Jump to ratings and reviews
Rate this book

4 ปี นรกในเขมร

Rate this book
เรื่องราวของ "4 ปี นรกในเขมร" ปรากฏแก่สายตาชาวโลกครั้งแรกทางโทรทัศน์เอ็นเอชเค. แห่งประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ.2522 และพิมพ์เป็นหนังสือในปีถัดมา จนกระทั้งปี 2526 ได้มีการแปลเป็นภาษาไทยลงพิมพ์ในนิตยสารกะรัต หนังสือเล่มนี้ เป็นที่น่าสนใจอย่างกว้างขวาง ในบรรดานักอ่าน นักวิจารณ์ นักการฑูต นักการศึกษา และแม้แต่นักการทหาร ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า สถาบันการศึกษาวิชาทหาร ได้ใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบการศึกษา ของนักศึกษามานานหลายปีแล้ว เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่ง

สงครามภายในประเทศกัมพูชา ดูเหมือนจะเจรจาสงบศึกกันได้ และกำลังเตรียมการฟื้นฟูประเทศ ภายหลังจากที่ได้ต่อสู้ทำลายล้างทั้งชีวิตผู้คน และทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญ ขนบประเพณี เศรษฐกิจ และรวมทั้งความเป็นมนุษยชาติของเขมรเอง แต่ภาพที่เคยปรากฏและเกิดขึ้นนั้น คงจะไม่จางหายไป จากความรู้สึกของผู้ประสบชะตากรรม และคนรุ่นหลัง บันทึกของสตรีภริยานักการฑูตฉบับนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของชาวโลก เป็นโศกนาฏกรรมที่เขียนขึ้น จากเลือดเนื้อและชีวิต ซึ่งคนในชาติไทยควรศึกษา เรียนรู้

264 pages

First published January 1, 1983

26 people are currently reading
357 people want to read

About the author

Yasuko Naitō

1 book4 followers
内藤泰子

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
128 (58%)
4 stars
68 (30%)
3 stars
19 (8%)
2 stars
1 (<1%)
1 star
4 (1%)
Displaying 1 - 30 of 32 reviews
Profile Image for ดินสอ สีไม้.
1,070 reviews179 followers
January 22, 2020
บันทึกเรียบง่าย ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิต 4 ปี ที่ยากลำบาก
ของครอบครัวครอบครัวหนึ่ง.. ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง
ในช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคอมมิวนิสต์

อ่านหนังสือสงครามกี่ครั้ง
ประชาชนก็ยังคงเป็นผู้ทุกข์ตรมเสมอมา
ยิ่งไปอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น
ยิ่งมองเห็นว่า การกระทำของผู้มีอำนาจเหล่านั้น
ไม่เคยมองเห็นหัวประชาชนเลย
Profile Image for top..
510 reviews116 followers
March 3, 2019
ถ้าทราบถึงภาพรวมของสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาช่วงกลางยุค 70 มาก่อนจะเข้าถึงสิ่งที่บันทึกเล่าได้มากขึ้น จากภาพมุมสูง คุณยาสึโกะผู้ (แอบ) จดบันทึกพาเราสลับกลับมาเป็นมุมมองระดับสายตา เป็นพยานต่อการเอาชีวิตรอดภายใต้หนทางที่รัฐบอกว่าจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

"การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์" อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องจากมุมมองของแต่ละฝ่าย หากแต่รายละเอียดเส้นทางสู่เป้าหมายดังกล่าวจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่นั้น นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างจากเสียงเล็กๆ หลายเสียงที่เราควรศึกษาและให้ความสำคัญกันครับ
Profile Image for panuchread.
118 reviews102 followers
November 27, 2023
หลังๆ นี้เราเพิ่งค้นพบตัวเองว่าชอบอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์ (จริงๆ คงชอบมานานแล้วแต่เพิ่งระลึกได้ 🥹 เพราะหนังสือเล่มโปรดก็เป็น historical fiction อยู่หลายเล่ม) แต่ยังไม่เคยขยับไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่เป็น non-fiction จริงๆ จังๆ สักที

เล่มนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นเล่มแรก (เท่าที่จำได้) แต่ด้วยความที่มันเป็น memoir ก็เลยอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องนั่งเรียงไทม์ไลน์หรือจำชื่อบุคคลต่างๆ ให้วุ่นวาย

4 ปี นรกในเขมร ถูกเขียนขึ้นโดยหญิงชาวญี่ปุ่นชื่อ “ยาสึโกะ” ซึ่งมีสามีเป็นนักการทูตชาวเขมร ยาสึโกะเกิดในตระกูลที่ดี การศึกษาดี ชีวิตดี ถือเป็นอีลีตคนนึงได้เลย แต่เพราะดันอยู่ในเขมรช่วงที่มีสงครามเขมรแดงพอดี ก็เลยทำให้ทั้งครอบครัวต้องอพยพจากเมืองหลวงไปอยู่ตามป่าตามเขา เจอโรคภัย เจอความแร้นเค้น และแม้แต่ในภาวะสงครามก็ยังมิวายเจอคนประสาทแดก คอยจิกกัดกลั่นแกล้งแซะกันเหมือนในละครหลังข่าว และแน่นอนว่าสปีชีส์ชายแทร่ก็ถือกำเนิดขึ้นแล้วเช่นกัน ก็เลยเต็มไปด้วยชายแทร่หญิงแทร่มนุดป้ามนุดลุงมากมาย

