What do you think?


The Stranger
Published in 1942 by French author Albert Camus, The Stranger has long been considered a classic of twentieth-century literature. Le Monde ranks it as number one on its "100 Books of the Century" list. Through this story of an ordinary man unwittingly drawn into a senseless murder on a sundrenched Algerian beach, Camus explores what he termed "the nakedness of man faced with the absurd."
123 pages, Paperback
First published May 19, 1942
About the author
Albert Camus
984 books40.4k followersWorks, such as the novels
The Stranger
(1942) and
The Plague
(1947), of Algerian-born French writer and philosopher Albert Camus concern the absurdity of the human condition; he won the Nobel Prize of 1957 for literature.
Origin and his experiences of this representative of non-metropolitan literature in the 1930s dominated influences in his thought and work.
He also adapted plays of Pedro Calderón de la Barca, Lope de Vega, Dino Buzzati, and Requiem for a Nun of William Faulkner. One may trace his enjoyment of the theater back to his membership in l'Equipe, an Algerian group, whose "collective creation" Révolte dans les Asturies (1934) was banned for political reasons.
Of semi-proletarian parents, early attached to intellectual circles of strongly revolutionary tendencies, with a deep interest, he came at the age of 25 years in 1938; only chance prevented him from pursuing a university career in that field. The man and the times met: Camus joined the resistance movement during the occupation and after the liberation served as a columnist for the newspaper Combat.
The essay Le Mythe de Sisyphe (The Myth of Sisyphus), 1942, expounds notion of acceptance of the absurd of Camus with "the total absence of hope, which has nothing to do with despair, a continual refusal, which must not be confused with renouncement - and a conscious dissatisfaction."
Meursault, central character of L'Étranger (The Stranger), 1942, illustrates much of this essay: man as the nauseated victim of the absurd orthodoxy of habit, later - when the young killer faces execution - tempted by despair, hope, and salvation.
Besides his fiction and essays, Camus very actively produced plays in the theater (e.g., Caligula, 1944).
The time demanded his response, chiefly in his activities, but in 1947, Camus retired from political journalism.
Doctor Rieux of La Peste (The Plague), 1947, who tirelessly attends the plague-stricken citizens of Oran, enacts the revolt against a world of the absurd and of injustice, and confirms words: "We refuse to despair of mankind. Without having the unreasonable ambition to save men, we still want to serve them."
People also well know La Chute (The Fall), work of Camus in 1956.
Camus authored L'Exil et le royaume (Exile and the Kingdom) in 1957. His austere search for moral order found its aesthetic correlative in the classicism of his art. He styled of great purity, intense concentration, and rationality.
Camus died at the age of 46 years in a car accident near Sens in le Grand Fossard in the small town of Villeblevin.
Chinese 阿尔贝·加缪
Origin and his experiences of this representative of non-metropolitan literature in the 1930s dominated influences in his thought and work.
He also adapted plays of Pedro Calderón de la Barca, Lope de Vega, Dino Buzzati, and Requiem for a Nun of William Faulkner. One may trace his enjoyment of the theater back to his membership in l'Equipe, an Algerian group, whose "collective creation" Révolte dans les Asturies (1934) was banned for political reasons.
Of semi-proletarian parents, early attached to intellectual circles of strongly revolutionary tendencies, with a deep interest, he came at the age of 25 years in 1938; only chance prevented him from pursuing a university career in that field. The man and the times met: Camus joined the resistance movement during the occupation and after the liberation served as a columnist for the newspaper Combat.
The essay Le Mythe de Sisyphe (The Myth of Sisyphus), 1942, expounds notion of acceptance of the absurd of Camus with "the total absence of hope, which has nothing to do with despair, a continual refusal, which must not be confused with renouncement - and a conscious dissatisfaction."
Meursault, central character of L'Étranger (The Stranger), 1942, illustrates much of this essay: man as the nauseated victim of the absurd orthodoxy of habit, later - when the young killer faces execution - tempted by despair, hope, and salvation.
Besides his fiction and essays, Camus very actively produced plays in the theater (e.g., Caligula, 1944).
The time demanded his response, chiefly in his activities, but in 1947, Camus retired from political journalism.
Doctor Rieux of La Peste (The Plague), 1947, who tirelessly attends the plague-stricken citizens of Oran, enacts the revolt against a world of the absurd and of injustice, and confirms words: "We refuse to despair of mankind. Without having the unreasonable ambition to save men, we still want to serve them."
People also well know La Chute (The Fall), work of Camus in 1956.
Camus authored L'Exil et le royaume (Exile and the Kingdom) in 1957. His austere search for moral order found its aesthetic correlative in the classicism of his art. He styled of great purity, intense concentration, and rationality.
Camus died at the age of 46 years in a car accident near Sens in le Grand Fossard in the small town of Villeblevin.
Chinese 阿尔贝·加缪
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 30 of 35 reviews
Read
September 3, 2022คนนอกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเล่าถึงชีวิตประจำวันของตัวเอก และช่วงหลังเล่าถึงชีวิตประจำวันหลังเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตของตัวเอก
การอ่านคนนอกให้ความรู้สึกเหมือนกับอ่านงาน earthlings ของมูราตะ (หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นคือ มูราตะมีกลิ่นอายของอัลแบร์ กามูร์ ในเรื่องของคนนอก) ไม่ใช่เหมือนในการเป็นหนังสยองขวัญเกรด B (>_X) แต่เหมือนในลักษณะของตัวละครที่เป็นคนชายขอบ มีความคิดไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องและโดนสังคมตั้งคำถาม โดนสังคมตัดสินไปแล้วก่อนจะทำความเข้าใจใดๆ กับตัวเอกในเรื่อง
แต่พออ่านช่วงที่สองที่เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ในศาล ในเรือนจำ และฉากเด็ดคือพระที่มาอวยพร (?) ให้ตัวเอกท้ายเรื่องเราก็ห่างไกลจากงานของมูราตะมาเป็นงานปรัชญาข้นคลั่กและกลิ่นอายของยุคศตวรรษที่ 19 ที่ตั้งคำถามกับความเป็นอยู่ของพระเจ้า การหาที่ทางของมนุษยชน และการตั้งคำถามของชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกกับเราว่าเป็นอย่างไรต่อไป
จริงๆ ตอนอ่านจบแล้วก็เหม่อๆ ไปสักพักนะคะ แบบว่า อืม กามูร์เขาเขียนอะไรวะ อยากให้เราเข้าใจอะไรวะ อยากให้เรารู้ว่าชีวิตมันไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย ความรักก็เป็นแค่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเฉยๆ ไม่มีความหมายอะไรอย่างนั้นใช่มั้ย ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ อยู่ไปวันๆ ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไร และอยู่กับปัจจุบัน (ที่ไม่ได้หมายถึงแบบพุทธ) ที่สัมผัสสายลม แสงแดด และอารมณ์ต่างๆ ก็พอแล้วใช่มั้ย ถ้าใช่ มันหมายความว่า มนุษย์มันแค่นั้นหรือเพราะมันแค่นั้นเราเลยเป็นได้มากกว่านั้นหรือเปล่า? อ่านจบแล้วก็แบบ อืมๆ ยากจังวะ รู้แล้วว่าทำไมคนเราถึงต้องอ่านงานวรรณกรรมคลาสสิก มันลึกแบบนี้นี่เอง แล้วมันเอาไปต่อยอด ครุ่นคริสได้อีกหลายเรื่อง
ที่ชอบอีกอย่างคือส่วนที่ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (หาไอ้ตัว ฌ นี้ตั้งนาน) เขียนด้วย
'คนไร้ความหมายจะไม่อธิบายแจกแจง เขาจะว่าของเขาไปเรื่อยๆ ทั้งหนังสือเล่มนี้ก็จะไม่พิสูจน์อะไรทั้งสิ้น .... เขาไม่ได้สนใจที่จะให้เหตุผลกับสิ่งที่โดยธาตุแท้แล้วให้ไม่ได้'
'ชีวิตมนุษย์ไม่มี 'อนาคต' เป็นได้แต่เพียงการเก็บรวบรวมชิ้นส่วนเล็กๆ ในเวลาปัจจุบัน'
พออ่านแล้วก็ตกผลึกอะไรหลายๆ อย่างกับเล่มนี้ และรู้สึกว่างานเขียนของกามูร์ช่างบูชาความเป็นมนุษย์เสียเหลือเกิน
การอ่านคนนอกให้ความรู้สึกเหมือนกับอ่านงาน earthlings ของมูราตะ (หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นคือ มูราตะมีกลิ่นอายของอัลแบร์ กามูร์ ในเรื่องของคนนอก) ไม่ใช่เหมือนในการเป็นหนังสยองขวัญเกรด B (>_X) แต่เหมือนในลักษณะของตัวละครที่เป็นคนชายขอบ มีความคิดไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องและโดนสังคมตั้งคำถาม โดนสังคมตัดสินไปแล้วก่อนจะทำความเข้าใจใดๆ กับตัวเอกในเรื่อง
แต่พออ่านช่วงที่สองที่เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ในศาล ในเรือนจำ และฉากเด็ดคือพระที่มาอวยพร (?) ให้ตัวเอกท้ายเรื่องเราก็ห่างไกลจากงานของมูราตะมาเป็นงานปรัชญาข้นคลั่กและกลิ่นอายของยุคศตวรรษที่ 19 ที่ตั้งคำถามกับความเป็นอยู่ของพระเจ้า การหาที่ทางของมนุษยชน และการตั้งคำถามของชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกกับเราว่าเป็นอย่างไรต่อไป
จริงๆ ตอนอ่านจบแล้วก็เหม่อๆ ไปสักพักนะคะ แบบว่า อืม กามูร์เขาเขียนอะไรวะ อยากให้เราเข้าใจอะไรวะ อยากให้เรารู้ว่าชีวิตมันไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย ความรักก็เป็นแค่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเฉยๆ ไม่มีความหมายอะไรอย่างนั้นใช่มั้ย ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ อยู่ไปวันๆ ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไร และอยู่กับปัจจุบัน (ที่ไม่ได้หมายถึงแบบพุทธ) ที่สัมผัสสายลม แสงแดด และอารมณ์ต่างๆ ก็พอแล้วใช่มั้ย ถ้าใช่ มันหมายความว่า มนุษย์มันแค่นั้นหรือเพราะมันแค่นั้นเราเลยเป็นได้มากกว่านั้นหรือเปล่า? อ่านจบแล้วก็แบบ อืมๆ ยากจังวะ รู้แล้วว่าทำไมคนเราถึงต้องอ่านงานวรรณกรรมคลาสสิก มันลึกแบบนี้นี่เอง แล้วมันเอาไปต่อยอด ครุ่นคริสได้อีกหลายเรื่อง
ที่ชอบอีกอย่างคือส่วนที่ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (หาไอ้ตัว ฌ นี้ตั้งนาน) เขียนด้วย
'คนไร้ความหมายจะไม่อธิบายแจกแจง เขาจะว่าของเขาไปเรื่อยๆ ทั้งหนังสือเล่มนี้ก็จะไม่พิสูจน์อะไรทั้งสิ้น .... เขาไม่ได้สนใจที่จะให้เหตุผลกับสิ่งที่โดยธาตุแท้แล้วให้ไม่ได้'
'ชีวิตมนุษย์ไม่มี 'อนาคต' เป็นได้แต่เพียงการเก็บรวบรวมชิ้นส่วนเล็กๆ ในเวลาปัจจุบัน'
พออ่านแล้วก็ตกผลึกอะไรหลายๆ อย่างกับเล่มนี้ และรู้สึกว่างานเขียนของกามูร์ช่างบูชาความเป็นมนุษย์เสียเหลือเกิน
August 9, 2021
นอนอ่าน "คนนอก" ของกามูส์จบไปเมื่อคืน (ใช่ครับ เพิ่งเคยอ่าน) อ่านช้าไปหลายปีทีเดียว เข้าใจว่าทำไมมันถึงทรงพลังและจับจิตจับใจคนอ่านจำนวนหนึ่งนักหนา แต่โดยส่วนตัวอ่านแล้วไม่ค่อยอิน อ๋อๆ อืมๆ อ่าฮะๆ เป็นความรู้สึกเฉยๆ เหมือนเมอร์โซลท์ในเรื่องนั่นแหละ
อาจจะเคลมเว่อร์ไปหน่อย แต่ถ้าบอกว่าความ absurdism อะไรแบบนี้คือรากฐานความ ignorance ของสลิ่ม boomers - gen x ก็จะไม่แปลกใจเลย
อ่านแล้วไม่เห็น "คนนอก" เลยซักคน มีแต่ "คนใน" ที่ซัดกันเองด้วยศีลธรรมคนละชุดกัน เป็นนิยายที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ "คนใน" รู้สึกโรแมนติกว่าแค่การขบถเล็กๆ น้อยๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็น "คนนอก" ทั้งที่ความจริงแล้วต่างฝ่ายต่างแค่นั่งอยู่ตรงข้ามกันในรัศมีวงกลมเดียวกัน
อาจจะเคลมเว่อร์ไปหน่อย แต่ถ้าบอกว่าความ absurdism อะไรแบบนี้คือรากฐานความ ignorance ของสลิ่ม boomers - gen x ก็จะไม่แปลกใจเลย
อ่านแล้วไม่เห็น "คนนอก" เลยซักคน มีแต่ "คนใน" ที่ซัดกันเองด้วยศีลธรรมคนละชุดกัน เป็นนิยายที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ "คนใน" รู้สึกโรแมนติกว่าแค่การขบถเล็กๆ น้อยๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็น "คนนอก" ทั้งที่ความจริงแล้วต่างฝ่ายต่างแค่นั่งอยู่ตรงข้ามกันในรัศมีวงกลมเดียวกัน
April 9, 2026
(บ่นเฉยๆ ไม่ใช่รีวิว) ตอนอ่านไม่สนุกเท่าไหร่ แต่มาสนุกตอนคิดต่อนี่แหละ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ซึ่งจริงๆไม่รู้ว่าจำเป็นต้องเข้าใจมั้ยด้วยซ้ำ หรือแท้จริงไม่เข้าใจน่ะถูกแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สุดท้ายก็ไร้แก่นสารอยู่ดี ต่อให้จะเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่สำคัญสำหรับเราตอนนี้ก็ตาม เหตุผลที่เมอร์โซลท์ลั่นปืนแม่งไร้สาระ(หรือจริงๆไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย?) แต่เหตุผลที่อัยการเอาผิดแม่งก็ไร้สาระเหมือนกันจนไม่จำเป็นต้องไปพยายามทำความเข้าใจการกระทำของเมอร์โซลต์ก็ได้ ทุกคนต่างยึดถือ เชื่อมั่น หรือให้ความสำคัญกับเฉพาะสิ่งที่ตัวเองสมัครใจ(หรือตามสังคมหล่อหลอม) สุดท้ายเลยไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่มีแก่นสารอย่างแท้จริง ปลง😮💨
July 18, 2024
ชอบตั้งแต่เปิดอ่านมันตกเราได้ตั้งแต่บรรทัดแรก เรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาการไร้แก่นสารที่อาจไม่ได้เล่าเรื่องเเน่นปึ๊กหรือเน้นขายplotใดๆค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่อธิบายได้ยาก แต่หากจะให้พูด คือให้ปล่อยใจไปกับความไร้แก่นสารและการไม่stickกับหลักเหตุผลที่ตัวเอกพยายามจะสื่อนั่นแหล่ะคือเสน่ห์ที่พอจะอธิบายเป็นรูปธรรมได้ของเล่มนี้ อ่านแล้วทำให้กลับมาทบทวนว่าบางทีการกระทำบางอย่างในชีวิตของแต่ละคนมันpersonalและไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้ทุกเรื่องในแบบที่สังคมต้องการให้เราทำ เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้เราได้ประสบการณ์การอ่านที่freshและไม่เคยมีเล่มไหนทำได้มาก่อน
December 18, 2020
คนนอก
แปลจากหนังสือ: L'Étranger
ผู้เขียน: Albert Camus
ผู้แปล: อำพรรณ โอตระกูล
สำนักพิมพ์: สามัญชน
จำนวนหน้า: 208 หน้า ปกอ่อน
พิมพ์ครั้งที่ 12 — ตุลาคม 2563
.
