไปเพื่อการพิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง
ถ้าล้มเหลว ผิดพลาด ก็จะท้อแท้ง่าย และพาลหลีกเลี่ยงความท้าทายอื่นๆ
เพราะเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าตัวเองไม่เก่ง
มองความพยายามว่าเป็นเรื่องน่าอาย เพราะคนเก่งจริงเค้าไม่ต้องพยายามกันมาก
ไม่ชอบคำวิจารณ์ ทนเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จไม่ค่อยได้ เพราะรู้สึกถูกคุกคาม
คนเหล่านี้มักประสบความสำเร็จในช่วงต้นๆของชีวิตเท่านั้น
เพราะไม่ยอม และไม่กล้าใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่
ส่วน Growth Mindset นั้นตรงข้ามกัน

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นไปเพื่อชี้ให้เห็นว่า ในพื้นที่ต่างๆ เช่น
การเรียน การเล่นกีฬา การเป็นผู้นำ การเป็นคู่ชีวิต
ถ้าเป็นคนมี Fixed mindset จะทำให้เกิดผลเสียอะไร
ถ้าเป็นคนมี Growth mindset จะเกิดผลดีอย่างไร
และจะเปลี่ยน mindset ได้อย่างไร

เนื้อหาดี มีคุณค่าอย่างแท้จริง อ่านแล้วบันดาลใจ
แต่มีบางบทที่น่าเบื่อ เช่น บทของนักกีฬา และ CEO เพราะเขียนลึกในรายละเอียดมากไป
และเราไม่สนใจ
อีกเรื่องที่โดนตัดคะแนนคือ แปลไม่ค่อยดี
ต้องมีความอดทนอ่านอย่างมาก ไม่ลื่นไหล เข้าใจยาก
แต่ก็ยังแนะนำให้อ่านกันนะ โดยเฉพาะคนเป็นครู

ส่วนตัว อ่านแล้วแทงใจดำตัวเองหลายบท
เปิดกะลา
เปิดกะลาจริงๆ ขอพูดซ้ำสองรอบ
Profile Image for Pumsish.
353 reviews55 followers
March 9, 2019
แนวคิดดีมาก ๆ
แต่หนังสือยาวเกิน ประเด็นซ้ำไปซ้ำมา
บางตัวอย่างช่วงท้ายเล่ม ก็เหมือนเริ่มสรุปความแบบเข้าข้างตัวเอง (?)
Profile Image for Arm Patsawut.
49 reviews11 followers
June 25, 2018
Arguments ดูดีแต่ในฐานะหนังสือถือว่าเป็นหนังสือที่ห่วยเนื่องจากว่ามันพยายามยืดเยื้อยืดยาดเกินความจำเป็นทั้งที่แม่งพูดจบได้ภายในสองสามหน้า ตัวอย่างหลายอย่างดูจะไม่เกี่ยวเลย นอกจากนี้ถ้าจะด่าตัวทฤษฎีของเขาคงต้องบอกคุณแม่งโคตรจะละเลยปัจจัยทุกอย่างบนโลก เป็นพวกที่เรียกว่าพวกลดทอนนิยม (Reductionism) ใครชีวิตล้มเหลวเพราะ “มายเซต” ใครได้ดีก็เพราะ “มายเซต” หากใช้ common sense ก็คิดได้แล้วครับว่ามันผิดฝาผิดตัวอย่างไร

แน่นอนวิธิคิดของมนุษย์ส่งผลต่อการกระทำและพฤติกรรมอย่างแน่นอนแต่มันมีตัวแปรอีกมากที่ทำงานอยู่ในจักรวาลนี้ ไหนจะสังคมวัฒนธรรม ไหนจะปัจจัยทางชีวะวิทยา สมอง การเมือง เศรษฐกิจ ชนชั้น ไม่ใช่เอะอะก็ มายเซต อันนี้ไม่ช่วยให้เข้าใจโลกหรือความสำเร็จได้มากขึ้น ท้ายที่สุดสิ่งนี้ละจะนำไปสู่ FIX mindset อย่างแท้จริง