คืออ่านเรื่องความลำบากในภาวะสงครามก็หดหู่พออยู่แล้ว พอมาเจอคนสันดานเสียโดยเนื้อแท้ก็ยิ่งทำให้หดหู่และหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก แบบอะไรวะเนี่ยยยย แต่ยังดีที่ยาสึโกะเจอคนดีๆ คนมีน้ำใจมากกว่า มีมิตรแท้ที่คอยช่วยเหลือกันให้แต่ละวันมันผ่านพ้นไปได้

ในอีกแง่หนึ่งเราก็เข้าใจคนที่ประสาทแดก (แบบที่ไม่ใช่จากสันดาน) เพราะสถานการณ์มันแย่จริงๆ ไม่แปลกที่คนจะคลั่ง จะเสียสติ ไม่แปลกที่คนดีๆ จะกลายเป็นคนขี้ขโมยและเห็นแก่ตัว (ในเล่มมีโควทที่พูดถึงประเด็นนี้ด้วย ดี) ดูไว้ได้เลยว่าสงครามให้อะไรกับประชาชน

ยาสึโกะแอบเขียนบันทึกนี้อย่างลับๆ ตลอด 4 ปีที่ใช้ชีวิตในประเทศที่กำลังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างดุเดือด ขยับตัวทำอะไรนิดหน่อยก็เสี่ยงโดนจับโดนฆ่า เรานับถือมากที่ยาสึโกะสามารถเขียนและเก็บรักษาบันทึกนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง ทำได้ไง นอกจากสงครามและความชั่วร้ายของเขมรแดงแล้ว มันยังเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่เขมรพยายามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว บังคับให้ประชาชน (ที่แทบจะเหมือนนักโทษอยู่ร่อมร่อ) ทำงานและอยู่กินกันแบบคอมมิวนิสต์โมเดล เงินไม่มีความหมายอะไรเลย คนแลกเสื้อผ้ากับของกิน แลกของกินกับยา แลกยากับเสื้อผ้า วนลูปไปมา วันดีคืนดีทหารก็บุกมายึดสมบัติไป ห้ามใครมีอะไรเก็บไว้กับตัว สั่งให้ย้ายบ้านก็ต้องย้าย สั่งให้ไปตายก็ต้องไป

รวมๆ มันคือหนังสือที่ถ่ายทอดความหดหู่ขมขื่นออกมาได้แบบไม่ฟูมฟายอีกแล้ว พูดเรื่องดินฟ้าอากาศ พูดเรื่องอาหารการกิน งานที่ทำ คนที่พบเจอ บางวันก็รำพึงรำพันพระจันทร์สวย คิดถึงอาหารญี่ปุ่น ฝันถึงลูกถึงผัว ฯลฯ คือเล่าไปเรื่อยๆ จริงๆ ความสุนทรีย์ไม่กี่อย่างที่พอจะจับได้คือการที่ยาสึโกะได้คุยกับคนดีๆ ถูกคอ มีร้องรำทำเพลงบ้าง กับวันนั้นได้กินของอร่อย แต่คิดอีกทีที่มันอร่อยเพราะมันต้องอร่อยมั้ย ของกินมันมีแค่นั้น อึ่งอ่างอร่อย ตะขาบอร่อย แมงมุมอร่อย เพราะมันก็ดีกว่ากินน้ำข้าวเปล่าๆ รึเปล่า