หนังสือโดยชาวฝรั่งเศษครับ เขียนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นู่น ไม่แปลกใจ ที่คนยกย่อง เพราะเนื้อหา ร่วมสมัยมาก คำว่าคนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นชื่อเรื่องน่าจะหมายถึง วิธีที่คนอื่นมองตัวเอก ว่าทำไมไอ้นี่มันแปลกและเข้าใจยาก
.
.
จิกกัดบรรทัดฐานทางสังคม ได้เจ็บแสบ แฝงประเด็นเรื่องราวการประเมินคนอื่นจากการแสดงออกทางสีหน้า แบบbias และอีกหลายประเด็น
.
พระเอกของเรื่อง นาม เมอร์โซ เป็นคนธรรมดา ที่หน้านึ่งมาก เขาไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ร้องไห้ในงานศพแม่ นิ่งกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ค่อยยินดียินร้าย แต่ลึกๆ เป็นคนดี ใช้ชีวิตธรรมดามาก ผ่านเรื่องราวธรรมดา แต่ตอนจบกลับไม่ธรรมดา และ ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย
.
ต้องย้ำอีกทีว่า เมอร์โซ ไม่มีใช่คนต่อต้านหรือเข้าสังคมไม่เป็น เขามีทั้งเพื่อนสนิท แฟน คนรู้จัก คนร่วมงาน แต่กลับต้องมาซวย
.
.
อ่านจบเข้าใจเลยว่าประเด็นที่ผู้เขียนเขียนมันมาก่อนกาล และทันสมัยมากๆ
.
.
ความเห็น
- อ่านเรื่อยๆ เนิบๆ ไปยาก คนที่คุ้นเคยกับวรรณกรรมคลาสิค ถือว่าอ่านง่ายมากๆ แต่ถ้าไม่คุ้นเคยอาจจะ ง่วงนะ
- อ่านจบแล้วต้องหาบทวิเคราะห์อ่านกันอีกทีครับ 55 เพราะมันตีความได้หลายประเด็นจริงๆ
- ขอหยิบข้อคิดจากเรื่องนี้ ยกจากลิ้งนี้มานะ ครับ เขียนไว้ตรงประเด็นมาก ๆ
http://thomashiroshi.blogspot.com/201...
การมีความคิดเห็นขัดแย้ง หรือปฎิบัติตัวผิดต่อค่านิยม
(สิ่งที่คนในสังคมเห็นว่าดี) นำมาซึ่งความหายนะ
ทั้งๆที่เขาอาจมีความคิด มีสติปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนนอก เป็นคนผิด เป็นคนเลว เป็นคนชายขอบของสังคมสมควรได้รับการลงทัณต์ สังคมปัจจุบันควรนำเรื่องคนนอกไปศึกษาเพื่อการเคารพสิทธิของคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องสิทธิทางการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางความคิด รวมไปถึงการแสดงออกทางการเมือง
.
.
9/10 หนังสือดีครับ แนะนำ
แปลจากหนังสือ: L'Étranger
ผู้เขียน: Albert Camus
ผู้แปล: อำพรรณ โอตระกูล
สำนักพิมพ์: สามัญชน
จำนวนหน้า: 208 หน้า ปกอ่อน
พิมพ์ครั้งที่ 12 — ตุลาคม 2563
.
หนังสือโดยชาวฝรั่งเศษครับ เขียนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นู่น ไม่แปลกใจ ที่คนยกย่อง เพราะเนื้อหา ร่วมสมัยมาก คำว่าคนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นชื่อเรื่องน่าจะหมายถึง วิธีที่คนอื่นมองตัวเอก ว่าทำไมไอ้นี่มันแปลกและเข้าใจยาก
.
.
จิกกัดบรรทัดฐานทางสังคม ได้เจ็บแสบ แฝงประเด็นเรื่องราวการประเมินคนอื่นจากการแสดงออกทางสีหน้า แบบbias และอีกหลายประเด็น
.
พระเอกของเรื่อง นาม เมอร์โซ เป็นคนธรรมดา ที่หน้านึ่งมาก เขาไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ร้องไห้ในงานศพแม่ นิ่งกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ค่อยยินดียินร้าย แต่ลึกๆ เป็นคนดี ใช้ชีวิตธรรมดามาก ผ่านเรื่องราวธรรมดา แต่ตอนจบกลับไม่ธรรมดา และ ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย
.
ต้องย้ำอีกทีว่า เมอร์โซ ไม่มีใช่คนต่อต้านหรือเข้าสังคมไม่เป็น เขามีทั้งเพื่อนสนิท แฟน คนรู้จัก คนร่วมงาน แต่กลับต้องมาซวย
.
.
อ่านจบเข้าใจเลยว่าประเด็นที่ผู้เขียนเขียนมันมาก่อนกาล และทันสมัยมากๆ
.
.
ความเห็น
- อ่านเรื่อยๆ เนิบๆ ไปยาก คนที่คุ้นเคยกับวรรณกรรมคลาสิค ถือว่าอ่านง่ายมากๆ แต่ถ้าไม่คุ้นเคยอาจจะ ง่วงนะ
- อ่านจบแล้วต้องหาบทวิเคราะห์อ่านกันอีกทีครับ 55 เพราะมันตีความได้หลายประเด็นจริงๆ
- ขอหยิบข้อคิดจากเรื่องนี้ ยกจากลิ้งนี้มานะ ครับ เขียนไว้ตรงประเด็นมาก ๆ
http://thomashiroshi.blogspot.com/201...
การมีความคิดเห็นขัดแย้ง หรือปฎิบัติตัวผิดต่อค่านิยม
(สิ่งที่คนในสังคมเห็นว่าดี) นำมาซึ่งความหายนะ
ทั้งๆที่เขาอาจมีความคิด มีสติปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนนอก เป็นคนผิด เป็นคนเลว เป็นคนชายขอบของสังคมสมควรได้รับการลงทัณต์ สังคมปัจจุบันควรนำเรื่องคนนอกไปศึกษาเพื่อการเคารพสิทธิของคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องสิทธิทางการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางความคิด รวมไปถึงการแสดงออกทางการเมือง
.
.
9/10 หนังสือดีครับ แนะนำ
February 4, 2016
อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึง "คำพิพากษา" และ หนังเรื่อง Nocturnal Animal ทั้งสามเรื่องพูดถึงพลังของอคติ ที่มีฤทธิ์ทำให้คนประสบความบาดเจ็บและตายถึงเพียงนั้น
ตอนแรก นึกว่าคนนอกจะเป็นนิยายที่หนัก อ่านยาก แต่ไม่ใช่เลย กลับอ่านเบาสมองกว่าที่คิด แต่เรื่องค่อยเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เหตุการณ์ที่ธรรมดาสามัญและจืดชืด แต่เมื่ออ่านไว้จนถึงท้ายเล่ม เหตุการณ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นเงื่อนปมที่วางไว้ดีแล้วอย่างหมดจด
จะว่าไป นิยายเรื่องนี้ก็ร่วมสมัย สอดคล้องกับสังคมไทยขณะนี้อยู่ไม่น้อย เพราะมันพูดถึงความบิดเบี้ยวของสถาบันยุติธรรม การพิพากษาของปุถุชนอันฉาบฉวย ซึ่งตัดสินด้วยอารามเมามันในอารมณ์ เพื่อที่จะเห็นใครคนหนึ่งถูกลงโทษอย่างสาสม โดยที่มิได้คำนึงว่ามันสมเหตุสมผลและบทลงโทษนั้นได้สัดส่วนหรือไม่
ราวกับว่าเรากระหายเหลือเกิน ที่จะเห็นใครสักคนที่เราไม่รู้จัก ถูกลากตัวไปยังลานจตุรัส และประหารด้วยกิโยติน
ตอนแรก นึกว่าคนนอกจะเป็นนิยายที่หนัก อ่านยาก แต่ไม่ใช่เลย กลับอ่านเบาสมองกว่าที่คิด แต่เรื่องค่อยเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เหตุการณ์ที่ธรรมดาสามัญและจืดชืด แต่เมื่ออ่านไว้จนถึงท้ายเล่ม เหตุการณ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นเงื่อนปมที่วางไว้ดีแล้วอย่างหมดจด
จะว่าไป นิยายเรื่องนี้ก็ร่วมสมัย สอดคล้องกับสังคมไทยขณะนี้อยู่ไม่น้อย เพราะมันพูดถึงความบิดเบี้ยวของสถาบันยุติธรรม การพิพากษาของปุถุชนอันฉาบฉวย ซึ่งตัดสินด้วยอารามเมามันในอารมณ์ เพื่อที่จะเห็นใครคนหนึ่งถูกลงโทษอย่างสาสม โดยที่มิได้คำนึงว่ามันสมเหตุสมผลและบทลงโทษนั้นได้สัดส่วนหรือไม่
ราวกับว่าเรากระหายเหลือเกิน ที่จะเห็นใครสักคนที่เราไม่รู้จัก ถูกลากตัวไปยังลานจตุรัส และประหารด้วยกิโยติน
January 6, 2025
เล่มนี้เป็นปรัชญนิยายที่แสดงหลักคิดแบบ absurdism (ความไร้แก่นสาร) ของกามูส์ได้ชัดเจนมาก แบบที่ตะโกนออกมาว่า โลกนี้จะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ คุณค่าที่ถูกกำหนดขึ้นมาจะเป็นยังไงก็เรื่องของมันเถอะ คนจะเอาอะไรมาตัดสินก็เอาเถอะ ชีวิตจะไร้ความหมายก็ให้มันเป็นไปเถอะ แต่ฉันจะมีความสุขกับชีวิตแบบนี้ให้โลกดูเองจ้า 🔥 ซึ่งก็นำเสนอผ่านคาร์แรกเตอร์และสตอรี่ของเรื่องได้สุดดี ให้ 5 ดาวเลยค่ะ
เรื่องคนนอกจะเล่าผ่านตัวละครเมอร์โซลท์ โดยพาร์ทแรกจะแสดงทัศนคติของตัวละครที่มีต่อโลกว่าเป็นคนไม่ได้ให้คุณค่ากับคุณธรรมใดๆ ที่สังคมและศาสนาเป็นคนกำหนดมันขึ้นมาเป็นพิเศษ ทั้งความตายของแม่ มิตรภาพ ความรัก ความก้าวหน้าในอาชีพล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ สำหรับเมอร์โซลต์ทุกสิ่งเป็นเรื่อง "ยังไงก็ได้" ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเป็นพิเศษยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อาจจะมีก็แต่ธรรมชาติที่เป็นรูปธรรมที่เขาให้คุณค่า กระทั่งที่แสงแดดจ้าเกินไปมากระทบลูกตาทำให้เขายิงปืนใส่ร่างของชาวอาหรับที่กำลังชักมีดหาเขา แน่นอนว่าการกระทำนี้ก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรสำหรับเขาเหมือนกัน เรียกว่าคุณค่าทุกสิ่งของโลกและคนอื่นๆที่ควรจะผูกพันเป็นเหมือน'คนนอก'สำหรับเมอร์โซลท์
และทัศนคติแบบเมอร์โซลท์นี้จะถูกสังคมตัดสินในพาร์ท 2 เมอร์โซลต์ถูกฟ้องฐานฆ่าคนตาย แต่อัยการกลับนำเรื่องที่เป็นคุณค่าทางจริยธรรมมาเป็นเหตุผลหลักในการสู้คดี การที่เขาไม่ผูกพันกับแม่ ไม่ร้องไห้ในงานศพ และไม่เชื่อในพระเจ้า ดูจะเป็นเรื่องที่สังคมรุมประนามยิ่งกว่าการกระทำผิดฆ่าคนอีก แต่ระหว่างที่อัยการกับทนายสู้คดีกัน เมอร์โซลต์กลับมองเรื่องนี้ในสายตา'คนนอก'เหมือนเป็นเรื่องของคนอื่น ขณะเดียวกันสังคมก็มองเมอร์โซลต์ว่าเป็น'คนนอก'ที่ไม่ยอมรับคุณค่าของสังคม
ในบทสรุปสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นฮุคของนิยายและแก่นของปรัชญานี้ เมื่อเมอร์โซลต์ถูกสังคมตัดสินให้ตายด้วยเหตุผลทางจริยธรรมของสังคมที่เขาไม่ได้ให้คุณค่าอะไรเป็นพิเศษ เขาจะมองเรื่องนี้อย่างไรในทัศนะแบบ absurdist ตรงนี้อ่านแล้วปลดปลง แต่ก็รู้สึกดีอย่างน่าประหลาดเหมือนกัน ชอบวิธีนำเสนอที่ให้นักบวชมาคุยกับเมอร์โซลท์ตอนสุดท้าย เป็นการสรุปว่าคนที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเลย (แม้แต่พระเจ้า) กลับเป็นอิสระทางใจมากกว่าใคร และสามารถจะมีความสุขกับชีวิตในปัจจุบันจนถึงวินาทีสุดท้ายอย่างแท้จริง แม้ในภาวะที่ไร้ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่
จัดว่าเป็นปรัชญนิยายที่มีคุณค่าทั้งเชิงปรัชญาและเชิงวรรณกรรมสูงพอๆ กัน ผสานกันได้กลมกล่อมมากๆ ชอบเล่มนี้ที่เล่าเรื่องไม่ซับซ้อน แทบไม่มีสัญญะแบบฟุ้งๆ รูปประโยคก็อ่านง่ายดี ชอบค่ะ
นี่ว่าเมอร์โซลท์คืออุดมคติของ I don't give a shi** man 😂 ช่างแม่งทุกสิ่งกูเอาชีวิตตัวเองมีความสุขไปก่อน กามูส์เขียนคาร์ฯ ตานี่ได้มีความเป็นมนุษย์สูงมาก อาจจะเพราะเราได้เห็นความคิดของตัวละครด้วย เลยเห็นว่าถึงเมอร์โซลท์จะมีความสุดโต่งในแง่ความคิด แต่นางก็ไม่ได้นิ่งเป็นหุ่น ยังมีอารมณ์ความกลัวตาย ความรักแม่ ความนึกถึงให้เห็นอยู่ แต่ความคิดในการจัดการกับอารมณ์ของเมอร์โซลต์คือยอมรับความจริง ไม่ให้ค่า ก็เลยไม่ยึดติด เช่นที่บอกเพื่อนบ้านว่านางก็รักแม่นะ แต่ก็ยอมรับว่าแม่อยู่บ้านพักคนชราแล้วมีความสุขกว่า ยอมรับว่าสักวันแม่ก็ต้องตาย ดังนั้นความตายของแม่ก็แค่เหตุการณ์ที่ต้องเกิด ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ
.