ไม่สามารถทำให้อ่านจบได้ครับ
Profile Image for aida.
327 reviews21 followers
August 27, 2019
ตอนแรกยืมเล่มนี้มาอ่าน อ่านไปได้ 2 บทก็คิดว่าควรจะซื้อมาเก็บเป็นของตัวเอง ตอนนี้ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มี fix mindset อยู่ แต่บทท้ายๆของหนังสือเล่มนี้ก็แนะนำว่าเราควรจะปรับปรุงยังไง แล้วก็หวังว่าตัวเราจะเปลี่ยนแปลงได้ ไว้ปีหน้าจะกลับมาอ่านอีกรอบนะ
Profile Image for Khim Warunluck.
20 reviews7 followers
April 20, 2021
เคยเห็นนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หยิบมาซื้ออ่านสักที
พอดีว่าคุณหมอแนะนำเลย เอาวะ ลองหน่อย เราน่าจะมีปัญหาเรื่องกรอบคิด ซึ่งพออ่านแล้วก็เออว่ะจริง

เนื้อหาในเล่มจะแบ่งเป็นสองกรอบคิดใหญ่ๆที่แย้งกัน ก็คือ กรอบคิดแบบตายตัว(ที่คาดว่าตัวเองเป็นอยู่) แล้วก็กรอบคิดแบบพัฒนา สองกรอบคิดนี้เหมือนเห็นว่าตามเพจคุณหมอ/เลี้ยงลูกไรงี้ แนะนำกันค่อนข้างมากอยู่นะ

คือมันแบ่งเป็นพาร์ทๆว่าแบบในมุมถ้าคุณเป็น โค้ช-นักกีฬา หัวหน้าบริษัท-พนักงาน พ่อแม่ หรือครู-ลูกควรจะมีกรอบคิดแบบไหนที่จะส่งผลดีต่อตัวเองและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเราไรงี้

เอาจริงรู้สึกว่าตัวอย่างค่อนข้างเยอะ เพราะประเด็นหลักมันก็คืออยู่ที่แผนภาพในหน้า 356 เลย ครอบคลุมสุด บางคนอาจจะไม่ชอบ เบื่อตัวอย่าง ซึ่งตอนแรกเราก็เป็น แต่พยายามอยากอ่านให้จบไปทีละเล่มก่อน เลยอดทนอ่านจนจบ แล้วก็รู้สึกเริ่มชอบการที่เขามีตัวอย่างพวกนี้เยอะๆว่ะ คือมันทำให้เรารู้สึกเหมือนเห็นภาพสะท้อนตัวเองจากตัวอย่างพวกนึ้ แล้วค่อยๆซึมซับว่าแบบ เอ้ออ มันมีคนที่เขาเป็นแบบเราเลยว่ะ แล้วถ้าเราเป็นแบบนั้นจะเป็นไงบ้าง ถ้าแก้ไขแบบคนนี้จะเป็นยังไงนะ อะไรแบบนี้ ซึ่งมันน่าสนใจดีกับกลวิธีของคนเขียนที่ทำออกมาแบบนี้ อาจจะเป็นจิตวิทยาอย่างนึงรึป่าว555555555 เพราะนักเขียนก็เป็นศ.ด้านจิตวิทยาด้วย ค่อนข้างเหมือนกล่อมให้เรามีกรอบคิดพัฒนา 555555555555

โดยรวมชอบการวางเนื้อหา การกระตุ้นให้เรารู้สึกอยากพัฒนาตัว ตอนแรกคิดว่าอ่านจบจะขายทิ้งดีมั้ยวะ5555555 แต่แล้วก็รู้สึกอยากเก็บไว้อ่านตอนตัวเองเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อแม่คน แล้วเตือนใจตัวเองอีกที
Profile Image for naviyada.
93 reviews4 followers
December 30, 2019
ใช้เวลานานมาก กว่าจะอ่านจบ คืออ่านแล้ววางเดือนนึง อ่านอีกแล้ววางอีกสองเดือน 55555
แต่ตั้งใจว่าจะอ่านเล่มที่ค้างๆ ไว้ก่อนสิ้นปี ก็ดันจนจบได้