พอเจอหนังสือรสชาติแบบนี้ทีไรมันจะทำงานกับเรามาก เราไม่ถูกยัดเยียดให้รู้สึก แต่ความรู้สึกมันเคลื่อนที่ไปเอง บันทึกของยาสึโกะเต็มไปด้วยข้อความสั้นๆ บางวันมีแค่บรรทัดเดียว แต่อ่านแล้วโคตร deep ยังไม่ทันจะเศร้ากับวันนี้เสร็จ เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ถาโถมเข้ามาแล้ว แค่อ่านเรายังรู้สึกว่าไอเหี้ย มนุษย์เรามันอยู่แบบนี้กินแบบนี้ได้จริงหรอวะ แล้วผู้คนที่เผชิญกับสภาวะเหล่านั้นจริงๆ ล่ะ อ่านแล้วเกลียดสงครามมากๆ เพราะคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
Profile Image for Puppybluesea.
63 reviews8 followers
January 13, 2014
เป็นหนังสือเก่า หาอ่านยาก(คงไม่มีพิมพ์แล้ว) บังเอิญเจอที่ร้านขายกาแฟ แต่มีหนังสือเยอะแยะมากมาย ประดุจห้องสมุด ชื่อร้าน คอฟฟี่ มอนิ่ง ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน หนังสือปันกันอ่านเยอะแยะ เห็นชั้นวางหนังสือแล้วไม่อยากไปไหนเลย สรุป วันนั้นนั่งอ่านหนังสือจิบกาแฟทั้งวัน อากาศก็ดี(ไม่เห็นเกี่ยวกะเขมรเลย ฮ่าๆ)
ได้ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านดูเพราะเพิ่งไปเที่ยงนครวัดมา ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าเหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดได้แค่ 30 ปีที่แล้ว เจ้าของเรื่องเป็นหญิงญี่ปุ่น แต่งงานกับนักการฑูตกัมพูชา เพิ่งย้ายกลับมาอยู่พนมเปญหลังสามีเกษียณอายุ หลังเขมรแดงบุกพนมเปญ ชีวิตของเธอน่าสงสารมาก อ่านแล้วหดหู่ใจ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์ทำร้ายกันเองได้ขนาดนี้
Profile Image for Natt.
924 reviews
August 11, 2025
เราอ่านฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2539 โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ซื้อเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และหยิบมาอ่านในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นปีที่ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน 'คุกตวลสเลง' และ 'ทุ่งสังหารเชิงเอก' เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
บันทึกสั้น ๆ ระยะเวลา 4 ปี จากวันที่ผู้เขียนเดินทางออกจากเมืองพนมเปญ บอกเล่าให้เราเห็นความยากลำบาก ทั้งระหว่างเดินทาง อาหารการกินแบบปันส่วน เสียงปืน และน้ำใจในระหว่างผู้อพยพด้วยกัน
เวลาบรรยายถึงอาหารการกิน .. มันรันทดใจมากจริง ๆ โชคดีที่เธออดทน รอดชีวิตจนได้เผยแพร่บันทึกเรื่องราวนี้ต่อชาวโลก
Profile Image for ☆D•E•A•R☆.
46 reviews1 follower
June 13, 2020
ร้องไห้ หวาดกลัว และสงสารทั้งเล่ม แต่เหนืออื่นใด แม้แต่ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังพบความเอื้อเฟื้อ และความดี ในตัวมนุษย์
Profile Image for namsai.
15 reviews2 followers
March 5, 2024
สงครามเขมร คือหนึ่งในสงครามที่ทำเราหดหู่มากทึ่สุดเลยอะ น่าจะเพราะใกล้ตัว ทำให้เราอ่านไปไม่เท่าไหร่ก็ร้องไห้ สงสารชะตากรรมของทุกคนที่ต้องตายเพราะความบ้าอำนาจของคนหยิบมือเดียว
.
เล่มนี้คือบันทึกจริงของ ยาสึโกะ ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นที่ได้สามีเป็นนักการทูตชาวเขมร -โศ ทันลัน มีลูกด้วยกัน และอาศัยในกรุงพนมเปญ คือ ยาสึโกะ เป็นคนที่ร่ำรวย มีอันจะกิน ลูกบางคนเป็นหมอ สามีก็เป็นนักการทูต มีเส้นสายกับคนใหญ่คนโตมากมาย มีบ้านใหญ่โตในเมืองหลวงอย่างพนมเปญ (ซึ่งคนเหล่านี้คือเป้าหมายหลักของกลุ่มเขมรแดง เดี๋ยวจะพูดถึงข้างล่าง) แต่พอเขมรแดงเข้ายึดอำนาจ ยาสึโกะ ต้องสูญเสียทุกอย่าง เสียลูก เสียสามี เสียอิสรภาพ เกือบจะตายแล้วด้วยซ้ำถ้าชาวบ้านไม่ช่วยดูแล ตามความเป็นจริงแล้วยาสึโกะกับลูกอีกคนที่ถือสัญชาติญี่ปุ่นสามารถลี้ภัยกลับประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ยาสึโกะไม่ไปเพราะอยากอยู่กับสามีและลูกที่เหลือ (fact คือ ผู้หญิงเขมรที่มีสามีเป็นชาวต่างชาติสามารถลี้ภัยไปได้พร้อมสามี แต่ถ้าเป็นผู้ชายชาวเขมรมีภรรยาเป็นชาวต่างชาติจะไม่สามารถตามไปด้วยได้ ครอบครัวยาสึโกะเป็นอย่างหลัง)
.
ฉากที่ทำเราโฮรเป็นเผาเต่าในตอนตี 2 คือตอนที่เขมรแดงเข้ายึดพนมเปญ ไล่ให้ทุกครอบครัวออกจากพนมเปญให้เร็วที่สุด พอครอบครัวยาสึโกะออกรถไปได้สักพักเกิดเป็นห่วงบ้านขึ้นมา เลยแอบวนกลับไปที่บ้านก่อน โศทันลันกลับไปรดน้ำต้นมะพร้าวที่เพิ่งเอามาปลูก ส่วนยาสึโกะเอาเนื้อมาคลุกกับข้าวให้กับสุนัขที่เลี้ยงไว้ คือไม่มีใครรู้เลยว่าจะไม่มีใครได้กลับบ้านอีกแล้วอะ เราเคยดู ‘เมื่อพ่อของฉันถูกฆ่า‘ ซึ่งดำเนินเรื่องผ่านเด็กหญิงชาวเขมรซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังโตกลางพนมเปญ เด็กคนนี้ก็จะมองทุกอย่างด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ก่อนจะออกจากบ้านก็ขอเอาชุดกระโปรงตัวเก่งไปด้วยได้ไหม คือคนเหล่านี้ทำผิดอะไรนักหนา
.
พูดถึงเขมรแดงนิดนึง คือคนกลุ่มนี้เป็นคอมมิวนิสต์ที่อยู่ใต้จีนอีกที มีความเชื่อว่าโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนายทุนในโลกทุนนิยม แต่ขับเคลื่อนได้โดยกลุ่มคนชนชั้นกรรมาชีพ เลยพยายามจะจับตัวคนที่เป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมทั้งนักแสดง หมอ ครู ศิลปิน ชนชั้นสูง คนรวย คนที่อาศัยอยู่ในพนมเปญ รวมถึงคนที่ใส่แว่นให้ลงมาทำงานเกษตรเยี่ยงชนชั้นกรรมาชีพให้หมดอย่างเท่าเทียมกัน (ซึ่งเขมรแดงบุกพนมเปญในวันที่ 17 เมษา เพราะถือเป็นวันปีใหม่ของกัมพูชา เหมือนว่าเขมรแดงต้องการที่จะรีเซ็ทประเทศใหม่หมด) ดังนั้นคนที่ตายในยุคเขมรแดงคือตายเพราะทำงานหนัก ตายเพราะอดอยาก ส่วนที่เหลือก็ถูกพาไปสังหารไม่ว่าจะในทุ่ง(ที่เรียกกันว่าทุ่งสังหาร) หรือเอาไปขังคุกที่ไม่มีวันได้ออกอย่างตวลเสลง
.
🥥 ขออธิบายคร่าว ๆ ว่าสงครามเขมรนี้คือสงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็นที่โลกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือ 1.เสรีนิยม นำโดยอเมริกา 2.คอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียต แต่ในเอเชียออกเฉียงใต้มันจะซับซ้อนกว่านั้นคือไอ้คอมมิวนิสต์มันแตกกันเอง เพราะแนวทางการเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ตรงกัน (จีนให้บูชาตัวบุคคล -เหมาเจ๋อตง แต่ของโซเวียตหลังจากสตาลินตายก็ไม่อยากให้บูชาตัวบุคคลอีกแล้ว ก็เลยตีกัน อเมริกาก็ตัวเสี้ยมอันดับ 1 ไปเข้ากับจีนให้มันจบ ๆ เพราะชั้นก็ไม่ชอบหน้าโซวียตอยู่ละ ศัตรูของศัตรูคือมิตร อะไรเทือกนั้น) ประกอบกับตอนนั้นการเมืองในเขมรค่อนข้างที่จะระส่ำระสาย เพราะนโรดมสีหนุ ที่เคยเป็นกษัตริย์ลงมาเล่นการเมืองและกำลังจะสูญเสียอำนาจ ผู้นำหลักของเขมรแดงอย่างพอลพตก็มีความสัมพันธ์อันดีกับเหมา เจ๋อตง มันก็เลยมีการยื่นหมูยื่นแมวกันระหว่างกลุ่มเขมรแดงกับจีน
.
🥥 จากที่นโรดมเป็นคิง -> สถาปนาตัวเองเป็นนายก -> เสียอำนาจ ประกอบกับโซเวียตกับจีนไม่ถูกกัน อเมริกาก็เลยอาศัยจังหวะนี้ไปเข้ากับจีนเพื่อที่จะได้มีอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -> นโรดมหาทางขึ้นอำนาจใหม่โดยการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา aka เขมรแดง -> นโรดมดันสนิทกับจีนเลยยื่นหมูยื่นแมวกับจีน ว่าจีนสามารถมีอิทธิพลในกัมพูชาได้โดยการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ใต้ดินของกัมพูชา (เขมรแดง) แต่ต้องแลกกับการให้นโรดมกลับมามีอำนาจอีกครั้ง (คอมมิวนิสต์เกลียดพวกชนชั้นสูง อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ไปไม่ได้กับการมีอยู่ของราชวงศ์ แต่ก็ดีลกันได้ สรุปคือไร) -> ตอนนั้นพอลพตที่นำเขมรแดงก็สนิทกับเหมาเจ๋อตง เลยโอเค สรุปก็คืออุดมการณ์ทางการเมืองก็เป็นแค่เครื่องมือที่ใช้แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่แค่นั้น ส่วนคนที่ต้องมาทนทุกข์ทรมานคือประชาชน
.
⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ที่สำคัญคือคนที่กระทำความผิดทั้งหมดไม่ว่าจะพอลพต นโรดม หรือใครก็ตามที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้เอามาลงโทษตามกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น แก่ตายไปซะอย่างนั้น รวมทั้งตอนที่พอลพตลี้ภัยมาที่ชายแดนไทย ไทยก็อารักขาพอลพตอย่างเต็มกำลัง เพราะไทยรักอเมริกา อเมริการักจีน จีนรักเขมรแดง ไทยเลยรักเขมรแดงด้วย🙄 หรือแม้กระทั่งนโรดมก็ได้กลับมาครองราชย์อีกครั้งด้วยซ้ำ หดหู่กว่าเดิม
.
สงครามไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับใครเลยอะ ไม่ว่าจะสงครามโลก สงครามเย็น สงครามตัวแทน แต่โลกก็ยังไม่เรียนรู้ ปัจจุบันก็ยังมีสงครามอยู่ดี ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ตายลงทุกวัน
Profile Image for Nuttawat Kalapat.
686 reviews47 followers
November 27, 2020
4 ปีนรกในเขมร
ผู้เขียน ยาสึโกะ นาอิโตะ
ผุ้แปล ผุสดี นาวาวิจิต
สำนักพิมพ์: ผีเสื้อ
.
.
.
จุกอก ทรงพลัง เรียล อ่านแล้วหดหู่ สะเทือนใจกว่าที่คิดครับ ความหดหู่ในเรื่องมันมากกว่าชื่อหนังสือด้วยซ้ำ อยากจะแนะนำว่า "ต้องอ่าน" ผู้แปลแปลดีมากไม่ผิดหวังอยู่แล้ว
เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันจริงซะยิ่งกว่าจริง
.
.
บันทึกตลอด 4 ปีของ ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของฑูตชาวเขมร
ทั้งสองอาศัยอยู่กับครอบครัวในเขมร ในเมืองหลวงที่ร่ำรวย
ในช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคอมมิวนิสต์
(ยุคสมัยจอมพลพอลพต)ช่วง 2518 เป็นต้นไป
ครอบครัวจึงโดนไล่ บังคับ ระหกระเหินออกมาภายใต้การควบคุมของทหาร
ทำให้เราเห็นเต็มๆ ตา ว่า คอมมิวนิสต์ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงได้แค่ไหน
จากคนที่เคยอยู่สูงที่สุดกลับมาซวยขนาดนี้ได้อย่างไร
.
มนุษย์คนนึงจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายสุดๆได้แค่ไหน ต้องใช้พลังใจมากแค่ไหน ทนทุก��์ยังไง ปรับตัวยังไง เล่มนี้บอกได้
.
ยกตัวอย่างความซวยและความโหด + เกร็ดความรู้ (สปอยนะครับ)
- พ่อ ลูกทั้งสอง ตาย หมด
- จากที่เคยกินหรู หมา แมว หนูนา กบ เขียด งู เสือ ตะขาย แมงป่อง เธอต้องกินหมด
- คาดว่าชาวพนมเปญกว่า 3 ล้านคนที่ถูกกองทัพขับไล่
- แรงงานสมัยนั้น ถ้าเป็นเด็ก 10 ขวบก็ถูกเกณฑ์ไปทำถนน โตมาหน่อยก็ให้ไปถางป่า แก่หน่อยก็มุงหลังคา เลี้ยงไหม ทำยาสูบ ดำนำ
- มีคนตายเพราะโรคท้องร่วง โรคมาลาเรีย โรคขาดสารอาหารเยอะมาก
- ถ้าขี้เกียจทำงานก็จะโดนเฆี่ยนด้วยแส้
- ทุกคนห้ามมีทรัพย์สมบัติส่วนตัว ทหารจะยึดไปหมด (ตามระบอบคอมมูนิสต์)
- ระบบการใช้ชีวิตใช้การแลกเปลี่ยนของอย่างเดียว เช่น กางเกงและเกลือ เกลือแลกข้าว ข้าวแลกน้ำตาล แรงงานแลกอาหารเป็นต้น
- - ข้อสังเกตุของผมคืออาหารเขมรคล้านอาหารอีสานบ้านเรานี่แหละ ่น ยำงู แกงไข่มดส้ม ตำแตงกวา ปลาร้า หนุย่าง ต้มเสือปลา คางคก ๆลๆ
-
-
-
.
.
แต่ในมุมร้ายก็อาจจะเห็นมุมดีของเพื่อนมนุษย์ที่เผชิบชะตากรรมร่วมกัน
.