หรือฉากที่เมอร์โซลท์รู้ว่าตัวเองจะถูกประหาร เราจะเห็นว่าจริงๆเมอร์โซลท์ก็กลัวตาย แต่ก็ยอมรับด้วยว่าที่เขาถูกตัดสินแบบนีัเพราะเหตุผลทางจริยธรรมที่เขาไม่ให้คุณค่า ดังนั้นก็เลยยอมรับอีกว่าถึงจะฎีกาไปก็คงจะไม่มีหวัง (เพราะถึงยังไงเขาก็คงจะไม่ให้คุณค่ากับจริยธรรมพวกนั้นอยู่ดี😂) แม้จะกลัวแต่ก็ต้องยอมรับความตายโดยดุษฎี แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไปแบบวิธีของตัวเอง
ความคิดและการกระทำแบบเมอร์โซลท์ในเรื่องคนนอก ที่ไม่ได้ให้คุณค่าความหมายกับอะไร แต่จะใช้ชีวิตอยู่สู้มันไปแบบมีความสุข ในแง่หนึ่งก็ไม่ได้ดูผิดอะไร เป็นแนวคิดที่ออกจะสบายใจและเป็นอิสระดี แต่แม้ว่าจะไม่ได้ดูมีเจตนาร้าย แต่เราว่าก็ไม่ได้มีเจตนาดีอะไรเหมือนกัน ออกจะเป็นคนที่เฉยชาต่อโลกอย่างสุดโต่งด้วยซ้ำ
.
เรื่องนี้เมอร์โซลท์ไม่ให้คุณค่าแม้แต่ในคุณธรรมใดๆเลย ทั้งยอมคบเพื่อนที่ตีเมีย ทั้งยิงคนเพราะแดดแรง มาคิดดู คนที่ไม่แยแสแม้แต่กับเรื่องความดีทั่วไป ขาด empathy ก็คือ psychopath มั้ยนะ หรือถ้าไม่ร้ายแรงเบอร์นั้นก็ออกจะเป็นคนลอยตัวเหนือปัญหาขาดความใส่ใจอย่างแรง ก็ในแง่นี้ก็สมควรจะเป็นคนนอกอยู่ 😂
.
แต่ก็เข้าใจว่ากามูส์เขียนเรื่องนี้ให้สุดโต่งสุดๆ เพื่อนำเสนอไอเดียให้มันชัดๆ น่าจะมีพูดถึงเรื่องแนวคิดแบบนี้กับคุณค่าในเชิงคุณธรรมในผลงานอื่นอีก เดี๋ยวจะลองอ่าน the myth of Sisyphus ดูค่ะ
----
จริงๆ หลักคิด absurdism ก็ค่อนข้างทำงานกับเราอยู่นะ เป็นแนวคิดที่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่มีความหมายเป็นพิเศษ ทุกสิ่งนอกจากธรรมชาติและความตายล้วนไร้แก่นสาร และเราคงทำอะไรกับโลกที่เป็นอย่างนี้ไม่ได้ นอกจากใช้ชีวิตอยู่กับมันไปให้มีความสุข ต่อให้ต้องนอนเฉยๆ อยู่ไปวันๆ ก็ต้องอยู่แบบมีความสุขท้าทายให้โลกมันดูด้วยความสะใจ
อาจจะไม่ใช่ปรัชญาสายทะเยอทะยาน แต่เราว่าแนวคิดแบบนี้ก็ช่วยให้สบายใจขึ้นได้เยอะเลย โดยเฉพาะตอนที่เรารู้สึกตัวเองห่วย ไม่เก่งอะไรเลยซักอย่าง หรือตอนที่เป้าหมายชีวิตหายไปแล้วต้องอยู่ลอยๆ ไปวันๆ เราก็อาจจะอยากให้คนมาพูดว่า "แล้วไง ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่ใช้ชีวิตอยู่ต่อให้มีความสุขก็พอแล้ว"
.
เอาจริงก็แอบคล้ายๆ ธรรมะกับสโตอิกนิดนึงตรงที่ว่าโลกไม่มีอะไร matter ดังนั้นอย่าไปยึดติด และให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นสำหรับ absurdism ก็เลยอาจจะเป็นปรัชญาสายปลอบโยน ที่ให้เรา radiate คุณค่าและความสุขภายในตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องไปยึดติดกับคุณค่าอื่นๆ ภายนอก อย่างความเก่ง ความสวย การเงิน ความรัก ต่อให้ไม่มีสิ่งเหล่านี้เราก็มีคุณค่าได้ด้วยตัวเองนะ แค่มีชีวิตอยู่เฉยๆ ก็มีค่าแล้วล่ะ ดังนั้นใช้ชีวิตต่อไปค่ะ 🥹💪
.
ส่วนหนังสือเรื่องคนนอกนี้ก็นำเสนอความเป็น absurd ได้แบบสุดโต่ง อาจจะต้องทอนเรื่องคุณธรรมมาหน่อย เราว่าอาจจะได้แนวคิดเรื่องการไม่ยึดติดเข้ามาทำให้ปลดปลงและสบายใจกับชีวิตก็ได้ค่ะ
เรื่องคนนอกจะเล่าผ่านตัวละครเมอร์โซลท์ โดยพาร์ทแรกจะแสดงทัศนคติของตัวละครที่มีต่อโลกว่าเป็นคนไม่ได้ให้คุณค่ากับคุณธรรมใดๆ ที่สังคมและศาสนาเป็นคนกำหนดมันขึ้นมาเป็นพิเศษ ทั้งความตายของแม่ มิตรภาพ ความรัก ความก้าวหน้าในอาชีพล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ สำหรับเมอร์โซลต์ทุกสิ่งเป็นเรื่อง "ยังไงก็ได้" ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเป็นพิเศษยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อาจจะมีก็แต่ธรรมชาติที่เป็นรูปธรรมที่เขาให้คุณค่า กระทั่งที่แสงแดดจ้าเกินไปมากระทบลูกตาทำให้เขายิงปืนใส่ร่างของชาวอาหรับที่กำลังชักมีดหาเขา แน่นอนว่าการกระทำนี้ก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรสำหรับเขาเหมือนกัน เรียกว่าคุณค่าทุกสิ่งของโลกและคนอื่นๆที่ควรจะผูกพันเป็นเหมือน'คนนอก'สำหรับเมอร์โซลท์
และทัศนคติแบบเมอร์โซลท์นี้จะถูกสังคมตัดสินในพาร์ท 2 เมอร์โซลต์ถูกฟ้องฐานฆ่าคนตาย แต่อัยการกลับนำเรื่องที่เป็นคุณค่าทางจริยธรรมมาเป็นเหตุผลหลักในการสู้คดี การที่เขาไม่ผูกพันกับแม่ ไม่ร้องไห้ในงานศพ และไม่เชื่อในพระเจ้า ดูจะเป็นเรื่องที่สังคมรุมประนามยิ่งกว่าการกระทำผิดฆ่าคนอีก แต่ระหว่างที่อัยการกับทนายสู้คดีกัน เมอร์โซลต์กลับมองเรื่องนี้ในสายตา'คนนอก'เหมือนเป็นเรื่องของคนอื่น ขณะเดียวกันสังคมก็มองเมอร์โซลต์ว่าเป็น'คนนอก'ที่ไม่ยอมรับคุณค่าของสังคม
ในบทสรุปสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นฮุคของนิยายและแก่นของปรัชญานี้ เมื่อเมอร์โซลต์ถูกสังคมตัดสินให้ตายด้วยเหตุผลทางจริยธรรมของสังคมที่เขาไม่ได้ให้คุณค่าอะไรเป็นพิเศษ เขาจะมองเรื่องนี้อย่างไรในทัศนะแบบ absurdist ตรงนี้อ่านแล้วปลดปลง แต่ก็รู้สึกดีอย่างน่าประหลาดเหมือนกัน ชอบวิธีนำเสนอที่ให้นักบวชมาคุยกับเมอร์โซลท์ตอนสุดท้าย เป็นการสรุปว่าคนที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเลย (แม้แต่พระเจ้า) กลับเป็นอิสระทางใจมากกว่าใคร และสามารถจะมีความสุขกับชีวิตในปัจจุบันจนถึงวินาทีสุดท้ายอย่างแท้จริง แม้ในภาวะที่ไร้ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่
จัดว่าเป็นปรัชญนิยายที่มีคุณค่าทั้งเชิงปรัชญาและเชิงวรรณกรรมสูงพอๆ กัน ผสานกันได้กลมกล่อมมากๆ ชอบเล่มนี้ที่เล่าเรื่องไม่ซับซ้อน แทบไม่มีสัญญะแบบฟุ้งๆ รูปประโยคก็อ่านง่ายดี ชอบค่ะ
นี่ว่าเมอร์โซลท์คืออุดมคติของ I don't give a shi** man 😂 ช่างแม่งทุกสิ่งกูเอาชีวิตตัวเองมีความสุขไปก่อน กามูส์เขียนคาร์ฯ ตานี่ได้มีความเป็นมนุษย์สูงมาก อาจจะเพราะเราได้เห็นความคิดของตัวละครด้วย เลยเห็นว่าถึงเมอร์โซลท์จะมีความสุดโต่งในแง่ความคิด แต่นางก็ไม่ได้นิ่งเป็นหุ่น ยังมีอารมณ์ความกลัวตาย ความรักแม่ ความนึกถึงให้เห็นอยู่ แต่ความคิดในการจัดการกับอารมณ์ของเมอร์โซลต์คือยอมรับความจริง ไม่ให้ค่า ก็เลยไม่ยึดติด เช่นที่บอกเพื่อนบ้านว่านางก็รักแม่นะ แต่ก็ยอมรับว่าแม่อยู่บ้านพักคนชราแล้วมีความสุขกว่า ยอมรับว่าสักวันแม่ก็ต้องตาย ดังนั้นความตายของแม่ก็แค่เหตุการณ์ที่ต้องเกิด ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ
.
