สฤณี อาชวานันทกุลAuthor 82 books1,123 followersFollowFollowJune 20, 2021สนุกมาก อาจารย์สรวิศแนะนำงานของ Mark Fisher นักคิดคนสำคัญที่เชื่อมโยงโรคซีมเศร้าว่าไม่ใช่ปัญหาของปัจเจกเท่ากับเป็นปัญหาสังคมที่เกิดจาก “สัจนิยมแบบทุน” ในยุค “ทุนนิยมตอนปลาย” ที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ครอบงำสังคมและลดทอนปัญหาต่างๆ ให้เป็นเรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว คนจะได้มองไม่เห็นความเหลื่อมล้ำระดับสูงที่เกิดจากทุนนิยม ความเหลื่อมล้ำที่เชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมและสุขภาพจิต รวมทั้งโรคซึมเศร้าด้วย (ในหนังสือมีพูดถึงบางตอนจาก Spirit Level หนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เคยแปลเมื่อหลายปีก่อน ภาษาไทยใช้ชื่อ “ความ(ไม่)เท่าเทียม” เขียนโดยนักระบาดวิทยาสองคน) น่าเสียดายที่ช่วงท้ายของหนังสือจบด้วยบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง ลัดดาแลนด์ ซึ่งก็วิจารณ์สนุกมาก แต่ใจอยากให้จบเล่มด้วยสถานการณ์ของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งคิดว่าเสื่อมถอยไปมากแล้วในโลกตะวันตก หลังเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 และต้นทุนทางสังคมของสัจนิยมแบบทุนที่เห็นชัดกว่าเดิมอีกในวิกฤติโควิด-19
Kin514 reviews164 followersFollowFollowJuly 11, 2021มีโอกาสอ่านตั้งแต่ดราฟท์แรกๆ และดีใจมากๆ ที่มีคนเขียนถึงฟิชเชอร์อย่างเป็นจริงเป็นจัง อ.สรวิศก็ยังคงเป็น อ.สรวิศในหลายๆ ด้าน ใครอ่านเล่มความรักหรือเล่มอื่นๆ แล้วก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน ประเด็นการจิกกัดอะไรนี่สมเป็นฝ่ายซ้าย (particularly แบบชิเช็ก 5555) ต้องชมคนแปลด้วย คิดว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษต้องยากเอาการแน่ๆ ใครสนใจประเด็นเรื่องโรคซึมเศร้าเชียร์ให้หามาอ่านดูครับ ข้อเสนอของฟิชเชอร์อาจฟังดูทะเยอะทะยานไปหน่อยสำหรับคนที่ไม่เคยคิดถึงอาการป่วยในฐานะเรื่องทางการเมืองมาก่อน แต่คิดว่าผู้เขียนชี้ประเด็นและยกตัวอย่างมาสนับสนุนให้เห็นภาพดีเลยว่าทำไมเราจำเป็นต้องมองสิ่งที่มีคนบอกและเราเชื่อว่า 'เป็นส่วนตัว' ในฐานะเรื่องทางการเมืองหรือสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวจริงๆอย่างน้อยๆ ลองพลิกไปอ่านบทความท้ายเล่มของตัวฟิชเชอร์เองดูก็ได้ ผมแปลในวันที่ได้ข่าวว่าเค้าฆ่าตัวตาย จำได้ว่าตอนนั้นอินมากๆ และทุกวันนีก็ยัง 'อิน' อยู่แต่อาจจะในความหมายที่ต่างออกไปจากเดิม
Pawarut Jongsirirag705 reviews138 followersFollowFollowJuly 24, 2021เล่มนี้เป็นเล่มเเรกที่ผมได้อ่านงานของ อ.สรวิศ เเล้วได้คำตอบว่าผมเป็นเอฟซีอาจารย์ไปเรียบร้อยเเล้วครับส่วนมากงานวิพากษ์ทุนนิยม มักจะเป็นการวิพากษ์ในเเง่ที่ว่า ระบบมันห่วย เราควรเเก้ไขระบบให้ดียิ่งขึนนะ ให้มันเป็นทุนนิยมที่ดีกว่าเดิม เเต่งานวิพากษ์เล่มนี้บอกว่า ไม่เอาโว้ยยยยย ทุนนิยมเเบบไหนก็ไม่เวิคทั้งนั้น โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจจนิยมเเบบทุนในการวิพากษ์ความโหดร้ายของระบบทุนนิยมเเล้วอะไรคือสัจจนิยมเเบบทุน ในที่นี้ถ้าสรุปในความเข้าใจของผมเอง มันคือกระบวนการสร้างความจริงเเท้เพียงหนึ่งเดียวของระบบทุนนิยม โดยตัวทุนนิยมเอง ซึ่งสร้างการรับรู้เเก่ผู้คนภายใต้ระบบนี้ว่า ทุนนิยมคือระบบเศรษฐกิจเดียวที่เป็นไปได้ มีเพียงระบบนี้เท่านั้นที่สมควรดำรงอยู่ โอเค คุณสามารถด่ามันได้ วิพากษ์มันได้ โต้เถียงต่างๆนาๆได้ เเต่จะหนีจากมันพ้นไม่ได้ มันสร้างความสิ้นหวังของการเปลี่ยนเเปลง เเละตัดขาดการจินตนาการถึงระบอบเศรษฐกิจอื่นๆที่จะนำมาใช้ในสังคมได้ผลจากการสร้างการรับรู้เเบบนี้ก็คือ เราจะมองว่าผลผลิตที่เกิดจากทุนนิยมก็เป็นจริงเช่นกัน พูดง่ายๆว่าถ้าทุนนิยมคือยอสใหญ่ของเกม มันก็มีสกิลในการเสกลูกกระจ๊อก ตัวกี๊ๆๆๆ ซึ่งก็คือชุดความคิดของทุนนิยมออกมามากมาย เเละตัวกี๊ๆนี่เเหละครับที่สร้างปัญหาไม่เเพ้กันเลย1 ในตัวกี๊ๆที่เป็นเเกนหลักของเล่มนี้ก็คือ การสร้างความรับรู้ว่าปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้น คือปัญหาส่วนตัวไม่ใช่ปัญหาของระบบ เรามักได้ยินอยู่เสมอว่าถ้าพยายาม เราก็จะประสบความสำเร็จได้ เเต่กลับกันในคำกล่าวนี้ก็คือการพูดว่าถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณมันกระจอกชิบหาย ไม่พยายาม ไม่สู้อะไรเลย ทั้งๆที่ปัจจัยด้านความสำเร็จนั้นมีเยอะเเยะมากมายเกินกว่าจะบอกได้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวการรับรู้เเบบนี้คือการที่ทุนนิยมดึงเอาปัจจัยด้านสังคมในสิ่งที่ควรเป็นปัญหาสังคมออกไป จนมันถูกเปลี่ยนชุด ขัดตัวใหม่ กลายเป็นปัญหาส่วนตัวเเทน ทำให้เมื่อเกิดปัญหาของความไม่เท่าเทียม การถูกกดทับจากระบบ การขูดรีดอย่างไม่เป็นธรรม เเล้วคุณพ่ายเเพ้ไปในเกม กลับถูกตราหน้าว่าอ่อนเเอ กระจอก ทั้งๆที่ปัญหาเกือบทั้งหมดมาจากระบบที่ไม่เป็นธรรมที่ต่อให้เราขยันวิ่งเเค่ไหน ถ้าเท้ามันถูกดามด้วยลูกตุ้มหนักเป็นตัน คุณเป็นยูเซน โบลท์ ก็วิ่งไม่ออกหรอกครับเเละเมื่อสังคมประณามว่าตัวเรานั้นไม่มีความสามารถมากเข้าๆ ปัญหาทางจิตใจย่อมก่อตัว เเละหนึ่งในนั้นคือโรคซึมเศร้า.. หลังจากการvธิบายหลักการของสัจนิยมเเบบทุนเเล้ว อ.สรวิศก็นำหลักการนั้นไปวิจารณ์หนังลัดดาเเลนด์ ที่ไปไกลกว่าเพียงประโยคคลาสสิคของหนังอย่าง "ไม่ออก ออกเเล้วกูจะเอาอะไรเเดก" เสน่ห์ในงานเขียนของ อ.สรวิศคือ สำนวนลีลาเผ็ดร้อน ไม่ประนีประนอมใดๆในการด่าทุนนิยม อ่านเเล้วนอกจากความรู้ที่ได้ คือความเมามันของการวิพากษ์ที่คล้ายกับการดูหนังเเอคชั่น คอมเม้นดี้เเบบกวนทีนๆ อย่าง Snatch คือสนุกด้วยเเละสะใจด้วยไปพร้อมๆกันไม่เเปลกใจที่คนที่อ่านฝ่ายซ้ายจะชอบงานของ อ.สรวิศ เพราะมันไม่ใช่งานวิชาการจืดชืด เเต่มีความสนุกอย่างวรรณกรรมอยู่เช่นเดียวกันครับnon-fiction
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์Author 11 books109 followersFollowFollowJune 20, 2022อ่านสนุกดีครับ แต่หลายบทรู้สึกไม่เคยเชื่อเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะงานวิจัยที่ Cite มาดูไม่ค่อยหนักแน่น เช่น เปรียบเทียบความสุขจากเซ็กซ์ระหว่างโลกเยอรมันตะวันตกกับตะวันออก แล้วสรุปว่าทุนนิยมทำให้ผู้หญิงมีความสุขกับเซ็กซ์น้อยกว่า หรือการสรุปว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากการประกอบสร้างโดยทุนนิยม ซึ่งการจะตั้ง Argument แบบนี้ต้องมีสายธารงานวิจัยที่หนักแน่นและการศึกษาเชิงเปรียบเทียบที่เข้มแข็งมาก เพราะคือการ 'งัดข้อ' กับงานวิจัยมหาศาลในฝั่งของจิตวิทยาและการแพทย์แน่นอนว่าทุนนิยมมีความบกพร่องมากมาย แต่ข้อดีของทุนนิยมคือมันมีการปรับตัวตลอดเวลา จะเห็นว่าคุณภาพชีว���ตของแรงงานในปัจจุบันค่อนข้างดีกว่าเมื่อเทียบกับยุคสงครามเย็นหรือยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่การจะมาเปรียบเทียบ 'ความสุข' หรือ 'อัตราการเป็นโรคซึมเศร้า' ระหว่างโลกทุนนิยมกับโลกสังคมนิยมในตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้ สาเหตุก็เพราะเ���าไม่มีโลกสังคมนิยมให้เทียบยังไงล่ะครับ หันไปทางจีนก็เป็นสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ส่วนรัสเซียก็เข้าข่ายเผด็จการทหารไปแล้ว เมื่อไม่มีตัวเปรียบเทียบ สุดท้ายก็ต้องไปเทียบกับโลกในอุดมคติซึ่งแน่นอนว่าต้องดีเลิศลอยกว่าโลกจริงอยู่แล้วสิ่งที่ขาดไปสำหรับหนังสือเล่มนี้หลังจากติเตียนก่นด่าทุนนิยมมาอย่างยาวนาน คือการเสนอทางเลือกที่เลวร้ายน้อยกว่าทุนนิยม
Pittayut Panswasdi23 reviews14 followersFollowFollowJuly 7, 2021เมื่อทุนนิยมทำให้เราซึมเศร้า/ กลายเป็นหนูปั่นจักร/ แล้วตายจากไปNote: เคยอ่านบทความเกี่ยวกับ Mark Fisher ของมิตรสหายใน 101 เวิร์ลด์แล้วชอบมากแต่ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อเพิ่มเติม ดีใจมาก ๆ ที่มีหนังสือเล่มนี้ออกมาและมีความสุขมากจริง ๆ ที่ได้อ่านจนจบสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คนบางคนอาจเกิดมาเครียดหรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ากว่าคนอื่นเนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรมหรือชีววิทยา เช่นเดียวกันในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านอัตราของผู้ป่วยทางจิตเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่ที่เราเห็นด้วยมาก