.
ความเห็น
- เป็นบันทึกที่ตรงไปตรงมาเรียบง่าย อ่านเข้าใจง่าย
- ความสะเทือนใจมีสูง
- ทำให้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์และการเมืองมากขึ้นอย่างแรง
- ถ่ายทอดเรื่องราวอันเลวร้ายของมนุษย์ที่ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ดี แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดความโหดลึก ไม่งั้นจะโหดเกิน
- และต้องรำพึงว่าเขมรอยู่ติดบ้านเรานี่เอง และอดีตส่งผลต่อปัจจุบันเสมอ
.
.
.
10/10 เท่านั้นควรอ่านอย่างยิ่ง
Profile Image for Bo.
11 reviews145 followers
July 2, 2016
เวลาอ่านงานที่พูดถึงการต่อสู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ เรามักจะได้เห็นความกระจิ๊ดริดของคนที่ขึ้นอยู่กับความปรานีของธรรมชาติ แต่เวลาอ่านงานที่พูดถึงการต่อสู้ระหว่างคนกับคน(ที่มีอำนาจ) มันเปลือยความโง่เขลาและป่าเถื่อนของคนออกมาหมด ชีวิตคนขึ้นอยู่กับความปรานีของคนด้วยกันเอง และการจบชีวิตโดยธรรมชาติก็อาจเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาที่สุด