หรือฉากที่เมอร์โซลท์รู้ว่าตัวเองจะถูกประหาร เราจะเห็นว่าจริงๆเมอร์โซลท์ก็กลัวตาย แต่ก็ยอมรับด้วยว่าที่เขาถูกตัดสินแบบนีัเพราะเหตุผลทางจริยธรรมที่เขาไม่ให้คุณค่า ดังนั้นก็เลยยอมรับอีกว่าถึงจะฎีกาไปก็คงจะไม่มีหวัง (เพราะถึงยังไงเขาก็คงจะไม่ให้คุณค่ากับจริยธรรมพวกนั้นอยู่ดี😂) แม้จะกลัวแต่ก็ต้องยอมรับความตายโดยดุษฎี แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไปแบบวิธีของตัวเอง
ความคิดและการกระทำแบบเมอร์โซลท์ในเรื่องคนนอก ที่ไม่ได้ให้คุณค่าความหมายกับอะไร แต่จะใช้ชีวิตอยู่สู้มันไปแบบมีความสุข ในแง่หนึ่งก็ไม่ได้ดูผิดอะไร เป็นแนวคิดที่ออกจะสบายใจและเป็นอิสระดี แต่แม้ว่าจะไม่ได้ดูมีเจตนาร้าย แต่เราว่าก็ไม่ได้มีเจตนาดีอะไรเหมือนกัน ออกจะเป็นคนที่เฉยชาต่อโลกอย่างสุดโต่งด้วยซ้ำ
.
เรื่องนี้เมอร์โซลท์ไม่ให้คุณค่าแม้แต่ในคุณธรรมใดๆเลย ทั้งยอมคบเพื่อนที่ตีเมีย ทั้งยิงคนเพราะแดดแรง มาคิดดู คนที่ไม่แยแสแม้แต่กับเรื่องความดีทั่วไป ขาด empathy ก็คือ psychopath มั้ยนะ หรือถ้าไม่ร้ายแรงเบอร์นั้นก็ออกจะเป็นคนลอยตัวเหนือปัญหาขาดความใส่ใจอย่างแรง ก็ในแง่นี้ก็สมควรจะเป็นคนนอกอยู่ 😂
.
แต่ก็เข้าใจว่ากามูส์เขียนเรื่องนี้ให้สุดโต่งสุดๆ เพื่อนำเสนอไอเดียให้มันชัดๆ น่าจะมีพูดถึงเรื่องแนวคิดแบบนี้กับคุณค่าในเชิงคุณธรรมในผลงานอื่นอีก เดี๋ยวจะลองอ่าน the myth of Sisyphus ดูค่ะ
----
จริงๆ หลักคิด absurdism ก็ค่อนข้างทำงานกับเราอยู่นะ เป็นแนวคิดที่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่มีความหมายเป็นพิเศษ ทุกสิ่งนอกจากธรรมชาติและความตายล้วนไร้แก่นสาร และเราคงทำอะไรกับโลกที่เป็นอย่างนี้ไม่ได้ นอกจากใช้ชีวิตอยู่กับมันไปให้มีความสุข ต่อให้ต้องนอนเฉยๆ อยู่ไปวันๆ ก็ต้องอยู่แบบมีความสุขท้าทายให้โลกมันดูด้วยความสะใจ
อาจจะไม่ใช่ปรัชญาสายทะเยอทะยาน แต่เราว่าแนวคิดแบบนี้ก็ช่วยให้สบายใจขึ้นได้เยอะเลย โดยเฉพาะตอนที่เรารู้สึกตัวเองห่วย ไม่เก่งอะไรเลยซักอย่าง หรือตอนที่เป้าหมายชีวิตหายไปแล้วต้องอยู่ลอยๆ ไปวันๆ เราก็อาจจะอยากให้คนมาพูดว่า "แล้วไง ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่ใช้ชีวิตอยู่ต่อให้มีความสุขก็พอแล้ว"
.
เอาจริงก็แอบคล้ายๆ ธรรมะกับสโตอิกนิดนึงตรงที่ว่าโลกไม่มีอะไร matter ดังนั้นอย่าไปยึดติด และให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นสำหรับ absurdism ก็เลยอาจจะเป็นปรัชญาสายปลอบโยน ที่ให้เรา radiate คุณค่าและความสุขภายในตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องไปยึดติดกับคุณค่าอื่นๆ ภายนอก อย่างความเก่ง ความสวย การเงิน ความรัก ต่อให้ไม่มีสิ่งเหล่านี้เราก็มีคุณค่าได้ด้วยตัวเองนะ แค่มีชีวิตอยู่เฉยๆ ก็มีค่าแล้วล่ะ ดังนั้นใช้ชีวิตต่อไปค่ะ 🥹💪
.
ส่วนหนังสือเรื่องคนนอกนี้ก็นำเสนอความเป็น absurd ได้แบบสุดโต่ง อาจจะต้องทอนเรื่องคุณธรรมมาหน่อย เราว่าอาจจะได้แนวคิดเรื่องการไม่ยึดติดเข้ามาทำให้ปลดปลงและสบายใจกับชีวิตก็ได้ค่ะ
This entire review has been hidden because of spoilers.
August 16, 2025
อยากอ่านอีกรอบ แต่ไม่ใช่สำนวนแปลนี้ 🥴
May 20, 2021
คนนอก เป็นหนังสือเล่มแรกของอัลแบร์ กามูที่ผมได้อ่าน หนังสือเล่าถึงเรื่องราวของเมอโซผู้เพิ่งสูญเสียมารดาในบ้านพักคนชราหลังจากนั้นไม่นานเขาตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมซึ่งนำพาเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ผู้อ่านต้องหันมาตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
.
เมอโซ ตัวเอกของเรื่องเป็นคนที่แตกต่าง ถ้าเป็นสมัยนี้น่าจะใช้ศัพท์อย่าง introvert บรรยายบุคลิกของเขาได้คือมีความสุขกับตัวเอง มีโลกส่วนตัวสูง คิดมากกว่าพูดและไม่ค่อยปฏิสัมพันธ์กับใคร สมัยนี้อาจถูกจัดเป็นกลุ่มคนบุคลิกหนึ่งแต่สมัยนั้นเขาคือคนนอก
.
คนนอกแบ่งเป็นสองส่วน ในส่วนแรกจะแนะนำให้เรารู้จักเมอโซ ความคิดของเขาบุคลิกของเขา วิธีที่เขามองคนอื่น มุมมองของเขาที่มีต่อโลก เราจะพบว่าเขาเป็นคนเก็บตัวธรรมดาที่มีความสุขกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ แน่นอนเขาออกจะแปลก เล็กน้อยกับ ‘บุคลิกมาตรฐาน’ ที่สังคมกำหนดแต่จะบอกว่าเขาเป็นตัวอันตรายนั้นดูจะไม่ใช่เลยสักนิด
.
แต่เมื่อคนอย่างเมอโซเริ่มเข้าปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมันกลับทำให้ชีวิตอันราบเรียบของเขาวุ่นวายขึ้นเรื่องจนไปจบที่โศกนาฏกรรม
.
ในส่วนที่สองเมอโซถูกนำตัวไปดำเนินคดี กามูได้สะท้อนภาพกระบวนการยุติธรรมที่มีทั้งอคติ ความอาฆาตมาดร้าย การแบ่งแยก ความเชื่อที่ทำให้สิ่งต่างๆบิดเบี้ยวผิดประเด็นจนทำไปสู่หายนะจนคุณไม่อยากจะเชื่อ
.
⚠️⚠️spoiler alert⚠️⚠️ ตั้งแต่แรกที่เมอโซก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเขาก็รู้สึกเป็นคนนอกอีกเช่นกัน เมอโซเป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่ไม่ประสีประสาอะไรในศาล ทุกคนในนั้นต่างรู้จักกันพวกเขารู้จักกันดี ศาล ทนาย อัยการ ตำรวจศาลสำหรับพวกเขาเมอโซเป็นคนนอก แม้แต่ทนายของเมอโซก็ตามผมก็ยังคิดว่าท่าที่เห็นใจของเขานั้นทำไปตามหน้าที่ เมอโซก็ไม่ได้ต่างอะไรกับลูกความคนอื่นๆ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยตัวเองโดยที่เมอโซจะมีสิทธิพูดก็ต่อเมื่อพวกเขาถามเปรียบดั่งเขาเป็นคนนอกอย่างแท้จริง
.
ยิ่งการสืบสวนดำเนินไปเท่าไหร่ประเด็นของเรื่องยิ่งทำให้เราตื่นตกใจมากขึ้น จากความผิดฆาตกรรมกลับเลยเถิดไปถึงเรื่องศีลธรรม ค่านิยม จารีต แม้กระทั่งผมเองยังต้องกรีดร้องว่าเขาถูกพิพากษาเพราะฆ่าคนหรือเพราะเขาไม่ได้มีค่านิยมเหมือนคนทั่วไปกันแน่
.
เรื่องราวน่าเศร้าของเมอโซสะท้อนถึงสังคมมนุษย์ที่กีดกันคนที่ไม่เข้าพวกออกจากกลุ่มด้วยกฎหมาย จารีตประเพณี ค่านิยมอย่างรุนแรง บางทีอาจจะร้ายแรงกว่าความผิดฐานฆาตกรรมด้วยซ้ำ ไม่กี่วันมานี้ผมได้อ่านเกี่ยวกับลัทธิหนึ่งในประเทศไทยที่บุกไปตามบ้านต่างๆเพื่อใช้ศาลเตี้ยพิพากษาคนที่เห็นต่างจากตนเองเช่นกัน นับเป็นเรื่องน่าขนลุกและน่าสมเพชสำหรับผมอย่างมาก
.
บางทีผมก็ค่อนข้างเบื่อเหลือเกินที่จะกล่าวว่าหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้สะท้อนอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะมันมักจะมีความหมายในทางที่ไม่ดี แต่ผมก็ยังต้องพูดอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมันคือความจริงที่ทำให้คุณควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้ คนนอก ของ อัลแบร์ กามู
.
เมอโซ ตัวเอกของเรื่องเป็นคนที่แตกต่าง ถ้าเป็นสมัยนี้น่าจะใช้ศัพท์อย่าง introvert บรรยายบุคลิกของเขาได้คือมีความสุขกับตัวเอง มีโลกส่วนตัวสูง คิดมากกว่าพูดและไม่ค่อยปฏิสัมพันธ์กับใคร สมัยนี้อาจถูกจัดเป็นกลุ่มคนบุคลิกหนึ่งแต่สมัยนั้นเขาคือคนนอก
.
คนนอกแบ่งเป็นสองส่วน ในส่วนแรกจะแนะนำให้เรารู้จักเมอโซ ความคิดของเขาบุคลิกของเขา วิธีที่เขามองคนอื่น มุมมองของเขาที่มีต่อโลก เราจะพบว่าเขาเป็นคนเก็บตัวธรรมดาที่มีความสุขกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ แน่นอนเขาออกจะแปลก เล็กน้อยกับ ‘บุคลิกมาตรฐาน’ ที่สังคมกำหนดแต่จะบอกว่าเขาเป็นตัวอันตรายนั้นดูจะไม่ใช่เลยสักนิด
.
แต่เมื่อคนอย่างเมอโซเริ่มเข้าปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมันกลับทำให้ชีวิตอันราบเรียบของเขาวุ่นวายขึ้นเรื่องจนไปจบที่โศกนาฏกรรม
.
ในส่วนที่สองเมอโซถูกนำตัวไปดำเนินคดี กามูได้สะท้อนภาพกระบวนการยุติธรรมที่มีทั้งอคติ ความอาฆาตมาดร้าย การแบ่งแยก ความเชื่อที่ทำให้สิ่งต่างๆบิดเบี้ยวผิดประเด็นจนทำไปสู่หายนะจนคุณไม่อยากจะเชื่อ
.
⚠️⚠️spoiler alert⚠️⚠️ ตั้งแต่แรกที่เมอโซก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเขาก็รู้สึกเป็นคนนอกอีกเช่นกัน เมอโซเป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่ไม่ประสีประสาอะไรในศาล ทุกคนในนั้นต่างรู้จักกันพวกเขารู้จักกันดี ศาล ทนาย อัยการ ตำรวจศาลสำหรับพวกเขาเมอโซเป็นคนนอก แม้แต่ทนายของเมอโซก็ตามผมก็ยังคิดว่าท่าที่เห็นใจของเขานั้นทำไปตามหน้าที่ เมอโซก็ไม่ได้ต่างอะไรกับลูกความคนอื่นๆ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยตัวเองโดยที่เมอโซจะมีสิทธิพูดก็ต่อเมื่อพวกเขาถามเปรียบดั่งเขาเป็นคนนอกอย่างแท้จริง
.
ยิ่งการสืบสวนดำเนินไปเท่าไหร่ประเด็นของเรื่องยิ่งทำให้เราตื่นตกใจมากขึ้น จากความผิดฆาตกรรมกลับเลยเถิดไปถึงเรื่องศีลธรรม ค่านิยม จารีต แม้กระทั่งผมเองยังต้องกรีดร้องว่าเขาถูกพิพากษาเพราะฆ่าคนหรือเพราะเขาไม่ได้มีค่านิยมเหมือนคนทั่วไปกันแน่
.
เรื่องราวน่าเศร้าของเมอโซสะท้อนถึงสังคมมนุษย์ที่กีดกันคนที่ไม่เข้าพวกออกจากกลุ่มด้วยกฎหมาย จารีตประเพณี ค่านิยมอย่างรุนแรง บางทีอาจจะร้ายแรงกว่าความผิดฐานฆาตกรรมด้วยซ้ำ ไม่กี่วันมานี้ผมได้อ่านเกี่ยวกับลัทธิหนึ่งในประเทศไทยที่บุกไปตามบ้านต่างๆเพื่อใช้ศาลเตี้ยพิพากษาคนที่เห็นต่างจากตนเองเช่นกัน นับเป็นเรื่องน่าขนลุกและน่าสมเพชสำหรับผมอย่างมาก
.
บางทีผมก็ค่อนข้างเบื่อเหลือเกินที่จะกล่าวว่าหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้สะท้อนอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะมันมักจะมีความหมายในทางที่ไม่ดี แต่ผมก็ยังต้องพูดอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมันคือความจริงที่ทำให้คุณควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้ คนนอก ของ อัลแบร์ กามู
This entire review has been hidden because of spoilers.
Read
May 18, 2020ชีวิตคือความเฉาโฉดไร้สาระ
To Hot Summer April, Sun, Hot Black Coffee and The Mask
แด่ฤดูร้อนร้อนเมษายน, ดวงอาทิตย์ ,กาแฟดำและหัวโขน
ด้วยการอ่านงานของ Albert Camus อัลแบร์ กามู เขียน, อำพรรณ โอตระกูล,แปล เรื่อง : “คนนอก L'Etranger”
“ระหว่างการกล่าวหาของอัยการและการแถลงแก้คดีของทนายของฉัน พูดได้ว่าเขาพูดถึงฉันกันมากและบางทีจะพูดถึงตัวฉันมากกว่าการกระทำความผิดกฎหมายของฉันเสียอีก ถ้าเช่นนั้นคำฟ้องและการแก้คดีนี้มันจะต่างกันสักเพียงไหน” น. 114
“ทุกสิ่งดำเนินไปโดยปราศจากการก้าวก่ายจากฉัน โชคชะตาของฉันถูกกำหนดโดยไม่มีใครถามความเห็นของฉันเลย” น.114
ความอิสระที่แท้จริง เสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร ? การซื่อสัตย์ต่อความจริงในความเป็นมนุษย์ของตนเอง ? เรื่องราวของเมอโซ ที่ลอกสิ่งต่าง ๆ ที่ทับถมการสูญเสียการเป็นตัวเองของมนุษย์เรา โดยเฉพาะความเป็น “คนนอก” ที่คอยตัดสินและมองคนอื่น ๆ ด้วยขนบประเพณีของสังคมที่ไม่ใช่ในแบบเดียวกันกับตัวเราและกำหนดควบคุมตัวเรา หรือว่าเมอโซเป็นคนนอกด้วยทัศนะของเมอโซเสียเอง
หวนนึกไปถึงแนวความคิดแบบ เอ็กซิสเท็นเชียลลิสม์ (Existentialism) หรืออัตถิภาวนิยม ที่มนุษย์ในปัจจุบันได้สูญเสียความเป็นตัวตนของตนเองไปในสังคมที่สลับซับซ้อนคอยกำหนดให้เราดำเนิน แสดงบทบาทต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์ควรจะต้องหันกลับมาค้นหาตัวตน ซื่อสัตย์กับตนเองด้วยการตระหนักในเสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์
แน่นอนที่สุด ๆ ตราบใดที่เรายังต้องสวมบทบาทต่าง ๆ และเข้าร่วมอยู่ในสังคมมนุษย์อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ควรจะต้องตระหนักคือการรู้ว่าตนเองคือใคร ซื่อสัตย์กับความจริงและเสรีภาพของตนเอง ลองหาคำตอบและลอกคราบประจำวันของตนเองจาก คนนอก เล่มนี้ดูครับ
“ฉันก้าวไปข้างหน้าอีก รู้ดีว่าเป็นการกระทำที่โง่บัดซบ เพราะว่าฉันไม่สามารถทำให้ดวงอาทิตย์ลับหายไปได้ โดยการก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเดียวเท่านั้น แต่ฉันก็ก้าวไปแล้ว หนึ่งก้าว...ก้าวเดียวเท่านั้น” น.77
อ่านหมายเลข 9 ลองหาอ่านดูครับ #L'Etranger #คนนอก #AlbertCamus Albert Camus #อัลแบร์กามู #อำพรรณโอตระกูล #ณอ่านTheReaderTheKlinLibrary ณ อ่าน The Reader- The Klin Library
To Hot Summer April, Sun, Hot Black Coffee and The Mask
แด่ฤดูร้อนร้อนเมษายน, ดวงอาทิตย์ ,กาแฟดำและหัวโขน
ด้วยการอ่านงานของ Albert Camus อัลแบร์ กามู เขียน, อำพรรณ โอตระกูล,แปล เรื่อง : “คนนอก L'Etranger”
“ระหว่างการกล่าวหาของอัยการและการแถลงแก้คดีของทนายของฉัน พูดได้ว่าเขาพูดถึงฉันกันมากและบางทีจะพูดถึงตัวฉันมากกว่าการกระทำความผิดกฎหมายของฉันเสียอีก ถ้าเช่นนั้นคำฟ้องและการแก้คดีนี้มันจะต่างกันสักเพียงไหน” น. 114
“ทุกสิ่งดำเนินไปโดยปราศจากการก้าวก่ายจากฉัน โชคชะตาของฉันถูกกำหนดโดยไม่มีใครถามความเห็นของฉันเลย” น.114
ความอิสระที่แท้จริง เสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร ? การซื่อสัตย์ต่อความจริงในความเป็นมนุษย์ของตนเอง ? เรื่องราวของเมอโซ ที่ลอกสิ่งต่าง ๆ ที่ทับถมการสูญเสียการเป็นตัวเองของมนุษย์เรา โดยเฉพาะความเป็น “คนนอก” ที่คอยตัดสินและมองคนอื่น ๆ ด้วยขนบประเพณีของสังคมที่ไม่ใช่ในแบบเดียวกันกับตัวเราและกำหนดควบคุมตัวเรา หรือว่าเมอโซเป็นคนนอกด้วยทัศนะของเมอโซเสียเอง
หวนนึกไปถึงแนวความคิดแบบ เอ็กซิสเท็นเชียลลิสม์ (Existentialism) หรืออัตถิภาวนิยม ที่มนุษย์ในปัจจุบันได้สูญเสียความเป็นตัวตนของตนเองไปในสังคมที่สลับซับซ้อนคอยกำหนดให้เราดำเนิน แสดงบทบาทต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์ควรจะต้องหันกลับมาค้นหาตัวตน ซื่อสัตย์กับตนเองด้วยการตระหนักในเสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์
แน่นอนที่สุด ๆ ตราบใดที่เรายังต้องสวมบทบาทต่าง ๆ และเข้าร่วมอยู่ในสังคมมนุษย์อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ควรจะต้องตระหนักคือการรู้ว่าตนเองคือใคร ซื่อสัตย์กับความจริงและเสรีภาพของตนเอง ลองหาคำตอบและลอกคราบประจำวันของตนเองจาก คนนอก เล่มนี้ดูครับ
“ฉันก้าวไปข้างหน้าอีก รู้ดีว่าเป็นการกระทำที่โง่บัดซบ เพราะว่าฉันไม่สามารถทำให้ดวงอาทิตย์ลับหายไปได้ โดยการก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเดียวเท่านั้น แต่ฉันก็ก้าวไปแล้ว หนึ่งก้าว...ก้าวเดียวเท่านั้น” น.77
อ่านหมายเลข 9 ลองหาอ่านดูครับ #L'Etranger #คนนอก #AlbertCamus Albert Camus #อัลแบร์กามู #อำพรรณโอตระกูล #ณอ่านTheReaderTheKlinLibrary ณ อ่าน The Reader- The Klin Library
February 20, 2022
เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ไม่แยแสอะไรกับชีวิต ไม่ผูกมัด โลกส่วนตัวสูง อารมณ์แบบเฉยชากับทุกสิ่ง ได้ลงมือฆาตกรรมชายชาวอาหรับและได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ การพิจารณาคดีไม่ค่อยสืบสวนเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่เขาก่อขึ้น แต่กลับมุ่งเน้นในเรื่องส่วนตัวของเขาที่เขาไม่ร้องไห้ในงานศพแม่มากกว่า
ถือว่าเป็นงานคลาสสิกที่อ่านไม่ยาก สำนวนแปลสละสลวย ลื่นไหล ละเอียดดีมาก คิดภาพตามได้เป็นฉากๆ ดำเนินเรื่องแบบใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ทั้งเรื่อง บรรยายความคิดของตัวละคร เรียบเรื่อย เนิบนาบ บอกเล่าชีวิตประจำวันอย่างละเอียดยิบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ชวนให้คนอ่านรู้สึกไปด้วย ฉากที่แดดร้อน ตาพร่าเบลอ เหงื่อหยดก็รู้สึกร้อนไปด้วยจริงๆ
อ่านเพลินๆไปสักพัก พอเข้าสู่ช่วงที่ตัวละครกระทำการฆาตกรรม และเข้าภาคสองที่ดำเนินเรื่องในศาล ในคุก เข้มข้นจนหยุดอ่านไม่ได้เลยค่ะ มันชวนให้เราอยากรู้และรู้สึกแปลกประหลาดกับความคิดของตัวละครหลายตัว รวมถึงตัวเอกด้วย
น่าฉุกคิดที่ว่าทำไมการพิจารณาคดีส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยพูดถึงการฆาตกรรม แต่อัยการ ผู้พิพากษากลับมุ่งเน้นไปที่การแสดงความรู้สึกที่เย็นชา ไม่แยแสอะไรของตัวเอก นิสัยแปลกแยก แตกต่าง ไม่ตรงตามบรรทัดฐานของคนในสังคม เช่น ไม่ร้องไห้ในงานศพแม่ พอจบงานศพก็ใช้ชีวิตปกติแบบไม่ทุกข์ระทมใดๆ เป็นต้น
อัยการมีการประเมินตัวเอกอย่างมีอคติโดยตัดสินจากภายนอก การแสดงความรู้สึกทางสีหน้า สร้างทฤษฎีจับแพะชนแกะที่ชวนให้คณะลูกขุน (อาจรวมถึงผู้อ่าน) คล้อยตามได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ก็ชวนให้ขมวดคิ้วด้วยว่า แค่ไม่ร้องไห้ หรือแค่เป็นคนเฉยชาถึงกับถูกตัดสินว่าเป็นฆาตกรโดยสันดารเลยหรือ
สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาคดีแบบฉาบฉวย เอามันส์ กระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และสุดท้ายก็นำไปสู่จุดจบโศกนาฏกรรมโดยไม่ได้คำนึงถึงว่ามันสมเหตุสมผลรึเปล่า
เอาจริงก็วิเคราะห์ได้หลายทางเลยค่ะ
ชอบมากที่ทางสำนักพิมพ์สามัญชนมีบทวิเคราะห์หลายบทและสรุปเนื้อเรื่องในตอนท้ายให้ ช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น
โดยรวมชอบค่ะ หนังสือเล่มไม่หนา แต่ทรงพลังมาก แนะนำให้อ่านสักครั้งในชีวิตค่ะ
ถือว่าเป็นงานคลาสสิกที่อ่านไม่ยาก สำนวนแปลสละสลวย ลื่นไหล ละเอียดดีมาก คิดภาพตามได้เป็นฉากๆ ดำเนินเรื่องแบบใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ทั้งเรื่อง บรรยายความคิดของตัวละคร เรียบเรื่อย เนิบนาบ บอกเล่าชีวิตประจำวันอย่างละเอียดยิบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ชวนให้คนอ่านรู้สึกไปด้วย ฉากที่แดดร้อน ตาพร่าเบลอ เหงื่อหยดก็รู้สึกร้อนไปด้วยจริงๆ
อ่านเพลินๆไปสักพัก พอเข้าสู่ช่วงที่ตัวละครกระทำการฆาตกรรม และเข้าภาคสองที่ดำเนินเรื่องในศาล ในคุก เข้มข้นจนหยุดอ่านไม่ได้เลยค่ะ มันชวนให้เราอยากรู้และรู้สึกแปลกประหลาดกับความคิดของตัวละครหลายตัว รวมถึงตัวเอกด้วย
น่าฉุกคิดที่ว่าทำไมการพิจารณาคดีส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยพูดถึงการฆาตกรรม แต่อัยการ ผู้พิพากษากลับมุ่งเน้นไปที่การแสดงความรู้สึกที่เย็นชา ไม่แยแสอะไรของตัวเอก นิสัยแปลกแยก แตกต่าง ไม่ตรงตามบรรทัดฐานของคนในสังคม เช่น ไม่ร้องไห้ในงานศพแม่ พอจบงานศพก็ใช้ชีวิตปกติแบบไม่ทุกข์ระทมใดๆ เป็นต้น
อัยการมีการประเมินตัวเอกอย่างมีอคติโดยตัดสินจากภายนอก การแสดงความรู้สึกทางสีหน้า สร้างทฤษฎีจับแพะชนแกะที่ชวนให้คณะลูกขุน (อาจรวมถึงผู้อ่าน) คล้อยตามได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ก็ชวนให้ขมวดคิ้วด้วยว่า แค่ไม่ร้องไห้ หรือแค่เป็นคนเฉยชาถึงกับถูกตัดสินว่าเป็นฆาตกรโดยสันดารเลยหรือ
สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาคดีแบบฉาบฉวย เอามันส์ กระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และสุดท้ายก็นำไปสู่จุดจบโศกนาฏกรรมโดยไม่ได้คำนึงถึงว่ามันสมเหตุสมผลรึเปล่า
เอาจริงก็วิเคราะห์ได้หลายทางเลยค่ะ
ชอบมากที่ทางสำนักพิมพ์สามัญชนมีบทวิเคราะห์หลายบทและสรุปเนื้อเรื่องในตอนท้ายให้ ช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น
โดยรวมชอบค่ะ หนังสือเล่มไม่หนา แต่ทรงพลังมาก แนะนำให้อ่านสักครั้งในชีวิตค่ะ
November 13, 2012