ๆ กับข้อเสนอในหน้งสือเล่มนี้คือ เมื่อเราพูดถึงโรคซึมเศร้า เราจะพบว่ามันถูกทำให้กลายเป็น "เรื่องส่วนบุคคล" มากกว่าที่มันควรจะเป็น แม้แต่ในทางการแพทย์มักจะมีคำพูดหนึ่งเสมอที่บอกว่า ในการรักษาโรค "ผู้ป่วยต้องช่วยหมอด้วยครึ่งนึง" จากประสบการณ์ส่วนตัวของเรา ตัวอย่างของคำว่าครึ่งหนึ่งนี้อาจเป็นเรื่อง การต้องปรับเปลี่ยน mindset หลายอย่างตามที่หมอบอกไปพรัอมกับการทึ่ร่างกายรู้สึกกระอักกระอ่วน ความคิดความรู้สึกสับสนทุกครั้งที่ต้องปรับยาใหม่ในขณะที่ต้องแสร้งทำว่าเราฟังก์ชั่น daily basis ได้ เพราะการกลัวการถูก stigmatize จากสายตาของคนรอบข้าง จนกระทั่งร้ายแรงถึงการถูกให้ออกจากงานการระมัดระวังอย่างหนัก ในการควบคุมสิ่งเร้ารอบข้าง หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ trigger เช่นเดียวกันกับการระมัดระวังไม่ให้กลับไปเป็นอีก เพราะทุกครั้งที่กล้บไปเป็น ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิมหากพูดถึงสิ่งที่ไปไกลกว่าตัวเอง ราคาของการทำ family therapy ครั้งหนึ่งก็มหาโหดมากเช่นเดียวกับราคาค่ายาและค่า consult รายเดือน แม้จะเทียบกับฐานะของชนชั้นกลางทั่วไป อีกอย่างการทำ family therapy ยังต้องต่อสู้กับแนวคิดที่คนเจนเก่า ๆ มองว่าซึมเศร้าเป็นเรื่องของบุญทำกรรมแต่งเสียมากกว่าดังนั้นแนวคิดการรักษาส่วนมากมันจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ป่วย หรือเป็นเพียงความผิดปรกติของสารสื่อประสาทหรือพันธุกรรม เป็นการสะสมต้นทุนทางจิตใจ (psychological capital) ให้เท่าทันคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตามตัวเราไม่ใช่ subject หรือร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นตัวเราที่ประกอบสร้างจากสิ่งอื่น ๆ รอบตัวด้วย สิ่งที่เน้นพร่ำสอนอยู่เสมอในคลาสจิตวิทยาคลินิกตั้งแต่คลาสแรก ๆ อย่าง Biopsychosocial ในเรื่อง social จึงไม่ใช่แค่ "การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม" "การ thinking and then reframing เจตคติที่ผู้ป่วยมีต่อสังคม" "การปรับเปลี่นพฤติกรรมของครอบครัวหรือคนรอบ ๆ ตัวของผู้ป่วย" หรือ การฝึกทำ CBT เพื่อให้เราพึ่งพาหมอน้อยลงอีกต่อไป ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ชวนเรามองให้เห็น underlying cause อื่น ๆ โดยเฉพาะการพิจารณา Biopsychocapital ด้วย- เมื่อเราพิจารณาการพูดถึงสุขภาพจิตในทุนนิยมยุคปลาย สิ่งที่น่าตกใจมาก ๆ คือ พื้นที่ทางการเมืองในเรื่องสุขภาพจิตกลับลดบทบาทลงอย่างน่าใจหาย ทั้ง ๆ ที่หากเราหยิบหนังสือของพวกฟรอยด์ คาร์ล จุงขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เราจะพบว่ามีพื้นที่ของการเมืองปะปนอยู่ในเนื้อหาไม่น้อยเลย- สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในเล่มนี้คือการพูดถึงการเติบโตของ "สินค้าที่ตอบสนองต่อสุขภาพจิตส่วนบุคคล" พอมองกลับมาในบ้านเรา นอกจากหนังสือประเภท "self-help" จะเป็นหนังสือขายดี และถูกจัดวางให้เป็นมุมขนาดใหญ่เกือบหน้าสุดในร้านหนังสือแล้ว บรรดาเพจสื่อทางเลือกของคนเจนใหม่ x-z เพจไลฟ์โค้ช การลงทุน เพจ productivity ในตอนนี้ก็ต่างเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่หยิบจับศัพท์ทางจิตวิทยาคลินิกมาย่อยให้เสพง่าย (หรือบางทีก็เป็นแค่ jargon แค่นั้น) และมักมียอด engagement ที่สูงลิ่วมากกว่าคอนเทนต์อื่น ๆ เช่น คนแบบไหนคือพวก Toxic แล้วเราจะหลบหนีคนประเภทนี้อย่างไร, ตอนนี้คุณป่วยเป็น imposter syndrome หรือไม่ เป็นต้นโดยมีจุดประสงค์ของพวกนึ้ไม่มีอะไรมาก นอกจากทำให้เราเองรู้สึกว่า เราเป็นคนที่บวกได้มากกว่านี้ แตกต่างกว่าได้มากกว่านี้ อนาคตจะดีได้กว่านี้ถ้าเราเป็นคนที่บวกกว่าคนอื่นอย่างไรก็ตามการลดทอนเพื่อเป็นสินค้าเหล่านี้ก็ขาดการพิจารณาบริบทของคำ หรือรากของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างน่าใจหาย เช่นการทำให้คำหรือประเภทคนเหล่านั้นกลายเป็นโรคที่แปลกแยก เป็นความบกพร่องส่วนบุคคลที่ควรหลีกหนี และเรา รัฐ สังคมต่างไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นต่อมัน ทั้ง ๆ ที่คำเหล่านั้นมันอาจเป็นแค่คำที่กำหนดมาเพื่อไว้สังเกตอาการใน