Thanawat439 reviewsFollowFollowAugust 24, 2020เมื่อได้รู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็ไม่มีทางเลยที่จะ “ลืม” มันได้ลง6 ตุลาฯ สอนให้รู้ว่าว่า ความรุนแรงมันฝังอยู่ในสังคมไทย และพร้อมจะระเบิดออกมาถ้ามีใครจุดชนวนได้ถูกที่นอกจากนี้ ทั้งโครงสร้างสังคม และระบบการศึกษา ทำให้เรามีความสามารถในการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ต่ำมากตั้งใจว่า จะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านทุก 6 ตุลาฯthai-history
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์Author 11 books108 followersFollowFollowJanuary 18, 2017มีคุณค่าทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ความทรงจำของฝ่ายขวา แต่ที่น่าสนใจคือทฤษฎีเรื่องเล่าและความทรงจำ การบิดเบือน กลบเกลื่อน และเรื่องเล่าที่ 'อยากจำ'ชวนอ่านครับ
Yoyo poomyeah25 reviews4 followersFollowFollowApril 1, 2019จะเรียกว่างานวิชาการก็อาจจะพูดไม่ได้เต็มปาก งานเขียนธงชัยมักเป็นแบบนี้ สอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัว และความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรมอยู่เสมอ ขณะอ่านจึงมีรสของวรรณกรรมเจือปน ซึ่งความสยองก็คือ นี่ไม่ใช่นิยาย นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมที่เราอยู่ และยังส่งผลสะเทือนถึงปัจจุบัน คำถามที่ผุดขึ้นตลอดการอ่านก็คือ ทำไมมันถึงยากเย็นนักนะ ที่ผมจะบอกคนอื่นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี และใครหลายคนควรจะได้อ่านมัน
Nattawat Supachawarote37 reviews2 followersFollowFollowOctober 10, 2020หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเชิงวิชาการจัดๆ หรือหนังสือที่จะให้ข้อมูลประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ 6 ตุลา 2519 อย่างละเอียด แต่เป็นหนังสือที่พยายามทำความเข้าใจบางแง่มุมเกี่ยวกับ 6 ตุลา และ สอดแทรกบางเรื่องราวที่ผู้เขียนได้กระทำ หรือประสบด้วยตนเอง บางส่วนของเนื้อหาที่ถูกนำเสนอ ได้แก่-----ทำไม 6 ตุลา ถึงไม่ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง (ก่อนหน้านี้)?เนื่องจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นความขัดแย้งระหว่างความคิดสองขั้ว คือฝ่ายขวา (เจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้ล้อมปราบนักศึกษา) และฝ่ายซ้าย (นักศึกษาในรั้วธรรมศาสตร์) การให้ข้อมูลด้านเดียวจากรัฐในการกล่าวหานักศึกษาว่าเป็นภัยแก่ชาติ กอปรกับการลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของนักศึกษา ทำให้หลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ฝ่ายขวาจึงถูกมองว่ามีความชอบธรรมในการปราบนักศึกษา แต่ในภายหลังข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคือ 'อาชญากรรมแห่งรัฐ' ปรากฏออกมาแก่สาธารณะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เสียงของฝ่ายขวาค่อยๆ เบาลงสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะช่วยให้ฝ่ายนักศึกษามีที่ทางในสังคมมากขึ้น ได้มีโอกาสชี้แจง และร้องขอความยุติธรรม แต่การที่สถาบันที่เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมไทยเป็นผู้สมคบคิดในการก่ออาชกรรมแห่งรัฐนี้ และความที่เหตุการณ์นี้ขัดกับขนบของประวัติศาสตร์ชาติไทย (ที่ถูกนิพนธ์ขึ้นมาใหม่? แนะนำอ่าน Siam Mapped, ธงชัย วินิจจะกูล) โดยมีโครงส่วนหนึ่งว่า ความขัดแยังในราชอาณาจักรไม่เคยเกิด เว้นแต่เป็นการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายเพื่อความมั่นคงในราชอาณาจักร (เราถูกพร่ำสอนสิ่งนี้ผ่านเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยในบทเรียนมาโดยตลอด)ทำให้การออกมาแสดงทัศนะของฝ่ายซ้ายหลังเหตุการณ์จึงเสมือนภาวะน้ำท่วมปาก ไม่สามารถแสดงออกได้เต็มที่ การพาดพิงสถาบันที่เป็นตัวการก็อาจทำให้ถูกต่อต้านจากสังคม หรือแม้กระทั่งอาจจะเกิดอันตรายแก่ตนเองเสียด้วยซ้ำไป ทั้งหมดทั้งมวลนี้การพูดถึง 6 ตุลา จึงมีความอิหลักอิเหลื่ออยู่มาก สังคมเลือกที่จะเงียบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแทน-----ความทรงจำของฝ่ายขวาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นอย่างไร?ความทรงจำของฝ่ายขวามีทั้งที่เปลี่ยนแปลงไปและเหมือนเดิมเมื่อเทียบกันระหว่างหลังจบเหตุการณ์ 6 ตุลา หมาดๆ และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมา 30 ปีโดยส่วนใหญ่คำให้การของฝ่ายขวาในช่วงหลังเหตุการณ์พึ่งจบมักจะมีความสอดคล้องกับ 'ความทรงจำแบบฉบับ' (ความเชื่อ ความเข้าใจของสังคมในช่วงนั้นๆ ต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง) ซึ่งน่าจะมีอิทธิพลต่อความทรงจำส่วนบุคคล (คล้ายกับการถูกปลูกฝังเรื่องราวใดๆ ซ้ำๆ จนเราคิดว่ามันเป็นความจริงและคิดว่านั่นคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราจำได้)แต่บางรายก็มีการให้การในลักษณะที่น่าเหลือเชื่อ ซึ่งน่าจะเกิดจากที่ผู้เล่ามีความรู้สึกว่าตนเองกำลังสร้าง 'วีรกรรม' บางอย่าง เพราะเชื่อว่าตนเองกระทำสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม ดีงาม หรือในอีกกรณีหนึ่งอาจจะเกิดจากการกระทำเพื่อปกป้องตนเองจากอำนาจการสอบสวน โดยการให้ข้อมูลที่ทางรัฐ 'อยากได้ยิน'อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านไปสังคมเริ่มมองเห็นว่าแท้จริงแล้วนักศึกษาคือเหยื่อ ฝ่ายขวาเริ่มถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย ความทรงจำที่ถูกบอกเล่าจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปในบางรายบางรายอาจจะให้ข้อมูลในลักษณะที่เป็นการ 'ปิดทองหลังพระ' หรือ 'น้อยใจ' ต่อสังคม คือเชื่อว่าสิ่งตนทำถูกแต่สังคมเองนั่นแหละที่ไม่เข้าใจพวกเขา นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลว่าบางการกระทำ (ที่ผู้ให้การเห็นว่าผิดจริงๆ) แท้จริงนั้นเรื่องของปัจเจกบุคคล หาใช่เป็นการกระทำโดยความเห็นร่วมกันของคนในกลุ่มสำหรับฝ่ายขวาบางรายให้ข้อมูลว่าเขา 'ถูกหลอกใช้' หรือ 'สถานการณ์พาไป' เขายังบอกอีกว่าเขาแย้งและต่อว่าการกระทำบางอย่างของฝ่ายเดียวกันเสียด้วยซ้ำ บางรายบอกว่าตนเองถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฝ่ายขวา แท้จริงตนเองสนับสนุนนักศึกษามาโดยตลอด แต่ก็มีบางรายเลือกที่จะไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะพบว่าความทรงจำที่ถูกบอกเล่าที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาผ่านไปนั้นน่าจะได้รับอิทธิพลจากแรงผลัก หรือแรงกดดันจากสังคมในห้วงเวลานั้น ว่าสังคมมองเหตุการณ์ 6 ตุลา ในแบบใด-----ข้อสังเกตกรณีทำร้ายศพ แรงจูงใจ ทำเพื่ออะไร?ธงชัยและพวงทอง(ผู้เขียนร่วม) มองว่าการทำร้ายศพกรณี 6 ตุลา มีความคล้ายคลึงกับการประชาทัณฑ์สาธารณะ ในแง่ของการเหยียดชาติพันธุ์ โดยเกิดในกรณีที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมเริ่มรู้สึกว่าอำนาจที่ตนมีอยู่เหนืออีกชาติพันธุ์หนึ่งกำลังถูกสั่นคลอน การประชาทัณฑ์สาธารณะเป็นการแสดงอำนาจเพื่อให้อีกฝ่ายเกรงกลัวในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ได้มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ แต่เป็นความแตกต่างเรื่องความเชื่อสองขั้ว โดยฝ่ายขวามีการพยายามแขวนป้ายให้นักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง เป็นญวณบ้าง ซึ่งสร้างความรู้สึกเป็นภัยต่อต่อขนบ และความเชื่อเดิมที่มานานดังนั้นการทำร้ายศพจึงเป็นพิธีกรรมที่ไม่ได้มองนักศึกษาเป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นเหมือนสิ่งชั่วร้ายอะไรบางอย่าง และเป็นการแสดงศักดาของฝ่ายขวาให้เห็นว่าความเชื่อชุดใดถูกต้อง และใครมีอำนาจเหนือใคร-----เรื่องอื่นๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอ ได้แก่เรื่องเล่าประสบการณ์การจัดกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา ในปี 2539 เกี่ยวกับบรรยากาศ ความรู้สึกในการจัดงาน, เรื่องของครอบครัวของจารุพงษ์ ทองสิน เพื่อนสนิทของผู้เขียน ว่าด้วยเหตุการณ์จินดา ทองสิน ผู้เป็นพ่อที่พยายามสืบหาชะตากรรมของลูกชายตนเอง และสุดท้ายคือบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้เขียนประสบโดยตรงขณะเกิดการล้อมปราบภายในรั้วมหาวิทยาลัย (เป็นบทที่สะเทือนอารมณ์ที่สุด)-----อ่านเล่มนี้จบจะรู้สึกเห็นใจ สงสาร ขบวนการนักศึกษาในปี 2519 อย่างจับใจ และโกรธแค้นกับความป่าเถื่อนและความอยุติธรรมที่รัฐมอบให้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เข้าใจว่าแท้จริงแรงขับในการกระทำของฝ่ายขวา (บางราย) คือการถูกฝังข้อมูลชุดหนึ่งจนเข้าใจว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง และทำให้เราคงต้องมาตั้งคำถามอีกทีว่า แท้จริงความถูกต้องที่เราคิดว่าใช่มาตลอดชีวิต มันยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่หรือThis entire review has been hidden because of spoilers.
Atisak Chuengpattanawadee26 reviews7 followersFollowFollowJune 18, 2020คำในชื่อหนังสือ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง”เป็นคำที่อ่านแล้วสะดุดกึก เป็นการเล่นกับภาษาอย่างชาญฉลาดของอาจารย์ธงชัย ที่สลับคำให้บิดออกไปจากคำที่ใช้กันสามัญทั่วไปนิดเดียวแต่ส่งผลมหาศาลหากสลับไปมา เพื่อดูว่าการสะดุดกับชื่อมันเกิดจากคำชุดไหน ก็จะพบว่า "ลืมไม่ได้" "ลืมไม่ลง" "จำไม่ได้" เป็น 3 คำที่ไม่มีปัญหา แต่พอสลับมาเป็น “จำไม่ลง” กลายเป็นคำที่มีรสประหลาด "จำไม่ได้" กับ "จำไม่ลง" นัยต่างกันมหาศาลพอประกอบร่างเป็น “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” จึงสะท้อนสภาวะอิหลักอิเหลื่อของสังคมไทยต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น สมดังความตั้งใจของผู้เขียนที่อยากจะนำเสนอความอิหลักอิเหลื่อดังกล่าวเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่พูดถึงเหตุการณ์ร่วมสมัยที่ถูกทำให้เงียบงันมา 40 กว่าปีอ่านแล้วไม่รื่นรมย์แน่ๆ ส่วนว่าจะรู้สึกคล้อยตาม เฉยๆ หรือไม่เชื่อ ต่อต้าน ก็น่าจะสุดแล้วแต่จุดยืน ความเชื่อดั้งเดิมของคนอ่าน แต่จะอย่างไร เราก็ยังรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน อย่างน้อยเพื่อเปิดประเด็นการถกเถียงหนังสือประกอบด้วยบทความ 5 บท ( บวกกับภาคผนวกที่ยาวพอสมควร ) ที่เขียนขึ้นต่างกรรมต่างวาระ จึงอาจจะมีเนื้อหาบางส่วนเหลื่อมซ้อนกันอยู่อาจารย์ธงชัยแสดงให้เห็นถึงความแหลมคมในการตั้งประเด็นและการหาคำตอบอย่างชาญฉลาดและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก แม้อาจจะมีบางส่วนที่อ่านแล้วไม่เห็นด้วย ไม่คล้อยตาม แต่ก็ควรค่าต่อการอ่านอยู่ดีบทที่ชอบและสะเทือนใจที่สุดคือบทที่ 3 ตามหาลูก: จดจำและหวังด้วยความเงียบ ที่เล่าถึงการตามหาจารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษาที่ถูกฆ่าในเช้าวันนั้นของจินดา และลิ้ม ทองสินธุ์ ผู้เป็นพ่อแม่ บทนี้เล่าถึงความยอกย้อนของ "การพยายามค้นหาความจริง" กับ"ความพยายามที่จะไม่รู้เพื่อรักษาความหวัง" อาจารย์ธงชัยเขียนบทนี้ด้วยจริยธรมของการเปิดเปลือยและวิพากษ์วิจารณ์ตนเองอย่างกล้าหาญ เป็นตัวอย่างชั้นดีของการเรียนรู้ว่าจริยธรรมของการทำงานวิชาการอาจจะไม่ใช่แค่ความเป็นกลางในการศึกษา เพราะเรื่องบางเรื่องไม่มีวันที่จะเป็นกลางได้ หากแต่การเปิดเผยตัวตนและสะท้อนย้อนคิดต่อตนเองอย่างถึงแก่นต่างหากที่คือจริยธรรมที่น่านับถือหลายคนอาจบอกว่า เหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้ว จะมารื้อฟื้น เปิดบาดแผลกันอีกทำไม แต่ก็ตามที่ธงชัยบอก การตีเนียนให้มันเงียบหายไปตามกาลเวลามันก่อให้เกิดภาวะอิหลักอิเหลื่ออย่างที่แกว่า สรุปว่าเป็นหนังสือที่อยากชวนอ่านกัน ถึงแม้อ่านแล้วอาจจะก่อกวนจิตใจอย่างหนักก็ตาม เพราะความเงียบในบางเรื่องอาจจะจำเป็นต้องถูกทำลายเสียที
ตรัง สุวรรณศิลป์Author 2 books9 followersFollowFollowOctober 9, 2021เป็นหนังสือบันทึกเหตุการณ์การสังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาซึ่งไม่ได้เขียนจากมุมของนักศึกษาในวันนั้น เท่านั้นแต่ยังรวมถึงบทสัมภาษณ์ของกลุ่มกระทิงแดง ทหาร และ คนทั่วไปว่าแต่ละคนมองย้อนกลับไปมองวันนั้นอย่างไรหนังสือยังได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของมุมมองของสังคมต่อเหตุการณ์วันนั้นจากที่เคยเป็นเหตุการณ์ของความภูมิใจของใครบางคน เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นเรื่องอิหลักอิเหลื่อ ที่หลายคนไม่อยากยอมรับว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ฝั่งคนชนะ วันนี้บ้างก็ว่าตัวเองโดนหลอกใช้ บ้างก็ว่าตัวเองเป็นแพะของเหตุการณ์ บ้างก็ยังภูมิใจ หลักๆก็ก็อธิบายว่ามันเป็นความจำเป็นของสถานการณ์ โดยลืมหลักการพื้นฐานไปว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องทำขนาดนี้.แต่ยังไงนักศึกษาและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยก็เป็นผู้พ่ายแพ้อยู่ดีแม้แต่ชื่อ สังคมก็ยังเรียกวันนี้ว่า 6 ตุลา เฉยๆ ทั้งที่มันคือวันสังหารหมู่.เรื่องที่เศร้าที่สุดที่ได้อ่านคือบันทึกของพ่อแม่ ที่ตามหาลูกที่หายไปจากวันนั้นเป็นเวลา 20 ปีเศร้ามาก เศร้าจนน้ำตาซึม.เป็นหนังสือที่บันทึกได้ดีมากนะ อยากให้ลองอ่านกันดีและสะเทือนใจ จนต้องหยุดอ่านต่อเป็นระยะๆ หนังสือ 300 กว่าหน้า อ่านจบได้ไม่นาน เพราะเพลินและมีหลายจุดให้ฉุกคิดสะเทือนใจมาก มากจนไม่รู้บรรยายยังไง
Benya K2 reviews1 followerFollowFollowOctober 24, 2021หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เป็นแว่นขยายที่ซูมเข้าไปในเหตุการณ์ 6 ตุลาเพื่อความทรงจำที่เกิดขึ้นในระดับปัจเจกของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ทั้งตัวอาจารย์ธงชัยเอง ญาติพี่น้องของนักศึกษา และฝ่ายขวาที่เป็นฝ่ายปราบปรามนักศึกษา โดยแว่นขยายนี้เหมือนมองผ่านเลนส์ของอาจารย์ธงชัยอีกที เลยทำให้มีการใส่การวิเคราะห์ ความเห็น และความรู้สึกร่วมส่วมตัวลงไปด้วยในระดับหนึ่งถึงเนื้อหาจะเน้นหนักไปที่การพรรณนาความรู้สึกและความทรงจำของแต่ละบุคคลที่เกิดขึ้น แต่หนังสือมี main idea หลักอันหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งคือ "ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง 6 ตุลา?" ที่อาจารย์ธงชัยได้แทรกไว้แบบเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละบท ซึ่งเนื้อหาหนังสือจะค่อยๆ build up ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาพีคสุดและขมวดจบในบทสุดท้ายของเล่ม ถือว่าเรียงลำดับการเล่าเรื่องได้ดีเลยค่ะ This entire review has been hidden because of spoilers.