ขอให้คุณยาสึโกะ ครอบครัว และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เช่นนี้ทุกท่านมีความสุขบนท้องฟ้าค่ะ
Profile Image for Alreliyano anuchala headchalah.
1 review2 followers
July 4, 2017
เมื่อพอลพตผู้นำเผด็จการคอมมิวนิสต์ในเขมรต้องการที่จะล้มล้างสังคมเดิมเพื่อเปลี่ยนเป็นสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์ บันทึกของยาสึโกะ นะอิโตะสาวญี่ปุ่นภริยาท่านทูตกัมพูชาฉบับนี้ที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อนำมาแปลไทย โดยคุณผุสดี นาวาวิจิต ซึ่งผู้เขียนบันทึกได้เล่าถึงสภาพแท้จริงที่เกิดขึ้นในรอบ4ปีที่ทั้งตนและครอบครัวต้องตกระกำลำบาก และอีกหลายๆชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ด้วยความหดหู่ สะทกสะเทือนใจ
ถือได้ว่างานชิ้นนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาได้ดีอีกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
Profile Image for Kriengkrai Thawechotkitcharoen.
45 reviews3 followers
November 3, 2019
บันทึกเรื่องราวของยาสึโกะ นะอิโตะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นในตระกูลขุนนางซึ่งแต่งงานกับนักการทูตชาวกัมพูชา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เขมรแดงซึ่งนำโดยพล พตเข้ายึดครองประเทศทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพจากกรุงพนมเปญตามคำสั่งของทหาร และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนเธอก็ต้องพบกับชะตากรรมอันน่าเศร้าเมื่อสมาชิกในครอบครัวที่เธอรักต่างทยอยเสียชีวิตไปจนหมดจากโรคภัยและความอดอยาก เริ่มจากลูกชายคนโต ลูกชายคนเล็ก ลูกเลี้ยง และสามีของเธอ ทำให้เธอต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพังโดยมีความหวังเพียงอย่างเดียวคือการหาทางกลับประเทศญี่ปุ่นให้ได้