critiria หรือการ diagnose หนึ่ง ๆ ซึ่งในหลายครั้งการจัดประเภทคนด้วยคำเหล่านี้ อาจแบ่งแยกผู้คนยิ่งกว่าการจัดประเภทของโรคใน DSM-V เสียอีก- ข้อสังเกตสำคัญถัดมาในเล่มนี้คือการทำให้เห็นว่างานในบริบทปัจจุบันมันกัดกินพวกเรามากขนาดไหน ปัจจุบันงานกลายเป็นศีลธรรมที่ผู้คนถูกทำให้นับถือและแยกออกจากชีวิตได้ยาก เช่นเดียวกันกับข้อเรียกร้องของมันในรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ที่แรงงานจำเป็นจำไว้ให้ขึ้นใจตลอดเวลาอย่างเป็นแรงงานที่เก่งและดีซึ่งความเก่งในที่นี้ไม่ใช่ความเก่งในเรื่องที่เราทำอยู่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายความว่าเราถูกคาดหวังให้ตัวเราเองเก่งในทุกเรื่องเมื่อตัอง re-skill ในโลกที่อยู่ในสภาวะหมิ่นเหม่ตลอดเวลาส่วนเรื่องความดีในที่นี้คือการมีความยืดหยุ่น (ทางจิตใจ) บริษัทต่าง ๆ ต่างคาดหวังให้พนักงานมี resilient, มี emotional agility หรือคำอื่น ๆ อีกนับร้อย เพื่อทนกับแรงกดดันได้ในฐานะศีลธรรมใหม่ของปัจเจก ในเมื่อเราถูกคาดหวังให้กลายเป็นคนเก่งและดีมากขึ้น แต่หลายที่ก็ละเลยที่จะพูดถึงความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของพนักงาน ทั้งเรื่องของสภาพแวดล้อม สวัสดิการ, ชั่วโมงการทำงาน, ค่าแรงที่เป็นธรรม ยิ่งเรื่องความเป็นธรรมทางการเมืองในที่ทำงานอย่างสหภาพแรงงานก็ยังถือเป็นเรื่องเสียมารยาทและคอขาดบาดตายในหลาย ๆ ที่- สิ่งที่น่าตกใจคือ ถึงแม้เราจะมีการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ มากขึ้นแต่โลกหลัง Fordism กลับทำให้เรา work ไร้ balance ยิ่งกว่าเดิม เพราะ เส้นแบ่งระหว่างการทำงาน สันทนาการ และพักผ่อนกลับยิ่งพร่าเลือน (ไม่ต้องพูดถึงการที่เราส่วนใหญ่ถูกกักตัวอยู่บ้านให้ WFH) ทุนนิยมในยุคปลายนี้ไม่ยอมให้เราหยุด เพราะการหยุดหรือนอนหลับหมายถึงการขัดขวางการดำเนินกิจกรรมของทุน ธรรมชาติของชีวิตเราในปัจจุบันนี้จึงเต็มไปด้วยสิ่งเร้าที่ทำให้เรา scroll down, re-tweet, like หรือซื้อมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเชื่อว่ายิ่งเราสะสม (hoarding) หรือมีมากขึ้นเท่าไหร่ พวกเรายิ่งเติมเต็มช่องว่างภายในใจของเรามากเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการที่บริษัทเหล่านี้สามารถขาย “ข้อมูล” จากพฤติกรรมการบริโภคหรือใช้ชีวิตของเราได้มากขึ้นเพื่อทำให้กลับมาวนลูปการบริโภคอย่างไม่รู้จักพอท้ายที่สุดคำว่าขยันหรือไม่หยุดยั้งจึงกลายมาเป็น ethos ของสังคม คำว่า Balance จึงเป็นคำที่ถูกจำกัดไว้ให้แค่คนที่มีอิสระทางการเงินใช้ได้ หรือไม่ก็เอาไว้ตราหน้าคนจนหรือคนหลักลอยที้ไม่มีความทะเยอทะยานในชีวิต- นอกจากนี้การสร้าง negative reinforcement ในชีวิตการทำงานจึงไม่ใช่การที่นายจ้างคอยกดคานไฟฟ้าเมื่อเราทำผิดพลาด แต่กลายเป็นว่าถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากเกินไป มีพฤติกรรมแบบ escapism มากเกินไป เราเองนี่แหล่ะที่จะเดินไปกดคานไฟฟ้านั้นด้วยตนเอง (ถึงขั้นมีเทคโนโลยีจริง ๆ ที่ช่วยช็อตไฟฟ้าอ่อน ๆ หากเราทำงานเฉื่อยเกินไป) ความผิดพลาดอะไรก็ตามแต่ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นจากเสรีภาพในการเลือกของเราที่เลือกพลาดเอง เรากลายเป็นปิศาจก็เพราะตัวเราเอง ความกลัวถูก sugar coat กลายเป็นความกังวลที่ทุนคอยชักใยเราอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ- ในบริบทที่ทำงาน สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันจนเบื่อหน้ามันอย่าง KPI ในมิติหนึ่งคือการปรับเปลี่ยนสมรรถภาพการทำงานให้เป็นเรื่องที่วัดได้เพียงอย่างเดียว บริษัท มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งตัวเราจำเป็นต้องปรับตัวเป็นโรงงานเพื่อไล่ล่าตัวเลขนั้น การมีเวลาคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รอบคอบ ละเมียดละมัยกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ที่สำคัญมันยังทำให้เราตัดแต่งความสามารถ ความสนใจที่เรามีทิ้งไปเพื่อตอบสนองต่อพันธกิจปลอม ๆ ที่สร้างมาให้เรารู้สึกเป็นใครสักคนแบบปลอม ๆ ตามทุนสมัยใหม่ในยุคปลาย ความทุกข์ทนที่จะต้องทำ bullshit job สะท้อนให้เห็นจากงานวิจัยจำนวนมากที่ทำให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้รักงานทึ่ตัวเองทำจริง ๆ - ร้ายแรงไปกว่านั้นเราเรียนรู้ที่จะกลายเป็นคนที่อยู่เป็น (functional stupidity) ปล่อยให้สิ่งไม่ถูกไม่ควรเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่ก็กลายเป็นคนที่รู้แต่ก็ยังทำมันต่อไปเรื่อย ๆ (cynical) ซึ่งความแยบคายของสิ่งเหล่านี้ก็มีหลายระดับมาก ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราแสร้งเอ็นจอยไปกับการ bukake โดยกลุ่มทุนทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ชอบมันจริง ๆ- ในภาพที่กว้างขึ้นรัฐมักโยนความรับผิดชอบไปที่ปัจเจก เช่นการบอกเสมอว่าพวกเราไม่ยอมปรับตัว เพราะนอกจากจะเป็นการโยนขี้ออกจากตัวเองและทุนแบบง่าย ๆ แล้วมันยังช่วยกำจัดความเป็นการเมือง และบริบททางประวัติศาสตร์ออกจากสภาพที่เป็นอยู่ ผู้คนถูกทำให้คิดว่าเรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องของปัจเจกและชนชั้นทางสังคมถูกลดทอนให้เหลือแค่ผู้แพ้และผู้ชนะ คนพิเศษและคนธรรมดา (ที่ถูกจัดให้เป็นผู้แพ้อีกที) เมื่อเขารู้สึกว่าตัวเองทำทุกวิถีทางแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้คนจะชี้นิ้วหาคนโกงใส่กันไม่ได้ชี้นิ้วขึ้นข้างบน บ้างก็กล่าวโทษกันอย่างสิ้นหวังเพื่อปกป้องภววิทยาที่รู้สึกด้อยกว่าของตนเอง ไม่ก็มี crab mentality ที่กูไม่ได้ มึงก็ต้องไม่ได้ ร้ายแรงไปกว่านั้นคือการหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเหนือ และกลายเป็นผู้ควบคุมชีวิตคนอื่นอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมอย่างการกราดยิง การฆ่ายกครัวและฆ่าตัวตายตาม การข่มขืนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลัง ๆ อาจเป็นคำอธิบายความสิ้นหวังและหดหู่ของผู้คนในยุคนี้ได้อย่างดี พอ ๆ กับการเอาชนะค่านิยมของสังคมที่คอยบอกเราว่า "อย่ากลัว" ซึ่งความน่ากลัวของคำว่า “อย่ากลัว” คือมันไม่ได้ปฏิเสธความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่มันลดทอนการต่อสู้ให้เป็นเรื่องของความอ่อนแอทางจิตใจหรือความพยายามที่ไม่มากพอ และคับแคบจนไม่มีที่เหลือพอแม้แต่การเจ็บได้ รู้สึกเป็นแล้วจะทำยังไงดี?- มันอาจจะฟังดูใจร้ายเกินไป แต่เมื่อมาพิจารณาดี ๆ ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเจ็บป่วยทางจิต สังคมนั้นอาจเป็นสังคมที่ยัดเยียดความรับผิดชอบไปที่ปัจเจกมากเกินทนไหว สังคมแบบนี้คือ zero-sum game เพราะการที่คน ๆ นึงเชื่อว่าเขาจะประสบความสำเร็จและพัฒนาตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำไดั มันอาจหมายถึงเขาจำเป็นตัองเหยียบหัวหรือฉกฉวยผลประโยชน์อื่น ๆ (ต่อให้รู้ตัวหรือไม่ก็ตามที) เพื่อให้อยู่ในจุดนั้น ส่วนคนที่แพ้ก็ค้นพบความจริงว่าเมื่อเขาไม่สำเร็จ พวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไหร่ เพราะโลกแทบไม่มีที่ยืนให้เขา หรือไม่ก็การพัฒนาตัวเอง หรือเป็นบวกอย่างถึงที่สุดก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น การสะสมทุนส่วนตัวของพวกเขาเองไม่มีทางเอาชนะทุนที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนานหลากหลายมิติได้ พวกเขาต่างถูกหลอกว่ามีเสรีภาพในการเลือกและจะเป็นอะไรก็ได้ แต่แท้ที่จริงแล้วพวกเขาเกิดมาพร้อมตัวเลือกที่จำกัด จำเขี่ย เช่นเดียวกันกับพวกเขาหลายคนต่างมี fetish ในวัตถุอย่างสุดโต่งเพราะเชื่อว่าพวกเขามีอิสระในการเลือกบริโภค แต่ยิ่งบริโภคเท่าไหร่พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอและไม่มีวันดีพอ (ข้อสังเกตส่วนตัว เวลาเพื่อนรอบตัวโละหนังสือ หนังสือ self-help คือกลุ่มแรก ๆ ที่จะถูกทิ้ง) ศีลธรรมและเหตุผลของการทำงานมันอาจถูกใช้เพื่อกำกับคนข้างล่าง ในขณะที่คนกลาง ๆ ไปจนถึงบนฐานพีระมิดไม่จำเป็นต้องทำหรือทำอะไรนอกกติกาก็ได้ โดยไม่มีใครมาคอยสั่งสอนศีลธรรมพวกเขา (เพราะกติกาไม่ได้เขียนไว้สำหรับพวกเขาแต่แรกหรือเขานั่นแหล่ะที่เขียนมันเอง และเขาก็มีชีวิตอยู่เพื่อคอยตรวจจับ หรือผลักความบกพร่องไปยังคนข้างล่าง เพื่อพวกเขาจะได้ดูสมบูรณ์แบบตลอดเวลา) มันอาจฟังดูคลิเช่แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ยุติธรรมมากขึัน เราตัองเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงรากก่อนถึงจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริง ๆ เราควรมีศาลาคนเศร้าที่ต่อสู้ร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่น ความล้มเหลวหรือเรื่อง bullshit ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับปัจเจกควรเป็นเรื่องที่แชร์กันได้ โดยไม่ต้องมากำกับทุกครั้งว่า "ไม่อยากปล่อยพลังลบใส่เลย" "ขอโทษที่เราท็อกซิก" ไม่ทำให้เรื่องความล้มเหลวกลายเป็นเรื่องที่ผิดปรกติ ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต่างถูก abuse ด้วยสังคมหรือทุนต่าง ๆ ไม่ต่างกัน ไม่ควรมีใครควรเป็น ungrievable life เพราะเขาคิดว่าตนแพ้ ดังนั้นบางทียาต้านเศร้าที่ดีกว่าก็คือการเปลี่ยนแปลงสังคมในตอนนี้ที่ต่างเพิกเฉยกับการเจ็บป่วยหรือตายไปของคนเราจริง ๆ เพราะทุน ไปพร้อมกับการปลดปล่อยตัวเองออกจากวัตถุต่าง ๆ ที่คอยบงการชีวิตเราจนทำให้เราเป็นปิศาจที่เชื่อมั่นในความเป็นปัจเจก ชอบลงโทษตนเอง และไร้ความหวังอย่างสุดโต่งนี่แหล่ะ- ซึ่งอย่างน้อยก็น่าดีใจที่ช่วงหลัง ๆ มีคนเริ่มกลับมาพูดถึงจิตวิทยาในแง่การเมืองมากขึ้น (ถึงแม้มันจะไม่ใช่กระแสหลักหรือประเด็นหลักของหนังสือก็ตามที) เช่น Prozac Nation, Lost Connections ซึ่งเป็นงานเขียนที่พยายามตั้งคำถามและกล่าวถึงสาเหตุของโรคซึมเศร้าอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากปัจจัยทางชีววิยา และมีการอ้างอิงผลการวิจัยจำนวนมากเพื่อยืนยันสมมติฐานของตัวเอง (ชอบมากที่เขาชี้ให้เห็นแม้กระทั่งว่าสังคมที้รัฐเพิกเฉยต่อพื้นที่สีเขียวในเมืองมันทำให้คนซึมเศร้ายังไง), the spirit level ที่บางส่วนกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำว่าส่งผลต่อโอกาส ความเป็นอยู่และสุขภาพจิตของประชากรในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างไร รวมไปถึงหนังสือเล่มล่าสุดของ Paul Tough ที่หลายส่วนแสดงให้เราเห็นว่า การมีสำนึกบางอย่างที่ไม่ลงรอย (เช่นฐานะ สีผิว ชาติพันธุ์) ล้วนสร้างความลำบากและความเจ็บป่วยทางจิตใจให้กับเยาวชนในพื้นที่การศึกษาตั้งแต่ไฮสคูลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ทำไมพวกเขาจำนวนมากเมื่อ "ได้รับ" โอกาสแต่ทำไมพวกเขากลับวิ่งหนีโอกาสนั้น หรือทำได้ไม่ดีเท่าเด็กที่มีต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมมากกว่า เป็นต้น- บทสรุป เมื่อมาคิดถึงสุขภาพจิตในมิติการเมืองแบบไทย ๆ ต่อจากนี้ก็น่าวิตกอยู่ไม่น้อย เช่นคำพูดของอาจารย์ในช่วงแรก ๆ ที่กล่าวถึงเด็กรุ่นใหม่ประมาณว่า เป็นเด็กที่พ่อแม่ส่วนมากเลี้ยงดูและลงทุนเพื่อให้พบเจอก้บความสำเร็จในอนาคต แต่ในความเป็นจริงพวกเขาต้องเรียนและปรับตัวอย่างหนักเพื่อค้นพบว่าเมื่อเรียนจบมาแล้วพวกเขากลับมีคุณภาพชีวิต และรายได้ที่ต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ตัวเองเสียอีก ซึ่งทิศทางของบ้านเราในช่วงที่ผ่านมากก็ทำให้เราเห็นได้ชัดว่ามันเป็นจริงแค่ไหน- ในเมื่อเรื่องสุขภาพจิตมีราคาแพงและเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป สังคมที่ความฝันแบบเก่า ๆ ไม่สามารถหล่อเลี้ยงผู้คนไว้ได้ แต่กลับทำให้ผู้คนโกรธแค้นจากความรู้สึกว่าตนถูกหลอก รู้สึกด้อยค่าจากการเปรียบเทียบกับโลกเพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงภาพของความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของคนอื่นได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งสังคมยังไม่มีทางออกให้กับความเศร้า ความคับข้องใจ และถูกครอบไว้ด้วยศีลธรรมแบบไทยพุทธที่ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนบุคคลอีกที ก็ไม่อยากจินตนาการนะว่าลูกหลานเราต่อจากนี้จะแตกสลายและรู้สึกโดดเดี่ยวมากแค่ไหน มันอาจจะร้ายแรงหรือพอ ๆ กับการที่คนอันเฮลตี้หรือท็อกซิกเพราะโลกจริง ๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังละมั้งปล. ไม่ใช่หนังสือ How to แต่อ่านแล้วรู้สึกปลอบประโลมใจมาก ๆ ฮือออThis entire review has been hidden because of spoilers.