จริงๆ แล้วหนังสือดีมากค่ะ เป็นการยกตัวอย่างกรอบความคิดแบบตายตัวกับแบบพัฒนาได้โดยใช้เหตุการณ์จริงมาเล่า
ตั้งแต่ความสัมพันธ์แบบครอบครัว พ่อลูก นักกีฬา โค้ช ครู ต่างๆ อ่านแล้วก็ได้คิดได้ย้อนมองว่าจริงๆ แล้วเรามีกรอบความคิดแบบไหนมากกว่า

ชอบที่เค้าแนะการใช้คำพูด ที่จะไม่ตัดสินคนๆนั้นให้เค้าจำว่าเค้าถูกตัดสินว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนตัวแล้วบางทีเราก็เผลอตัดสินคนอื่นไปโดยที่คิดว่า ก็แค่ล้อเล่น แหย่ๆ หยอกๆ พออ่านเล่มนี้แล้วก็ได้ตกตะกอนในหลายๆ เรื่องค่ะ
หนังสือโน้มน้าวเราได้ว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ สรุปแล้วชอบค่ะ

หักหนึ่งดาวตรงที่อ่านแล้วง่วงมาก 5555
Profile Image for Jinnie.
185 reviews10 followers
February 3, 2023
หนังสืออยู่ในบริบทของ mindset ทั้งเล่ม ไม่ได้กล่าวถึงมุมมองอื่นเลยจริงๆ ไม่มีเลยนะ ข้อดีของหนังสือเล่มนี้คือการบอกว่าคนเราพัฒนาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด กระตุ้นให้ลงมือทำได้ดี ตัวอย่างที่เอามามากมายแสดงให้เห็นว่าถ้าเราลงทุนกับตัวเองชีวิตจะมอบบทใหม่อะไรให้ตอบแทน อนึ่ง บางทีอาจดูยัดเยียดไปหน่อยในหลายเคส

ตอนอ่านต้องแยกแยะมากหน่อย เพราะต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล ชีวิตเราถ้าเปลี่ยนได้เพราะความคิดอย่างเดียวคงอัศจรรย์อยู่ (เขาจะบอกว่าอย่าโทษคนอื่น แต่ถ้าเราโตมาในประเทศเฮงซวยแค่ความคิดอย่างเดียวอาจเอาไม่อยู่อ่านะ ยิ่งโครงสร้างสังคมเกินเยียวยาด้วย...) สามารถเอามาปรับให้เหมาะกับตัวเอง เวลาท้อแล้วอยาก keep going กลับมาอ่านเล่มนี้ออกรอบคงช่วยเติมไฟได้
Profile Image for Tanaporn.
271 reviews
February 14, 2020
ให้สี่ดาวเพราะรู้สึกเหมือนรีวิวอื่น ๆ คือชอบแก่นของกรอบคิดแบบพัฒนาได้มาก แต่ก็รู้สึกว่าคนเขียนติ่งความคิดตัวเองไปหน่อย

ที่ชอบคืออ่านเข้าใจง่าย ใช้ได้จริงในหลายสถานการณ์ แต่ก็มีข้อเสนอแนะด้วยว่ากรอบความคิดแบบพัฒนาได้ต้องใช้ในความสัมพันธ์แบบตบมืสองข้าง ไม่งั้นคนที่คิดแบบพัฒนาได้จะเหนื่อยมากเพราะคนตายตัวไม่ยอมเปลี่ยนตาม

นอกจากนี้ กรอบความคิดแบบพัฒนาขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่คิดแบบตายตัว รวมถึงตัวหยกเอง ทำให้หลายครั้งใช้กรอบพัฒนาได้แต่ใช้บนพื้นฐานคิดแบบตายตัวแล้วผลที่ได้กลับแย่ลง

ที่เห็นด้วยคือเราควรสร้างกรอบคิดแบบพัฒนาได้ขึ้นในตัวและพยายามทำให้ได้บนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง
Profile Image for thep.gmr.
54 reviews
July 8, 2022
หลักๆชอบสารที่หนังสือเล่มนี้ส่งมานะ คือความพยายาม
แม้ความพยายามจะไม่ทำให้ประสบความสำเร็จเสมอไป
แต่ทุกความสำเร็จเกิดจากความพยายามทั้งสิ้น