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้จบรวดเดียวภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงอ่านไปก็หดหู่ไปและสงสารกับชะตากรรมของยาสึโกะ นะอิโตะที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักทั้งหมดภายในไม่กี่เดือนหลังเขมรแดงเข้ายึดครองประเทศ ที่สำคัญตลอดทั้ง 4 ปีเธอต้องเผชิญกับเรื่องราวอันแสนเศร้ามากมาย ชีวิตพลิกผันจากภรรยานักการทูตที่มีชีวิตหรูหราเคยแม้กระทั่งการได้มีโอกาสโดยสารเครื่องบินลำเดียวกับเจ้านโรดม สีหนุ แต่ชีวิตกลับต้องมาขาดอิสรภาพ ต้องระหกระเหินย้ายที่อยู่ตามคำสั่งของทหาร ต้องทำงานหนักเพื่อรับแบ่งสรรปันส่วนอาหารที่แทบจะไม่พอยาไส้ตามลัทธิคอมมิวนิสต์ จนเธอต้องเอาของมีค่าที่ติดตัวมาไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องประดับมาแลกกับข้าวสารและอาหารจากชาวบ้าน จนเมื่ออาหารการกินขาดแคลนเธอก็ต้องกินอาหารตามมีตามเกิดที่เธอแทบจะไม่เคยคิดว่าจะได้กินในชีวิตนี้เพื่อประทังชีวิตให้รอดพ้นให้ได้ทั้งหมา แมว หนูนา กบ เขียด งู ฯลฯ ขณะเดียวกันด้วยความบีบคั้นของสถานการณ์บางครั้งเธอก็ต้องเผชิญกับสันดานมนุษย์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำกับคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันได้ลงคอ

อย่างไรก็ตามในท่ามกลางความเลวร้ายต่างๆนานา หลายครั้งเธอก็ได้รับน้ำใจจากชาวบ้านที่ช่วยเหลือเธอ เช่น การแบ่งสรรอาหารมาให้รับประทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งก็เป็นเสมือนหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจของเธอให้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไปท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร จนในที่สุดเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากนักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ติดต่อประสานงานหน่วยงานต่างๆจนนำตัวเธอออกจากเขมรและกลับบ้านเกิดที่ญี่ปุ่นได้ในที่สุดจบฝันร้ายอันยาวนานถึง 4 ปีของเธอได้สำเร็จ แต่ก็ทิ้งร่องรอยบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจของเธอไปจนตลอดชีวิต

สรุปเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวชะตากรรมอันเลวร้ายของสงครามและการกระทำอันโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเองที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แม้ในเรื่องราวจะไม่ได้ใส่รายละเอียดความทารุณโหดร้ายของสถานการณ์มากมายนัก แต่ด้วยบรรยากาศและการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยประโยคสั้นๆก็ทำให้รับรู้ไปถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี และทำให้รู้ว่าตัวเองและคนไทยโชคดีแค่ไหนแล้วที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้นที่ช่วยแก้วิกฤตจากภัยร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นโดมิโนตามคาบสมุทรอินโดจีนจนทำให้ประเทศไทยรอดพ้นเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยืนหยัดเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหวังว่าคนไทยทุกคนจะหวนมาศึกษาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น เพื่อรับรู้ เรียนรู้เหตุการณ์ในอดีตและรู้เท่าทันเหตุการณ์ในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดในอนาคตซึ่งดูเหมือนว่าอาจจะกำลังย้อนคืนกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งหวังว่าเหตุการณ์ที่คนเขมรฆ่าคนเขมรด้วยกันเอง เพราะเพียงแค่ความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และการกระหายอำนาจของคนเพียงไม่กี่คนจะไม่กลับมาบังเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย
Profile Image for Chiratikan Sanguancheep.
148 reviews11 followers
July 14, 2019
อะไรคือเครื่องยืนยันการมีอยู่ของเรา
และอะไรที่บอกเราว่า อยู่ต่อไปเถอะ
ในวันที่ความทุกข์อยู่กับเราทุกลมหายใจ

ยาสึโกะ นาอิโตะ ภรรยาทูตชาวกัมพูชา จากชีวิตที่เคยผาสุกกลับต้องมาตกระกำลำบาก ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน และทุกคนที่เคยเป็นเหตุผลให้อยู่ที่นี่ได้ตายจากไปหมดแล้ว

สิ่งเด��ยวที่หล่อเลี้ยงหัวใจเธอคือความหวังว่าจะได้กลับไปญี่ปุ่น
และนั่นทำให้เธอไม่เสียสติไปเสียก่อน

หนังสือเล่มนี้คือการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก
เผยให้เห็นด้านที่ดีและดำมืดของมนุษย์
ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของชีวิต

บางคนรักษาความดีไว้ได้ แต่บางคนก็พ่ายแพ้เพราะท้องหิว
เรานับถือความเด็ดเดี่ยวของคนแรก เราโอบกอดคนหลังอย่างเข้าใ���

หนังสือเล่มนี้ย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ควรสิ้นหวัง
และทำให้เราอยากกลับไปเขียนบันทึกประจำวันสั้น ๆ อีกครั้ง
เพราะเราต่างก็กำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง
และทุกการดิ้นรนล้วนมีความหมาย
Profile Image for GG.
37 reviews20 followers
December 24, 2020
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความโหดร้ายไร้มนุษยธรรมของกลุ่มเขมรแดงในช่วงปี 2518 ถึง 2522 อ่านง่าย น่าเศร้า แต่น่าสนใจ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี
——————————————————————————————-

การบรรยายในหนังสือเล่มนี้เรียบง่ายเหมือนสมุดบันทึกประจำวันทั่วไป แต่แฝงไปด้วยความน่าหดหู่ เจ็บแปลบในหัวใจ ทว่ายังมีความหวังที่จะได้กลับบ้านเกิดของยาสึโกะ นะอิโตะ สาวชาวญี่ปุ่นผู้สูงศักดิ์ซึ่งเป็นภริยาของทูตชาวกัมพูชา เธอได้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความรู้สึกของเธอหลังจากที่ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปในพริบตาเมื่อกองทัพของพอลพตบุกยึดพนมเปญ ครอบครัวของเธอต้องระหกระเหินออกไปใช้แรงงานสนองอุดมการณ์ของผู้นำใหม่ เธอต้องทรมานจิตใจและร่างกาย ตรากตรำทำงานตามคำสั่งเพื่อความอยู่รอด จนในที่สุดเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง เธอก็ได้กลับไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่นตามที่เธอได้วาดหวังไว้

ถือเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากค่ะ ขอแนะนำ
Profile Image for osa.
156 reviews18 followers
August 18, 2023
3.5/5

บันทึกของสตรีภริยาทูตเขมรที่ต้องระหกระเหินออกจากพนมเปญ เป็นบันทึกง่ายๆที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความขม อย่างที่ว่ากันว่า 'สงครามไม่ได้มีประโยชน์กับใครทั้งนั้น' ความหวังที่ริบหรี่ จวนเจียนใกล้ความตายไปทุกที สัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังที่ไม่รู้จบ ในทางกลับกันคนอ่านอย่างเราก็ได้แต่หวังว่ายาสึโกะจะไม่พบสถานการณ์ย่ำแย่ไปมากกว่านี้

ถือเป็นบันทึกที่คล้ายกับประวัติศาสตร์อย่างย่อมาให้ พออ่านจบได้แต่ชมว่ายาสึโกะนั้นเก่งจริงๆ ที่สามารถผ่านสิ่งที่พบเจอมาได้พร้อม mental state ที่ยังอยู่ครบ ปกติ และยังสามารถถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้

หนังสืออ่านไม่ยาก เป็นบันทึกสั้นๆในแต่ละวัน ส่วนตัวรับไหว อ่านไม่กี่ชั่วโมงจบ แต่ต้องใช้เวลาตกตะกอนหลายอย่างเพื่อปรับจูนตัวเองด้วย
Profile Image for Jin Rotruai.
4 reviews
January 15, 2018
เล่าถึงชีวิตที่ผลิกผันของภรรยาท่านทูตจากชีวิตที่เคย ได้บินเที่ยวไปต่างประเทศ ได้อาหารและของใช้ดีๆ ได้มีครอบครัวพร้อมหน้า กลายเป็น ถูกกำหนดที่อยู่อาศัย ถูกทหารยึดของใช้ ครอบครัวค่อยเสียชีวิตลงไปทีละคน ความสุขสบายที่รัฐพยายามบอกกล่าวให้ดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงความฝัน สุดท้ายทั้งผู้มีฐานะ และชาวบ้านก็มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ไม่ต่างกันนักคือแย่ลงทั้งคู่
สุดท้ายแม้การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการสูญเสีย แต่ตวามสุขเล็กๆน้อยๆจากมิตรภาพ และน้ำใจในระหว่างนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่คอยทำให้เรารู้สึกมีความสุข และชื่นชมไปกับชีวิตของเธอ
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Ouii Ungboriboonpisal.
53 reviews2 followers
September 14, 2019
หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนไดอารี่ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่รอดชีวิตจากช่วงที่เขมรแดงปกครองกัมพูชา ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าประชาชนในช่วงนั้นมองทหารเวียดนามว่าเป็นผู้ปลดแอก มากกว่าจะเป็นผู้บุกรุกตามหลักของกฎหมายระหว่างประเทศหรือในบริบทการเมืองระหว่างประเทศ
อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกจุก คือ ตอนที่สามีของเธอซึ่งเป็นนักการทูตกัมพูชาพูดประมาณว่าเป็นนักการทูตซะเปล่า แต่ไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น และอพยพไปที่อื่นไม่ทันจนทำให้ครอบครัวต้องลำบาก...
Profile Image for May Sa.
118 reviews1 follower
December 4, 2023
ไม่ชอบสงคราม ไม่ชอบความรุนแรง เราไม่ได้อะไรเลยจากสิ่งนี้นอกจากความสูญเสีย และคนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

หนังสือเล่มนี้ดีมากในแง่ของการเล่าจากมุมมองของคนคนหนึ่งที่เผชิญกับความโหดร้ายตลอด4ปีในเขมรช่วงนั้น อ่านง่ายแต่บาดลึกมากๆ เป็นชีวิตประจำวันที่ผ่านไปแต่ละวันอย่างสะเทือนใจ