Thanyanuch Tantikul80 reviews18 followersFollowFollowMay 28, 2021วิพากษ์ทุนนิยมและผลกระทบในความป่วยไข้ทางสังคมได้บาดลึกและเข้มข้น ที่จริงน่าจะเรียกว่าเป็นบทประจานทุนนิยมอาจจะเหมาะกว่า หนังสือลากเอาอิทธิพลของทุนที่ชอบแอบอยู่หลังฉากออกมาเปลือยกายให้เราได้เห็นก้นอย่างชัดๆ ทำให้เราได้เห็นว่า เบื้องหลังความเครียด หมดไฟ ภาวะไร้สุขแต่ต้องแกล้งทำเป็นว่ามีความสุข อาการเสพติดและโหยหาความสำเร็จ การพร่ำโทษตัวเองจากความล้มเหลว จนถึงโรคซึมเศร้านั้น อาจมีภาวะ "สัจนิยมแบบทุน" นี่แหละเป็นต้นเหตุ หนังสือบอกเรามากกว่าหนึ่งคร้ังว่า เรื่องส่วนตัวไม่เคยใช่เรื่องส่วนตัวจริงๆ เพราะทุนนิยมสร้างความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำขึ้น และขังเราทุกคนอยู่ในนั้นด้วยการชิ่งหนีความรับผิดชอบด้วยการโยนให้ความสำเร็จ/ ล้มเหลวเป็นเรื่องของปัจเจก แต่พอหลายคนเริ่มตาสว่าง ทุนก็ดับความหวังถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยการบอกว่า นี่เป็นเพียงทางเลือกเดียวที่มี จงก้มหน้ารับชะตากรรมไปซะ บทวิจารณ์ลัดดาแลนด์ท้ายเล่มยิ่งทำให้ข้อโต้แย้งนี้ชัดเจนมาก ข้อวิจารณ์กลางเล่มเกี่ยวกับทัศนคติบ้างานและภาวะเกลียดชังการทำงานอันเนื่องจากโลกสัจนิยมแบบทุนก็อ่านสนุกมากและน่าจะโดนใจมนุษย์ทำงานหลายๆ คนด้วย สรุปแล้วนี่เป็นข้อเขียนเชิงวิชาการที่มีหลายรส ทั้งสะใจ โดนใจ เจ็บจี๊ด และอาจจะปลอบประโลมใจด้วยซ้ำสำหรับหลายคนที่ถูกทุนทุบตีจนท้อแท้ และเป็นงานที่ควรอ่านกันมากๆ เพื่อที่เราจะได้มองความป่วยไข้ของสังคมในมุมที่กว้างขึ้นและเลิกโทษแต่ปัจเจกฝ่ายเดียวเสียที
TamTawan40 reviews3 followersFollowFollowOctober 15, 202410/10อ่า ตัวเลข ขอโทษด้วยครับ ตัวผมไม่ค่อยถนัดอ่านงานnon-fictionอ่านแล้วหลับตลอดแต่พอได้มาอ่านเล่มนี้ของ อ.สรวิศแล้วหลับไม่ลงจริงๆครับ อาจจะเพราะตัวผมเป็นซึมเศร้าอยู่เลยเหมือนกลับได้เปิดมุมมองใหม่ในการมองโรคนี้ไปด้วยว่ามันไม่ใช่ปัญหาของปัจเจกแต่เป็นปัญหาการเมือง เรื่องส่วนตัวไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว เล่มนี้พูดบ่อยเกี่ยวกับว่าบางครั้งปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณ ว่าเสรีนิยมขายความเพ้อฝันกับคุณด้วยความอิสระจอมปลอมที่มาพร้อมกับตรวนจากชนชั้นนำ มีผู้ชนะไม่กี่คนในเสรีนิยมส่วนผู้แพ้ก็จะถูกตัดออกไปโดนไม่มีความหมายแบะไม่ถูกพูดถึงหรืออาจจะบอกกับเขาว่าตัวเขานั้นยังพยายามได้ไม่ดีพอ ลองมองโลกในแง่ดีสิ การที่คุณโดนไล่ออก ไม่มีประกันสุขภาพ หรือไม่มีเงินพอจะซื้อข้าว อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ สิ่งที่เราพอจะทำได้คือเลิกมิงปัญหาของเราสุขภาพจิตของเราเป็นเรื่องปัจจเจก การเมืองสุขภาพจิต เป็นเรื่องจริง มันโหดร้ายกว่าที่คุณคิดnon-fuck-fintion the-five-star void
Ing Sanita22 reviewsFollowFollowOctober 13, 2022สนุกมาก แต่ที่อ่านช้า เพราะทุนนิยมเป็นพิษ ผ่านไปกี่ปีหลังหนังสือออก ก็ยังใช้อธิบายเหตุการณ์ปัจจุบันได้ดี เช่นที่พูดถึงสาเหตุของการกราดยิง อีกไม่กี่เดือนจะปี 2023 ก็ยังมีคนซึมเศร้าเพราะพิษของทุนจนทำลายชีวิตคนอื่นได้อยู่ดี
Nuttawat Kalapat686 reviews47 followersFollowFollowJune 14, 2023เอาหน้าบรรยากาศของทุนนิยม มันกดทับอยู่ทั้งโลกนั้นแหละไม่ทำงานหาเงิน = อดตาย ซึ่งก็จริงแต่คือหนังสือเล่มนี้ มันไปอยู่หมวดสุขภาพในร้านหนังสือได้ยังไง 555ข้างในไม่สุขภาพเลยอ่านไปอ่านมาเล่นนี้เน้นการวิเคราะห์ด้านลบของแนวคิดทุนนิยมซะส่วนใหญ่ นะ สนุกดี
Chuthamat C.25 reviews3 followersFollowFollowJune 19, 2021เสรีนิยมใหม่กับระบบทุมนิยม หนังสือไปพิเคราะห์มูลฐานสำคัญของความป่วยไข้ทางจิตใจรวมถึงความไม่มั่นคงในชีวิตของปัจเจก ที่ปัญหาหลักๆ เกิดขึ้นจากทุนนิยม ที่สร้างความเหลื่อมล้ำขนาดใหญ่ในสังคม การผลิตซ้ำมายาคติที่โยนปัญหาเชิงระบบให้เป็นเรื่องของปัจเจก ซึ่งผู้เขียนคลี่ออกมาอย่างละเอียด