เรื่องราวชวนติดตามในย่อหน้าแรก กลายเป็นเรื่องราวเกือบจะน่าติดตามและน่าเบื่อในที่สุด ปิดท้ายด้วยบทรำพึงของ 'เมอโซ' ถึงบทลงโทษที่ตนได้รับจากระบอบการตัดสินโดยมีกรอบความดีงามที่อยู่นอกเหนือที่เกิดเหตุ และความเชื่อที่มีต่อพระเจ้ามาเป็นตัวตัดสิน ซึ่งแทบจะบอกได้ว่าเป็นน้ำเสียงของผู้ประพันธ์เองหาใช่ตัวละครไม่ หากเอ่ยถึงแกนความคิดที่ผู้เขียนจะบอกผ่านเรื่องนี้มันก็เป็นปรากฏการณ์ได้ในครั้งแรกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือหากมีใครจะเขียนถึงแกนความคิดนี้อีกก็ถือว่าล้าสมัยไปแล้ว จริงอยู่ที่กฏหมายมีข้อบกพร่องหากเอากรอบความคิดที่ตัดสินความดีงามอย่างศาสนาเข้ามาเทียบเคียงหรือเอามาเจือปนอย่างในเรื่อง แต่ทุกวันนี้เมื่อโลกซับซ้อนจนมันยุ่งยากยุ่งเหยิงขนาดนี้ คำถามถึงความเที่ยงตรงของเครื่องมือที่เรียกว่ากฏหมายดูจะเป็นการหาข้ออ้างให้ตนมากกว่า เพราะเราอยู่กันในสังคมด้วยกฏหมายอันบิดเบี้ยวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
Read
June 19, 2025อ่านจบแล้วต้องไปหาบทวิเคราะห์อ่าน
ไม่ได้รู้สึกอยากติดตามขนาดนั้น เรื่องมันดำเนินไปเรื่อยๆ ในแบบปรัชญา absurdism ที่ดูไม่มีที่มาที่ไป
และสุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ที่ก็ยังไม่เข้าใจว่านางทำไปทำไม
และถูกตัดสินโดยคนนอกที่ไม่ได้รู้จัก ผ่านการกระทำ
เอาจริงนิยายว่างี้ แต่โดยส่วนตัวยังคิดว่าที่ตัวเอกทำลงไปมันก็มี subconscious บางอย่างที่อาจจะโยงกับการเลี้ยงดูในวัยเด็กของตัวเอกที่ไม่ได้มีกล่าวไว้ในเรื่อง
แต่อย่างไรก็ตามเป็นหนังสือที่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รับการยกย่องในหลายๆด้าน
ไม่ได้รู้สึกอยากติดตามขนาดนั้น เรื่องมันดำเนินไปเรื่อยๆ ในแบบปรัชญา absurdism ที่ดูไม่มีที่มาที่ไป
และสุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ที่ก็ยังไม่เข้าใจว่านางทำไปทำไม
และถูกตัดสินโดยคนนอกที่ไม่ได้รู้จัก ผ่านการกระทำ
เอาจริงนิยายว่างี้ แต่โดยส่วนตัวยังคิดว่าที่ตัวเอกทำลงไปมันก็มี subconscious บางอย่างที่อาจจะโยงกับการเลี้ยงดูในวัยเด็กของตัวเอกที่ไม่ได้มีกล่าวไว้ในเรื่อง
แต่อย่างไรก็ตามเป็นหนังสือที่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รับการยกย่องในหลายๆด้าน
November 22, 2024
วรรณกรรมคลาสสิกลึกซึ้งที่อ่านไม่ยาก เรื่องราวโศกนาฏกรรมจากวี่วันธรรมดาบนชายหาดแสนสุขกับสาวอันเป็นที่รักและกระสุนที่ดังด้วยน้ำมือของตัวเองนั้นพรากเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปสิ้น จนต้องกลายไปเป็น #คนนอก คนนอกที่เป็นชื่อเล่ม แปลว่าคนนอก(คอก)หรือคนนอกที่แปลว่าคนอื่นกันแน่ หาคำตอบท้าทายจิตใจได้ในเล่ม
.
.
คือการเล่าชีวิตประจำวันกับเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตของตัวเอกอย่างเมอร์โซลท์ เริ่มเรื่องด้วยการจากไปของแม่ เมอร์โซลท์ไปงานศพและกลับมาทำงานตามระบบทุนนิยม พบรักสาวหนึ่งคน อลวนกับเพื่อนบ้านในหอพักไปในทุก ๆ วัน วันหนึ่งเขาไปเที่ยวเล่นชายหาดขอบเมืองเช่นปกติ แต่เกิดเรื่อง ลั่นไกยิงชาวอาหรับคนหนึ่งตาย
จนเกิดเป็นคดีความที่เมอร์โซลท์ต้องเข้าคุก ซึ่งจะเล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวเอกอย่างเดียว จะได้เห็นทั้งสภาพจิตใจ+ความนึกคิดนึก แบ่งเป็น2ช่วง ช่วงแรกเล่าถึงชีวิตประจำวัน ช่วงหลังคือเรื่องราวหลังขึ้นศาลถูกตัดสินให้เข้าคุก ผู้คนต่างมองว่าเขาเป็นฆาตกรโหดร้ายไร้สำนึกไร้หัวใจแต่ใครจะรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง
เรื่องราวความยุติธรรมที่หาเที่ยงธรรมดั่งภาพลักษณ์ไม่ แสดงภาพที่ผู้อ่านต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกขุนในห้องพิจารณาคดีที่มีมวลความเกลียดชังต่อตัวเอกด้วยเหตุผลเดียวกัน เป็นการพิพากที่ตัดสินด้วยฟีลลิ่งส่วนตน แสดงภาพสังคมที่อยากให้คนร้ายในคดีถูกลงโทษอย่างสาใจเพราะคิดว่าสาสม
เราอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกในผลงานของอัลแบรต์ กามูส์(ได้โนเบลการเขียนปี1957) และคงจะหาเล่มอื่น ๆ มาอ่านอีก ลีลาการเขียนมีความตลกร้ายที่ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เฉยชา ซีนหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเข้าคุกไปก็เจอแต่ชาวอาหรับ พอพวกนั้นถามว่าโดนคดีอะไรมา ตัวเอกตอบว่าฆ่าคนอาหรับ และทั้งคุกก็เงียบงัน
ซึ่งเมอโซไม่ใช่คนเข้าสังคมไม่เป็นขนาดนั้น ทว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตธรรมดามีชีวิตรักมีความสัมพันธ์ผ่านการทบทวนสิ่งต่าง ๆ ในหัว คือเล่มแห่งความพรั่งพรูของเมอร์โซลท์ ชอบที่แปลได้สละสลวยอ่านลื่นไหล เราอ่านกับเพื่อนในชมรมที่อ่านแปลของอีกสนพ. พอเทียบเคียงดูแล้ว สนพ.สามัญชนแปลได้อ่านง่ายกว่ามาก
ทั้งที่ตัวเอกต้องการมีชีวิตเรียบง่ายจึงบอกออกไปตามมุมมองตน แต่กลับถูกมองว่าไร้สำนึก คนเราหากมีความคิดไม่เหมือนคนอื่น(ยิ่งยุคนั้น) ก็อาจโดนสังคมตั้งคำถามรวมถึงตัดสินไปก่อนแล้ว คือตีแผ่เรื่องค่านิยม ศีลธรรม สะท้อนสังคมมนุษย์ตั้งแต่ตอนนั้นมายันสังคมปัจจุบันตอนนี้ ถึงได้ขึ้นหิ้งว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิกนี่เอง
วรรคที่ชอบ
- ชีวิตมนุษย์ไม่มีอนาคต เป็นได้แต่เพียงการเก็บรวบรวมชิ้นส่วนเล็ก ๆ ในเวลาปัจจุบัน
- วันนี้สินะที่แม่ตาย หรือว่าเมื่อวานนี้ฉันก็ไม่รู้แน่
.
.
คือการเล่าชีวิตประจำวันกับเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตของตัวเอกอย่างเมอร์โซลท์ เริ่มเรื่องด้วยการจากไปของแม่ เมอร์โซลท์ไปงานศพและกลับมาทำงานตามระบบทุนนิยม พบรักสาวหนึ่งคน อลวนกับเพื่อนบ้านในหอพักไปในทุก ๆ วัน วันหนึ่งเขาไปเที่ยวเล่นชายหาดขอบเมืองเช่นปกติ แต่เกิดเรื่อง ลั่นไกยิงชาวอาหรับคนหนึ่งตาย
จนเกิดเป็นคดีความที่เมอร์โซลท์ต้องเข้าคุก ซึ่งจะเล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวเอกอย่างเดียว จะได้เห็นทั้งสภาพจิตใจ+ความนึกคิดนึก แบ่งเป็น2ช่วง ช่วงแรกเล่าถึงชีวิตประจำวัน ช่วงหลังคือเรื่องราวหลังขึ้นศาลถูกตัดสินให้เข้าคุก ผู้คนต่างมองว่าเขาเป็นฆาตกรโหดร้ายไร้สำนึกไร้หัวใจแต่ใครจะรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง
เรื่องราวความยุติธรรมที่หาเที่ยงธรรมดั่งภาพลักษณ์ไม่ แสดงภาพที่ผู้อ่านต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกขุนในห้องพิจารณาคดีที่มีมวลความเกลียดชังต่อตัวเอกด้วยเหตุผลเดียวกัน เป็นการพิพากที่ตัดสินด้วยฟีลลิ่งส่วนตน แสดงภาพสังคมที่อยากให้คนร้ายในคดีถูกลงโทษอย่างสาใจเพราะคิดว่าสาสม
เราอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกในผลงานของอัลแบรต์ กามูส์(ได้โนเบลการเขียนปี1957) และคงจะหาเล่มอื่น ๆ มาอ่านอีก ลีลาการเขียนมีความตลกร้ายที่ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เฉยชา ซีนหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเข้าคุกไปก็เจอแต่ชาวอาหรับ พอพวกนั้นถามว่าโดนคดีอะไรมา ตัวเอกตอบว่าฆ่าคนอาหรับ และทั้งคุกก็เงียบงัน
ซึ่งเมอโซไม่ใช่คนเข้าสังคมไม่เป็นขนาดนั้น ทว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตธรรมดามีชีวิตรักมีความสัมพันธ์ผ่านการทบทวนสิ่งต่าง ๆ ในหัว คือเล่มแห่งความพรั่งพรูของเมอร์โซลท์ ชอบที่แปลได้สละสลวยอ่านลื่นไหล เราอ่านกับเพื่อนในชมรมที่อ่านแปลของอีกสนพ. พอเทียบเคียงดูแล้ว สนพ.สามัญชนแปลได้อ่านง่ายกว่ามาก
ทั้งที่ตัวเอกต้องการมีชีวิตเรียบง่ายจึงบอกออกไปตามมุมมองตน แต่กลับถูกมองว่าไร้สำนึก คนเราหากมีความคิดไม่เหมือนคนอื่น(ยิ่งยุคนั้น) ก็อาจโดนสังคมตั้งคำถามรวมถึงตัดสินไปก่อนแล้ว คือตีแผ่เรื่องค่านิยม ศีลธรรม สะท้อนสังคมมนุษย์ตั้งแต่ตอนนั้นมายันสังคมปัจจุบันตอนนี้ ถึงได้ขึ้นหิ้งว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิกนี่เอง
วรรคที่ชอบ
- ชีวิตมนุษย์ไม่มีอนาคต เป็นได้แต่เพียงการเก็บรวบรวมชิ้นส่วนเล็ก ๆ ในเวลาปัจจุบัน
- วันนี้สินะที่แม่ตาย หรือว่าเมื่อวานนี้ฉันก็ไม่รู้แน่
February 24, 2018
ความรู้สึกขณะอ่านและหลังอ่านจบ เราเพิ่งเคยอ่านงานของกามูส์เล่มนี้เล่มแรก เราว่ากามูส์มีวิธีการเล่าเรื่องในเล่มนี้เฉพาะตัวดี ถ้าคนชอบเรื่องราวลุ้นระทึกใจไม่น่าจะทนอ่านไปเรื่อยๆได้ ในหนังสือแบ่งเป็น 2 ภาค ภาคแรกหลังแม่ของ "เมอโซ" ตัวละครเอกตาย และชีวิตทั่วไปของเขา ภาคสองเป็นเรื่องราวหลังจากเขาถูกจับเข้าคุก ในเล่มนี้เล่าเรื่องผ่านตัวเอกก็คือ "เมอโซ" คนเดียว ความคิดของเขา คำพูดของคนอื่นก็ล้วนถูกถ่ายทอดโดยคนคนเดียว ความคิดเราขณะเริ่มอ่านและอ่านไปเรื่อยๆ » ทำไมต้องบรรยายทุกอย่างละเอียดขนาดนั้น สิ่งของต่างๆ ลักษณะของผู้คน บรรยากาศ ณ ตอนนั้น เราคิดว่าคงต้องการให้มันมีลักษณะเรื่อยๆ เหมือนชีวิตประจำวัน ไปไหนมา เจอใคร ทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง 💔 สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ตลอดทั้งเรื่องที่อ่านคือไม่ว่าจะบรรยายบรรยากาศว่ามีแสงแดด ทะเล ลม ความสุข รอยยิ้มขนาดไหน เราก็รู้สึกถึงความหม่นไปหมดของคนเล่าเรื่อง 💔 ผู้คนต่างกล่าวหาว่า "เมอโซ" เป็นฆาตกรที่ไม่มีหัวใจ » แล้วใครจะรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับตัวเขา ผู้คนต่างตัดสินจากสิ่งที่เขาแสดงออก ดูราวกับว่าเมอโซผู้นี้ไม่มีความรู้สึก ไม่มีหัวใจ ไม่รักใคร ไม่เจ็บปวด มันก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ ไม่เคยมีตอนไหนในหนังสือที่เมอโซจะรู้สึกผิดกับชายที่เขายิงตาย แต่เรารู้สึกแค่ว่าเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง การที่ไม่ร้องไห้ในงานศพแม่ตัวเองคงไม่ได้แปลว่าไม่เสียใจ การส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราไม่ได้แปลว่าไม่รัก หลังจากไปอยู่ในคุกแล้วดูเหมือนว่าเมอโซจะค่อยๆตระหนักว่าตนเองรู้สึกอย่างไรขึ้นมาบ้าง ตอนท้ายหลังจากโดนตัดสินประหารชีวิต ตอนที่ได้คุยกับคุณพ่อ(นักบวช) เมอโซมีจุดยืนชัดเจนมากว่าไม่เชื่อในพระเจ้า ดูเหมือนจะเชื่อในตัวเองมากกว่าพระเจ้า และตอนที่ระเบิดอารมณ์กับคุณพ่อนั้น ที่คุณพ่อพูดว่า "เธอใช้ชีวิตแบบไม่มีความหวังเลยเหรอ" (เราก็รู้สึกแบบนั้นมาตลอดที่อ่านภาคแรก) ทุกอย่างที่เมอโซพรั่งพรูออกมา มันแสดงให้เห็นว่าเขาก็มีอารมณ์ ความรู้สึก แต่ว่าเขาจะไปทำอะไรได้ แม้เขาไม่รู้จักความรักแต่ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าอยากแต่งงานกับใครสักคน การมองใครบางคนภายใต้สถานที่แสงแดดส่องถึงกลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนา และเริ่มคิดถึงแม่ที่จากไปขึ้นมาบ้าง จากสิ่งเหล่านี้จะบอกว่าเขาใช้ชีวิตแบบไม่มีความหวังก็คงจะไม่ถูกนัก เขาแค่น้อมรับสิ่งที่มันกำลังจะเกิดแค่นั้น โลกของเขามันคือโลกแห่งกระแสประสบการณ์ ปล่อยความคิด อารมณ์ไปกับมัน มันก็จะยังคงไหลเวียนไปเรื่อยๆเช่นนี้ แม้ไม่มีตัวตนของเราอยู่โลกก็ยังคงหมุนไป
This entire review has been hidden because of spoilers.