แต่มีหลายอย่างที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับหนังสือเล่มนี้
ผู้เขียนพยายามแยกคนออกเป็น 2 ประเภท คือ Fix Mindset กับ Growth Mindset
ซึ่งไม่เห็นด้วย เพราะมันมีตัวแปรหลายๆอย่างที่ประกอบเข้าไว้ด้วยกันในชีวิตของเรา
รวมไปถึงการยกตัวอย่างที่มากเกินความจำเป็น และเวิ่นเว้อเกินไป

แต่ถึงอย่างไรเราก็ชอบสารของหนังสือเล่มนี้นะ
และน่าจะช่วยให้เราเกิดมุมมองใหม่ๆ กับสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต
Profile Image for Joe.
1 review
January 10, 2020
"มุมมองความคิดเป็นก้าวแรกของความสุขและความสำเร็จ"

เนื้อหาของหนังสือพูดถึงมุมมองความคิด 2 แบบ เมื่อพบกับสถานการณ์ที่เป็นอุปสรรค หนังสือเขียนได้ดีมีตัวอย่างชัดเจน และยกตัวอย่างปัญหาหลายด้านที่เรามักพบเจอในชีวิต เช่น ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์, ลูกๆ หรือเรื่องงาน (ซึ่งผู้เขียนยกตัวอย่างอาชีพนักกีฬาเพื่อให้เห็นภาพได้ง่าย)

หนังสือไม่หนามาก (ประมาณ 300 หน้า) สามารถพกติดตัวได้ สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคและกำลังท้อ หนังสือเล่มนี้สามารถเป็นกำลังใจได้เป็นอย่างดี
Profile Image for Sura Siri.
440 reviews8 followers
June 29, 2023
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมตัวอย่างของหลากหลายผู้คนที่มีกรอบความคิดแบบตายตัวและกรอบความคิดแบบพัฒนาได้ คุณCarol S. Dweckn รวบรวมข้อมูลมหาศาล มีเคสตัวอย่างเป็นร้อยๆเคส ที่ชี้ชัดถึงแนวคิดของคนเหล่านั้นตั้งแต่ต้น จนพิสูจน์ให้เห็นตอนจบ แบบเป็นคู่ๆที่มีชีวิตคล้ายคลึงกัน เปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจน

อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจดีมาก เพราะในกรอบความคิดแบบพัฒนาได้ ไม่ได้มีความคิดตายตัว มีหลากหลายตัวอย่างใช้แนวคิดที่แตกต่างกัน
Profile Image for Preedamon Kpitak.
2 reviews
October 1, 2018
ไม่มีใครควรถูกตัดสินว่าควรเป็นคนอย่างไร จากกรอบความคิดที่ถูกกำหนดเรียกขึ้นหรือลักษณะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คนทุกคนมีความสามารถที่จะปรับปรุงและนำข้อเด่นของลักษณะของกรอบความคิดของตัวเอง มาช่วยพัฒนาชีวิตและการทำงาน หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจตนเอง ไม่ตัดสินผู้อื่น และสามารถนำข้อเรียนรู้ที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาตัวเองได้จริง ถ้ามีความตั้งใจอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
Profile Image for thitiworada.
23 reviews5 followers
August 4, 2020
ด้วยชื่อหนังสือและเคลมที่ว่าขายดีมานานสิบปีติดต่อกัน เลยคิดว่าน่าจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่อ่านเนื้อหาตอนต้นๆ ก็ดึงดูดและปลุกใจอยู่เหมือนกัน มีรายละเอียดเล็กๆ เรื่อง Mindset ที่เราไม่เคยหยิบมาคิด