Mezz Buritsapon23 reviewsFollowFollowOctober 12, 2021เป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านเกี่ยวกับคนที่อยู่ฝั่งคอมมิวนิสต์แล้วจารย์แกก็แซะทุนนิยมได้ถึงใจสุดๆ ไม่สิต้องเรียกว่าด่าเลยดีกว่า5555 ตัวเนื้อหาเองก็ย่อยง่ายต่อให้ไม่สนใจเรื่องการเมืองเลยก็ยังเข้าใจได้ไม่ย��ก ตอนวิเคราะห์หนังก็คืออินไปด้วยสุดๆ ถ้าคนรู้จักคุณเป็นคนอวยทุนนิยมสุดโต่งลองให้เขาอ่านเล่มนี้ดูเขาอาจเปลี่ยนไปเป็นอีกคน หนังสือเหมาะทั้งกับคนที่สนใจเรื่องซึมเศร้าหรือปัญหาของทุนนิยม ส่วนใครที่สนใจเรื่องโรคซึมเศร้าอีกว่าตกลงแล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน หรือยาใช้ได้ผลไหมแบบแน่นๆแนะนำ lost connections(โลกซึมเศร้า) ของ สนพ.bookscape
Non Overme25 reviews9 followersFollowFollowMay 9, 2021เข้าใจถึงความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ขอบคุณ อ.สรวิศ ที่เขียนงานนี้ขึ้นมา ขอบคุณ Mark Fisher (RIP) และนักเขียนนักวิชาการท่านอื่นๆที่ผลิตงานว่าด้วยความเชื่อมโยงของอาการเจ็บป่วยทางจิต สังคม ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ ขึ้นมา อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึก/ได้รู้ว่าเราไม่ได้คิดไปเอง และเราไม่ได้โดดเดี่ยวจนเกินไปแนะนำครับ
bam2gr41 reviews3 followersFollowFollowReadMay 15, 2021อาจารย์ยังเล่าทฤษฎีการเมืองผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์ได้สนุกเหมือนเดิม ขอบคุณที่อาจารย์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาทำหนังสือ เพราะสิ่งนี้ควรได้รับการพูดถึงในวงกว้างจริง ๆ
anna l10 reviews1 followerFollowFollowJuly 1, 2021สนุกมากๆ เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่ย่อยง่ายมากถ้าเทียบกับเล่มอื่นๆที่พูดถึงเรื่องทุนนิยม
HAGAO43 reviews5 followersFollowFollowSeptember 22, 2022เขียนสนุกมากครับ มองเห็นสังคมที่ครอบเราเอาไว้เลย (ซึ่งในขณะเดียวเราก็กำลังทำตัวแบบที่เรียกว่าบุคคาเคะ...)
Flurry Wong19 reviews1 followerFollowFollowJanuary 4, 2023เพราะเรื่องส่วนตัวไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว ความป่วยไข้อย่างโรคซึมเศร้าจีงมิได้มีสาเหตุมาจากตัวปัจเจกแต่ละคน หากมีที่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างความเหลื่อมล้ำ การขูดรีดแรงงาน การที่โลกทั้งโลกสมาทานความคิดแบบ Neoliberalism ต่างหากโลกสัจนิยมแบบทุนบอกเราว่า ทุนนิยมคือคำตอบสุดท้ายและจะไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว แต่ภายใต้การสมาทานความเชื่อดังกล่าว ทุนนิยมแบบ Neoliberalism ก็เผยให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมและทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้างอันเกิดจากการกดขี่และขูดรีดจากแรงงานอย่างถึงที่สุด และภายใต้ความสิ้นหวังที่ทุนมอบให้แก่เรานี้เองที่ทำให้โรคซึมเศร้าแพร่ระบาดไปทุกพื้นที่ในโลกที่ถูกทุนนิยมปกครองมากยิ่งกว่ายุคไหนสมัยใดหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ปลอบประโลมผู้ที่ตกอยู่ในที่ภาวะ "ซึมเศร้า" หรือถูกวินิจฉัยว่าเป็น "โรคซึมเศร้า" แต่อย่างใด แต่พยามยามลอกเปลือกของทุนนิยมบยุคสุดท้ายให้เห็นว่าโลกแบบไหนกันที่ทำให้ "โรคซึมเศร้า" แพร่ระบาดเร็วยิ่งกว่าเอดส์
정예빈 (Jinny)50 reviews2 followersFollowFollowApril 5, 2025เป็นอีกมุมที่ชวนให้คิดว่าการที่คนเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้นมีสาเหตุมาจากทุนนิยมด้วย แล้วเราก็รู้สึกว่าเห็นด้วยมาก ๆ ที่เราต้องกินยาอยู่ทุกวันนี้ เรารู้สึกว่ามันมีปัจจัยภายนอกร่างกายที่ควบคุมไม่ได้ มันเลยทำให้ซึมเศร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ;-;