Pisut19 reviews1 followerFollowFollowJune 25, 2024เป็นงานที่เปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณของนักประวัติศาสตร์ อาจารย์ธงชัยไปนั่งสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากคนที่ครั้งหนึ่งเคยไล่ฆ่าพวกตน เพื่อให้ได้ข้อมูลมาเขียน แน่กว่านักข่าวอีก!นี่คือหนังสือที่พูดความจริงเกี่ยวกับ 6 ตุลา อย่างครบถ้วนและถูกต้องที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ในเล่มนี้ธงชัยรวบรวมเรื่องราวและหลักฐานเกี่ยวกับหกตุลาทั้งจากฝ่ายเหยื่อ อย่างบันทึกควา���ทรงจำของนักศึกษา ฝ่ายไล่ฆ่า อย่างคำให้การของกระทิงแดง และฝ่ายผู้สังเกตการณ์อย่างสื่อต่างๆ
Tanan234 reviews47 followersFollowFollowFebruary 2, 2021อ่านแล้วหดหู่ สะเทือนอารมณ์ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเกิดการฆ่ากลางเมืองแบบไร้มนุษยธรรมกันถึงขนาดนี้เลยหรือเป็นความจริงที่โหดร้าย เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากจำ อ่านไปถึงกลางทางแล้วรู้สึกจริง ๆ ว่าชื่อหนังสือเหมาะจริง ๆ "ลืมไม่ได้ จำไม่ลง"หนังสือมีคุณค่าในแง่ประวัติศาสตร์ที่เหมือนผู้คนจงใจลืมสมควรอ่านเพื่อย้ำเตือนสังคมว่า เราจะไม่พาประเทศนี้ไปสู่จุดนั้นอีก
Fai C. -156 reviews8 followersFollowFollowDecember 29, 2020เจ็บปวดและขมขื่นมาก ต้องค่อยๆอ่านThis entire review has been hidden because of spoilers.
Gift C18 reviews5 followersFollowFollowOctober 25, 2020“สังคมไทยต้องการความจริงจริงๆหรือ หรือความสงบและสันติสุขของสังคมจะอยู่ได้ด้วยการเพิกเฉยและออกห่างความจริง”หนังสือเล่มนี้พยายามทำความเข้าใจเหตุการณ์สังหารหมู่ธรรมศาสตร์ผ่านการศึกษาเรื่อง “ความทรงจำ” ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ทั้งผู้กระทำฝ่ายถูกกระทำ รวมถึงครอบครัวของเหยื่อผู้เขียนได้พาไปวิเคราะห์ดูว่าแต่ละฝ่ายให้ความหมายของอดีตจากปัจจุบัน*อย่างไร ความทรงจำในอดีตของทุกฝ่ายเหมือนหรือแตกต่างกันจากปัจจุบันอย่างไรบ้าง (*ปัจจุบันในที่นี้คือประมาณ 20-30 กว่าปีหลัง 6 ตุลา พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางค่านิยม วาทกรรม และอุดมการณ์ทางการเมืองในไทย) ผู้เขียนใช้ข้อมูลผลการชันสูตรพลิกศพและคำให้การของพยานต่อตำรวจที่อ้างอิงจากเอกสารคดี 6 ตุลา ณ หอจดหมายเหตุสำนักงานอัยการสูงสุด การสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ไม่ได้มีแค่การสังหารคนจากอาวุธสงคราม แต่ยังมีการทำร้ายคนและศพด้วยวิธีอัปลักษณ์ต่างๆ จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชองต่อการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี้ ไม่มีการ(แม้แต่พยายาม)จะสืบหาผู้สั่งการ เพราะเพดานทางสังคมที่ไม่มีใครกล้าแตะ สังคมไทยจึงยินยอมพร้อมใจปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้ผ่านไปโดยไม่เคยคืนความยุติธรรม(และการเยียวยาใดๆ)ให้เหยื่อและครอบครัวแม้เพียงสักนิดเดียว2020