พออ่านไปซักครึ่งเล่มรู้สึกไม่อยากอ่านต่อแล้ว รู้แล้วว่าหนังสือจะไปทางไหน เน้นการเล่าแบบยกเคสเยอะๆ เทียบกันระหว่างแนวคิดทั้งสองแบบ ถ้าคนอ่านที่อยากได้แค่แก่นเรื่องอาจจะรู้สึกว่าหนังสือมีแต่น้ำ
2 reviews
August 3, 2022
เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง สามารถเปลี่ยนวิธีคิดและนำไปปรับใช้ได้หลายแง่มุมในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความสัมพันธ์ ส่วนตัวชอบมากกก เพราะมีข้อคิดให้เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้หลายอย่าง โดยเฉพาะข้อคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ (ครอบครัว เพื่อน คนรัก) รู้อย่างนี้น่าจะหยิบจากกองดองขึ้นมาอ่านตั้งนานแล้ว
Profile Image for urii.
25 reviews
October 24, 2018
เป็นหนังสือที่อ่านง่าย โดยเนื้อหาหนักแล้วคือการพูดถึง Fix mindset and Growth mindset และเนื้อหาต่อจากนั้นก็จะเป็นการยกตัวอย่างจริงของบุคคลอ้างอิงทั้ง นักกีฬา ครอบครัว คนทั่วไป ความรู้ความเข้าใจที่ได้สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง แต่จะดีมากหากอ่านเสริมไปกับหนังสือแนวพัฒนานิสัยเพิ่มเติม
2 reviews
September 7, 2019
เล่มนี้เปลื่ยนวิธีมองโลกดีมาก คุณ Carol S. Dweck แบ่ง Mindset ของคนออกเป็นแค่ 2 แบบเท่านั้นไม่เหมือนหนังสือจิตวิทยายหรือ How to เล่มอื่นดีที่แบ่งคนหลายหลายประเภท คือ "กรอบคิดแบบตายตัว" และ "กรอบคิดแบบพัฒนาได้" ซึ่งในเล่มจะได้เรียนเคสต่างๆ และประสบการณ์จริง ควรค่าแก่การอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างมาก
Profile Image for Imon Nonamenameno.
6 reviews
June 16, 2020
อ่านแล้วได้เอาบางอย่างไปใช้แก้นะคะ ให้รู้จักมีความพยายามมากขึ้น
แต่ว่ารู้สึกคนเขียนเองจะเป็นfixed mindsetเองรึเปล่า เพราะอ่านไปๆมาๆ คนเขียนดูจะBlame คนที่มีfixed mindset ว่าแย่อย่างนั้นอย่างนี้ไปหมด ซึ่งความจริงมันมีหลายปัจจัยที่จะทำให้คนเป็นfixed

เนื้อาวนไปวนมา
Profile Image for Torpong Poempol.
12 reviews
March 2, 2019
ช่วงครึ่งแรกดี ครึ่งหลังยกตัวอย่างวนไปวนมา
14 reviews
March 17, 2019
แนวคิดดีมาก แต่ลักษณะการเล่าเรื่องน้ำเยอะเกินไปนิด
Profile Image for Sahathust Num.
423 reviews5 followers
May 17, 2019
หนังสือที่เปลี่ยนมุมมองในชีวิต อยากส่งต่อให้คนข้างๆ คนที่เรารักทุกๆคนโดยเฉพาะพวกเด็ก เด็ก
ต้องอ่านครับ
Profile Image for Ipixx.
30 reviews1 follower
August 4, 2019
กรอบคิด หรือวิธีคิด ที่เราเคยเชื่อว่ามันปรับเปลี่ยนได้ และเล่มนี้ ก็มีตัวอย่างและแนวคิดให้เข้าใจวิธีการได้ชัดเจนขึ้น
Profile Image for Chanwit Chaimeesuk.
30 reviews4 followers
January 12, 2020
mindset สมชื่อหนังสือ
เพียงเปลี่ยนกรอบความคิด ให้เป็นกรอบความคิดที่พัฒนาได้ วางแผน และลงมือทำ นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้
33 reviews
July 7, 2020
หนังสือดี สำหรับทุกคนควรอ่าน
10 reviews1 follower
February 9, 2022
เปลี่ยนมุมมอง เราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด

อย่าให้กรอบความคิดของเรา หรือของใคร มากำหนดความคิดเรา
Profile Image for PONGPAN.
6 reviews
April 7, 2022
พูดวกไปวนมามากเกินไป จนกว่าจะเข้าเรื่อง
June 30, 2023
เป็นหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับ Mindset หรือ กรอบความคิดได้ดีเล่มหนึ่ง
Displaying 1 - 30 of 33 reviews