October 5, 2022
คนนอก
แม้ว่างานเขียนชิ้นนี้ของอัลแบรต์ กามูส์ จะมีมานานมากถึง 80 ปี แต่เนื้อหาในหนังสือยังคงสะท้อนปัญหาโครงสร้างทางสังคมที่หยั่งลึกมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีการใช้ระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบทาส ระบบวรรณะ ระบบทุนนิยมที่ไม่เป็นธรรม ชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งการแบ่งพรรคแบ่งพวกว่า นี่พวกกู นี่พวกมึง จำแนกคน ออกเป็นกลุ่ม ๆ ไม่มองว่า คนแต่ละคนเท่ากัน และลดทอนคุณค่า (de-value) ความเป็นมนุษย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศาล ความคิดของผู้คนอื่น ต่อตัวละครเอกใน คนนอก แสดงภาพเช่นนี้ ออกมาได้เป็นอย่างดี บ่งถึงม่านอคติของผู้คนทุกยุคทุกสมัย ที่บังตาผู้คนจากรู้แจ้งประจักษ์จริง
แม้ตัวละครเอกในเรื่องจะถูกสังคมหรือคนส่วนใหญ่ (หรือเรียกว่าคนใน) ตีตราว่าเป็น “คนนอก “ ที่มีความคิดและพฤติกรรมไม่เหมือนกับบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ เขาก็ยังแสดงความเป็นปัจเจก มีอิสรเสรีภาพทางความคิด แม้จะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวทางกายภาพ หรือตัวเองต้องจบชีวิตก็ตาม เขาก็ยังยึดมั่นในคุณค่าของตนเองและให้ความสำคัญกับปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายเชิงปรัชญาที่ดีเล่มหนึ่งที่น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง เวลาอ่านต้องใช้ความคิดและตีความ สำหรับแนวคิดของผู้เขียนนี้ ยังเข้าได้กับยุคปัจจุบัน ไม่ได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ถึงแม้ว่าจะถูกเขียนมากว่า 80 ปี
แม้ว่างานเขียนชิ้นนี้ของอัลแบรต์ กามูส์ จะมีมานานมากถึง 80 ปี แต่เนื้อหาในหนังสือยังคงสะท้อนปัญหาโครงสร้างทางสังคมที่หยั่งลึกมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีการใช้ระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบทาส ระบบวรรณะ ระบบทุนนิยมที่ไม่เป็นธรรม ชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งการแบ่งพรรคแบ่งพวกว่า นี่พวกกู นี่พวกมึง จำแนกคน ออกเป็นกลุ่ม ๆ ไม่มองว่า คนแต่ละคนเท่ากัน และลดทอนคุณค่า (de-value) ความเป็นมนุษย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศาล ความคิดของผู้คนอื่น ต่อตัวละครเอกใน คนนอก แสดงภาพเช่นนี้ ออกมาได้เป็นอย่างดี บ่งถึงม่านอคติของผู้คนทุกยุคทุกสมัย ที่บังตาผู้คนจากรู้แจ้งประจักษ์จริง
แม้ตัวละครเอกในเรื่องจะถูกสังคมหรือคนส่วนใหญ่ (หรือเรียกว่าคนใน) ตีตราว่าเป็น “คนนอก “ ที่มีความคิดและพฤติกรรมไม่เหมือนกับบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ เขาก็ยังแสดงความเป็นปัจเจก มีอิสรเสรีภาพทางความคิด แม้จะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวทางกายภาพ หรือตัวเองต้องจบชีวิตก็ตาม เขาก็ยังยึดมั่นในคุณค่าของตนเองและให้ความสำคัญกับปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายเชิงปรัชญาที่ดีเล่มหนึ่งที่น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง เวลาอ่านต้องใช้ความคิดและตีความ สำหรับแนวคิดของผู้เขียนนี้ ยังเข้าได้กับยุคปัจจุบัน ไม่ได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ถึงแม้ว่าจะถูกเขียนมากว่า 80 ปี
March 10, 2023
เป็นหนังสือนวนิยายที่ถ่ายทอดแนวคิด absurdism ของกามูส์ โดยเรื่องเล่าผ่านตัวละครนาย Meursault ที่ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เป็นคนที่ออกจะไม่สนใจสังคมสักหน่อย ไม่สนใจเรื่องคำว่ารัก ไม่สนใจก้าวหน้าในอาชีพ ไม่ร้องไห้แสดงความเสียใจในงานศพแม่ ไม่ศรัทธาในศาสนาเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันก็คงไม่ได้แปลกอะไร หากแต่ในยุคนั้นคงจะเป็นเรื่องแปลกละมั้ง ถึงได้ชื่อว่า 'คนนอก'
เคยอ่านคอมเมนต์หนึ่งแล้วค่อนข้างชอบ "absurdism ก็คือ optimistic nihilism" ถ้าคิดแบบนี้ก็คงไม่ผิด ในเรื่องนี้ตั้งคำถามเรื่องความหมายของชีวิตหรือความสุข ตอนที่ Meursault อยู่ในคุกใช้วิตอย่างไร้อิสรภาพนอนรอความตาย ชีวิตมันก็มีแค่นี้ มนุษย์เราเกิดมาอย่างไร้ความหมาย ใช้ชีวิตไปวันๆรอความตายเท่านั้น แต่กามูส์บอกเราว่าถึงชีวิตมันจะไร้ความหมายแต่เรายังหา'ความสุข' จากมันได้ แม้ Meursault จะนอนรอความตาย แต่เพียงแค่ได้เห็นแสงแรกของวันหรือแสงดาวผ่านลูกกรงเพียงแค่นี้เขาก็มีความสุขแล้วมิใช่หรือ ถ้าได้อ่าน 'การเนรเทศและอาณาจักร' มาก่อนก็ทำให้ได้เข้าใจประเด็นนี้มากขึ้น
แต่ในหนังสือเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายประเด็นให้พูดถึง เป็นวรรณกรรมคลาสสิคที่ควรหามาอ่านอย่างยิ่ง
เคยอ่านคอมเมนต์หนึ่งแล้วค่อนข้างชอบ "absurdism ก็คือ optimistic nihilism" ถ้าคิดแบบนี้ก็คงไม่ผิด ในเรื่องนี้ตั้งคำถามเรื่องความหมายของชีวิตหรือความสุข ตอนที่ Meursault อยู่ในคุกใช้วิตอย่างไร้อิสรภาพนอนรอความตาย ชีวิตมันก็มีแค่นี้ มนุษย์เราเกิดมาอย่างไร้ความหมาย ใช้ชีวิตไปวันๆรอความตายเท่านั้น แต่กามูส์บอกเราว่าถึงชีวิตมันจะไร้ความหมายแต่เรายังหา'ความสุข' จากมันได้ แม้ Meursault จะนอนรอความตาย แต่เพียงแค่ได้เห็นแสงแรกของวันหรือแสงดาวผ่านลูกกรงเพียงแค่นี้เขาก็มีความสุขแล้วมิใช่หรือ ถ้าได้อ่าน 'การเนรเทศและอาณาจักร' มาก่อนก็ทำให้ได้เข้าใจประเด็นนี้มากขึ้น
แต่ในหนังสือเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายประเด็นให้พูดถึง เป็นวรรณกรรมคลาสสิคที่ควรหามาอ่านอย่างยิ่ง
January 2, 2022
คนนอก/อัลแบรต์ กามูส์
เมอร์โซลท์เป็นเสมียนเล็กๆมีชีวิตง่ายๆเขาส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราเพราะไม่มีปัญญาจ้างคนดูแลได้ แม่เขาก็มีความสุขดีที่นั่นจนวาระสุดท้าย เขาไม่มีน้ำตา ไม่มีการอาลัย ตายแล้วก็ตายไปคนอยู่ก็ใช้ชีวิต เขามีความสุขเมื่ออยู่ร่วมกับแฟนสาวแต่ไม่มีคำว่ารักให้เพราะคิดว่าไร้ความหมายกับเพื่อนบ้านเขาไม่เคยขัดแย้งกับใคร เขามองโลกและใช้ชีวิตอย่างมีเหตุมีผลตรงไปตรงมาในขณะที่สังคมและคนรอบข้างคาดหวังให้เขาใช้ชีวิตโดยเต็มไปด้วยศรัทธาและความรู้สึก และเมื่อชีวิตพลาดท่าเขายิงคนตายเพื่อป้องกันตัว สิ่งที่ผลักดันเขาสู่โทษประหารคือคำให้การจากคนในชีวิตที่ผ่านมา ศาลลงความเห็นว่าเขาจิตใจชั่วร้ายเกินเยียวยา ขาดศีลธรรมอันดีงาม ไม่เชื่อในความรักไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่สามารถสำนึกในบาป เพียงแค่เขาเฉยเมยไม่สนใจให้ค่าตามแบบที่สังคมตั้งไว้ก็เท่ากับเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์ที่จะคงอยู่อีกต่อไป
ถ้าความผิดร้ายแรงที่สังคมใช้ตัดสินเมอร์โซลท์เหตุเพราะเขาซื่อตรงต่อตนเองจนไม่ยอมสวมหน้ากาก โลกที่ต้องอยู่อย่างเสแสร้งก็คงไม่ได้น่าอยู่มากจนมีค่าอะไร
เขย่าสังคม
เมอร์โซลท์เป็นเสมียนเล็กๆมีชีวิตง่ายๆเขาส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราเพราะไม่มีปัญญาจ้างคนดูแลได้ แม่เขาก็มีความสุขดีที่นั่นจนวาระสุดท้าย เขาไม่มีน้ำตา ไม่มีการอาลัย ตายแล้วก็ตายไปคนอยู่ก็ใช้ชีวิต เขามีความสุขเมื่ออยู่ร่วมกับแฟนสาวแต่ไม่มีคำว่ารักให้เพราะคิดว่าไร้ความหมายกับเพื่อนบ้านเขาไม่เคยขัดแย้งกับใคร เขามองโลกและใช้ชีวิตอย่างมีเหตุมีผลตรงไปตรงมาในขณะที่สังคมและคนรอบข้างคาดหวังให้เขาใช้ชีวิตโดยเต็มไปด้วยศรัทธาและความรู้สึก และเมื่อชีวิตพลาดท่าเขายิงคนตายเพื่อป้องกันตัว สิ่งที่ผลักดันเขาสู่โทษประหารคือคำให้การจากคนในชีวิตที่ผ่านมา ศาลลงความเห็นว่าเขาจิตใจชั่วร้ายเกินเยียวยา ขาดศีลธรรมอันดีงาม ไม่เชื่อในความรักไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่สามารถสำนึกในบาป เพียงแค่เขาเฉยเมยไม่สนใจให้ค่าตามแบบที่สังคมตั้งไว้ก็เท่ากับเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์ที่จะคงอยู่อีกต่อไป
ถ้าความผิดร้ายแรงที่สังคมใช้ตัดสินเมอร์โซลท์เหตุเพราะเขาซื่อตรงต่อตนเองจนไม่ยอมสวมหน้ากาก โลกที่ต้องอยู่อย่างเสแสร้งก็คงไม่ได้น่าอยู่มากจนมีค่าอะไร
เขย่าสังคม
This entire review has been hidden because of spoilers.