พอหนังสือพูดถึงประเทศไทยเล็กน้อย ก็เลยไปหาข้อมูลมา ซึ่งก็ตามสภาพ อยากให้ทุกคนได้อ่านและรับรู้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้และเหตุการณ์นี้ของประเทศเพื่อนบ้านของเราและสิ่งที่ไทยเราเลือกทำด้วย
Profile Image for Pontep​ Lueang-on​.
98 reviews1 follower
February 24, 2023
โชคชะตาที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเจอกับความทุกข์ที่สุดในชีวิต เจอกับพิษสงคราม ผู้กระหายอำนาจต่อสู้กัน ประเทศจมอยู่กับความมืดมิด ผู้คนล้มตายอย่างง่ายดาย ผู้ที่รอดก็ต้องเผชิญกับความอดอยาก โรคภัย สงครามไม่ดีเลยจริงๆ
Profile Image for yourteaandmybooks.
69 reviews2 followers
May 4, 2024
ภาษาเรียบง่าย แต่บรรยายความยากลำบากในช่วงสงครามได้ชัดเจน ประวัติศาสตร์ในประเทศเพื่อนบ้านที่แทบไม่มีกล่าวถึงในห้องเรียน เมื่อได้รับรู้ก็ทำเอาหดหู่จนพูดไม่ออก คำพูดที่ว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายที่สุด ไม่เคยเป็นคำพูดเกินจริง
Profile Image for Cindy Chongvimansin.
2 reviews
July 17, 2017
สิ่งที่เห็นชัดเจนคือการขาดความรู้และความเข้าใจในความหมายของคอมมิวนิสต์ ความเสมอภาค ออกจะเป็นความกระหายอำนาจที่ทรมานประชาชน อ่านแล้วนึกถึง 1984
Profile Image for KiD Saranukunphan.
17 reviews
July 7, 2018
สะท้อนความหดหูและความสิ้นหวังของระบอบเผด็จการได้เป็นอย่างดี
Profile Image for Noonny Kim.
2 reviews
December 24, 2019
เป็นหนังสือที่ท เศร้า หดหู่ และประทับใจมาก ยาสึโกะ เป็นผผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมและเข้มแข็งมาก ที่เผชิญเรื่องโหดร้ายเหล่านี้มา
Profile Image for Penpitcha Phetsichuang.
1 review
April 29, 2020
อ่านตอนปิดเทอม ม.2 เรื่องของผู้หญิงชาวญี่ปุ่นในช่วงนั้น อ่านได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ
Profile Image for PNYX'93'.
24 reviews
May 14, 2020
ภาษาอ่านง่าย เห็นภาพชัดเจน อ่านแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้ว่าอนาคตไม่แน่นอนจริง ๆ
2 reviews
July 4, 2020
เรื่องเล่าสอดแทรกประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา อ่านเพลิน น่าติดตาม
Profile Image for Patchara.
35 reviews2 followers
September 3, 2023
สะเทือนใจ หดหู่ เป็นหนังสือที่มีคุณค่า แต่อ่านรอบเดียวพอแล้ว
Profile Image for Koroz.
40 reviews2 followers
August 21, 2025
บันทึกที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความน่าสงสาร และหดหู่ของมนุษย์ ที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ
Profile Image for TamTawan.
40 reviews3 followers
May 3, 2024
้ด้วยความชอบส่วนตัวที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือนิยายอิงประวิตศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เลือกที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงนิยายที่แต่งขึ้นมาสะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามในเขมร แต่กลับมาได้รู้ความจริงตอนที่อ่านบันทึกของผู้คนหาว่าเป็นบันทึกจริงๆที่เกิดขึ้น และท่อนที่เขียนไว้ว่า
"ฉันเชื่อว่าสามีและลูกสองคนที่ตายจากไป ช่วยคุ้มครองฉัน วิญญาณของเขาคงจะคอยดูแลฉันให้รอดปลอดภัยเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น" ก็เพียงพอที่จะทำให้ขนลุกได้แล้ว

หลังจากที่ได้อ่านแล้วก็ทำให้รู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรามีประวิตศาสตร์ที่โหดร้ายมากกว่าที่เราคิด เป็นประวิติศาสตร์ที่ไม่มีสอนในชั้นเรียน(อาจจะมีหรือเป็นเพราะผมจำไม่ได้เอง) ถ้าไม่มีหนังสือเล่มนี้ผมคงจะไม่มีทางได้มารับรู้ถึงความโหดร้ายของประวัติศาสตร์กัมพูชา เพียงแค่คนๆนึงต้องการอำนาจก็ทำให้ชีวิตของผู้คนอีกหลายล้านคนต้องลำบาก เป็นสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ อาจจะมีผู้ประสบภัยอีกมากมายที่ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการ์ณนี้ผมหวังว่าพวกเขาจะอยู่ต่อไปโดยมีความหวังแบบยาสีโกะ ผมหวังให้เป็นอย่างนั้น


Profile Image for charmreverie.
3 reviews
August 19, 2023
This story was recorded by a Japanese woman (Yasuko Naito), who married a Khmer diplomat. They live in Phnom Penh, rich and comfortable. But everything changed when the Communist Party of Kampuchea came to power. Through this diary, she shared the hardships of life. People were dying every day, including her husband, son and daughter. Old people and children are subjected to inhumane labor. The people were starving but there was no food. She lives like hell on earth. Shows that war has never been useful before. But instead took people's lives including culture and prosperity to disappear as well.
Displaying 1 - 30 of 32 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.