January 7, 2025
ชอบประโยคเหล่านี้ในเรื่อง
ความโกรธโมโหและการท้าทายความตาย
สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับการฆ่าตัวตาย คือการถูกประณามจนตาย
ทุกสิ่งเป็นความจริง และไม่มีอะไรเลยที่เป็นความจริง
ทำไมข้อกล่าวหาปุถุชนธรรมดา จึงได้กลายเป็นข้อกล่าวหาทษที่ร้ายแรงต่อนักโทษ
สิ่งที่เขายึดถถือคือความจริงในขณะนั้น
ความแน่วแน่มั่นใจของมนุษย์อยู่ในส่วนที่เขาเก็บไว้มากกว่าส่วนที่เขาระบายมันออกมา
แม้ในชั่วขณะที่เรารู้สึกเต็มที่ การออกท่าออกทางภายนอกร่างกายกลับไร้ความหมาย
มนุษย์ทำให้ตัวเองสูญเสียความเป็นตัวเอง
สังคมที่มีค่านิยมตายตัวนี้แหละที่ได้สังหารคนนอก ที่คิดแตกต่างจากระบบออกไป
ปัจเจคบุคคลล้วนมีความต้องการของตัวเอง แต่ถูกสังคมภายนอกหล่อหลอมให้จนลืมว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ความโกรธโมโหและการท้าทายความตาย
สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับการฆ่าตัวตาย คือการถูกประณามจนตาย
ทุกสิ่งเป็นความจริง และไม่มีอะไรเลยที่เป็นความจริง
ทำไมข้อกล่าวหาปุถุชนธรรมดา จึงได้กลายเป็นข้อกล่าวหาทษที่ร้ายแรงต่อนักโทษ
สิ่งที่เขายึดถถือคือความจริงในขณะนั้น
ความแน่วแน่มั่นใจของมนุษย์อยู่ในส่วนที่เขาเก็บไว้มากกว่าส่วนที่เขาระบายมันออกมา
แม้ในชั่วขณะที่เรารู้สึกเต็มที่ การออกท่าออกทางภายนอกร่างกายกลับไร้ความหมาย
มนุษย์ทำให้ตัวเองสูญเสียความเป็นตัวเอง
สังคมที่มีค่านิยมตายตัวนี้แหละที่ได้สังหารคนนอก ที่คิดแตกต่างจากระบบออกไป
ปัจเจคบุคคลล้วนมีความต้องการของตัวเอง แต่ถูกสังคมภายนอกหล่อหลอมให้จนลืมว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
November 7, 2020
"ฉันมั่นใจในตัวฉัน มั่นใจในทุกสิ่ง มั่นใจมากกว่าตัวเขา เชื่อมั่นในชีวิตฉัน เเละความตายที่จะมาถึง" คำกล่าวนี้เเสดงถึงวิธีมองโลกของ เมอโซ ที่ยึดถือความจริงของตัวเองอย่างถึงที่สุด เเละเป็นสิ่งที่ยากที่สุดของมนุษย์ทุกคนในการที่จะยอมรับความจริงได้อย่างเขา ความจริงที่ประสบพบในชีวิตคืออะไร เป็นการยากมากที่จะค้นหาเเละค้นพบให้ถึงเเก่นเเท้ เเต่ถ้าผู้ใดค้นพบสิ่งเหล่านั้นของตัวเองก็อาจจะเกิดความสุขเเละสามารถสงบเยือกเย็นเเละเเอบเร้นในโลกที่วุ่นวายเช่นทุกวันนี้ได้
April 17, 2021
อาจจะเพราะอ่านผิดยุค ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างเรื่องความเชื่อและศาสนามากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเมอโซ(ตัวเอก)เป็นคนในมากกว่าคนนอก
สังคมที่ตัดสินเขาต่างหากที่เป็นคนนอก การตัดสินโทษตามกฎหมายนั้นถูกต้อง แต่คำถามในการมุ่งประเด็น ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละทิศคนละทางกับความผิดที่เกิดขึ้น มันเต็มไปด้วยอคติทางสังคม ซึ่งดูเป็นสิ่งที่โง่และตลกมาก
ทำให้เห็นมุมมองที่สังคมใช้ตัดสินคนอื่นที่มีความคิดและวิธีปฏิบัติที่ผิดแผกจากคนส่วนใหญ่ แม้จริงๆแล้วคนเหล่านั้นจะมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากกว่าสังคมที่ว่านั้นเสียอีก
สังคมที่ตัดสินเขาต่างหากที่เป็นคนนอก การตัดสินโทษตามกฎหมายนั้นถูกต้อง แต่คำถามในการมุ่งประเด็น ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละทิศคนละทางกับความผิดที่เกิดขึ้น มันเต็มไปด้วยอคติทางสังคม ซึ่งดูเป็นสิ่งที่โง่และตลกมาก
ทำให้เห็นมุมมองที่สังคมใช้ตัดสินคนอื่นที่มีความคิดและวิธีปฏิบัติที่ผิดแผกจากคนส่วนใหญ่ แม้จริงๆแล้วคนเหล่านั้นจะมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากกว่าสังคมที่ว่านั้นเสียอีก
January 7, 2024
ความตายอยู่ใกล้กับมนุษย์เราเพียงนิดเดียว
เผลอ ๆ จะอยู่ใกล้กว่าความสุขเสียด้วยซ้ำ
การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ได้ย้ำกับตัวเองอีกครั้ง
ว่าชีวิตของมนุษย์สุดท้ายแล้วก็มีจุดจบเดียวกันคือความตาย
(อาจจะแตกต่างกันเพียงบางคนฝัง บางคนเผา)
ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หรือไม่ได้นับถือเลยก็ตาม
เราก็ล้วนต้องเผชิญหน้ากับความตาย
ความตายนั้นแท้จริงแล้วอาจจะทรมาณน้อยกว่าการมีชีวิตอยู่เสียด้วยซ้ำไป
“การตายเมื่ออายุสามสิบปี หรือตายเมื่ออายุหกสิบปีนั้นมันไม่ต่างกันมากนัก”
เผลอ ๆ จะอยู่ใกล้กว่าความสุขเสียด้วยซ้ำ
การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ได้ย้ำกับตัวเองอีกครั้ง
ว่าชีวิตของมนุษย์สุดท้ายแล้วก็มีจุดจบเดียวกันคือความตาย
(อาจจะแตกต่างกันเพียงบางคนฝัง บางคนเผา)
ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หรือไม่ได้นับถือเลยก็ตาม
เราก็ล้วนต้องเผชิญหน้ากับความตาย
ความตายนั้นแท้จริงแล้วอาจจะทรมาณน้อยกว่าการมีชีวิตอยู่เสียด้วยซ้ำไป
“การตายเมื่ออายุสามสิบปี หรือตายเมื่ออายุหกสิบปีนั้นมันไม่ต่างกันมากนัก”
March 13, 2024
หลังจากอ่านเรื่องนี้จบแล้วก็มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวว่า ตกลงแล้ว outsider มีความหมายว่าอะไรกันแน่ คนที่แปลกแยกจากสังคม คนที่ตัดสินคนอื่นทั้งที่ไม่ได้ประสบพบเจออะไรแบบเขา หรือหมายถึงมนุษย์เราทุกคนกันนะ
เป็นเรื่องที่อุดมไปด้วยแนวคิดและปรัชญาที่ต้องตั้งคำถามมากมาย บรรยายทุกอย่างตามความคิด การกระทำ และการมองเห็นของตัวเอกที่มองโลกไม่เหมือนคนอื่น อ่านแล้วงงและปวดหัวมาก ๆ
เป็นเรื่องที่อุดมไปด้วยแนวคิดและปรัชญาที่ต้องตั้งคำถามมากมาย บรรยายทุกอย่างตามความคิด การกระทำ และการมองเห็นของตัวเอกที่มองโลกไม่เหมือนคนอื่น อ่านแล้วงงและปวดหัวมาก ๆ
April 25, 2024
หนึ่งในเล่มที่อยู่ในกองดองนานจนเค็ม พึ่งได้มีโอกาศมาอ่านก็เพราะเริ่มสนใจงานของเขา
เรื่องราวความผิดและการดำเนินคดีความไร้แก่นสารของการดำเนินคดี ความไร้สาระที่เขาต้องเผชิญระหว่างการดำเนินคดี ชีวิตของมนุษย์ที่ไม่มีความหมาย ตัวเอกที่แทบจะไร้ความรู้สึกเกี่ยวกับทุกเรื่องที่เขามาให้ชีวิต เสียดายที่เรื่องนี้นั้นสั้นไปเสียหน่อย รู้สึกอยากจะอ่านมากกว่านี้
เรื่องราวความผิดและการดำเนินคดีความไร้แก่นสารของการดำเนินคดี ความไร้สาระที่เขาต้องเผชิญระหว่างการดำเนินคดี ชีวิตของมนุษย์ที่ไม่มีความหมาย ตัวเอกที่แทบจะไร้ความรู้สึกเกี่ยวกับทุกเรื่องที่เขามาให้ชีวิต เสียดายที่เรื่องนี้นั้นสั้นไปเสียหน่อย รู้สึกอยากจะอ่านมากกว่านี้
This entire review has been hidden because of spoilers.
August 29, 2025
หนังสือเล่มนี้พาเราไปเจอกับความ absurd แบบที่ Camus ต้องการจะสื่อถึง อารมณ์ตอนที่อ่านแต่ละบรรทัดส่งผลต่อความรู้สึกร่วมได้ดีมาก
แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้จัก Camus ไม่เคยอ่านงานเขามาก่อน ผมว่าการเริ่มด้วยเล่มนี้ ค่อนข้างจะยาก อาจทำให้เข้าใจสารที่คนเขียนจะสื่อคลาดเคลื่อนไปได้
ส่วนตัวผมชอบแนวคิดของ Camus เลยตามอ่านงานของนักเขียนท่านนี้ เลยบอกได้เลยว่า เล่มนี้มีอารมณ์ความ absurdism เต็มเปี่ยมเลย
แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้จัก Camus ไม่เคยอ่านงานเขามาก่อน ผมว่าการเริ่มด้วยเล่มนี้ ค่อนข้างจะยาก อาจทำให้เข้าใจสารที่คนเขียนจะสื่อคลาดเคลื่อนไปได้
ส่วนตัวผมชอบแนวคิดของ Camus เลยตามอ่านงานของนักเขียนท่านนี้ เลยบอกได้เลยว่า เล่มนี้มีอารมณ์ความ absurdism เต็มเปี่ยมเลย
June 30, 2017
มีความ rant และเบลอสูงมาก อ่านแล้วเข้าใจคนใกล้ตัวมากขึ้นนิดนึงว่าบางทีคนมันจะ blunt มันจะ indifferent มันก็เป็นแบบนั้นของมันอะ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เข้าใจ สนใจเล่มนี้เพราะตัวเอกไม่มีศาสนา แหกขนบดี อยากรู้ อยากเข้าใจว่าภายในเขาเป็นยังไง
January 28, 2022
สำนวนการแปลดีมากๆ เนื้อหาดี การดำเนินเรื่องดูธรรมดามาก (จนอาจจะนาเบื่อสำหรับบางคน) แต่มีหลากหลายมุมให้มองจากเรื่องเดียวกันนี้ บทวิจารณ์ท้ายเล่มทำได้ดีมากๆ โดยเฉพาะของคุณ ชูศักดิ์ มีความคิดเห็นค่อนข้างตรงกับผม โดยรวม ชอบเล่มนี้มากๆ ครับ
January 16, 2024
omg บ้าไปแล้ว ยอดเยี่ยม เดี๋ยวขอนั่งคิดอีกนิดจะมาเขียนต่อ
ชอบหมดทุกส่วนเลย คือเป็นหนังสือที่เอื้อต่อการสร้างทัศนะ cinematic มาก มันมีความ Bresson ไล่ยาวมาจนถึง Anatomy of a Fall บูชาอัลแบร์ กามูสุดยอดผลงานในใจผมรักมากๆ❤️
ชอบหมดทุกส่วนเลย คือเป็นหนังสือที่เอื้อต่อการสร้างทัศนะ cinematic มาก มันมีความ Bresson ไล่ยาวมาจนถึง Anatomy of a Fall บูชาอัลแบร์ กามูสุดยอดผลงานในใจผมรักมากๆ❤️
May 18, 2017
เมื่อคนเราถูกพิพากษาจากกฎของสังคมว่าผิดแล้ว จากนั้นทุกการกระทำที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปเชื่อมโยงกันทันที แม้ความจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ตาม อ่านจบแล้วอารมณ์คล้ายๆกับ คำพิพากษาของ ชาติ กอบจิตติ
January 23, 2020
อ่านจบแล้วได้แต่นิ่งเงียบ นั่งนิ่งๆเลย
Displaying 1 - 30 of 35 reviews































