Jump to ratings and reviews
Rate this book

หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย: ว่าด้วยการขึ้นมาเป็นศิลปะของภาพยนตร์ในสังคมบริโภค

Rate this book
การเป็นศิลปะของภาพยนตร์ และการที่ภาพยนตร์กลายเป็นศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะโชคช่วย หรือเกิดขึ้นมาได้เพราะความเป็นอัจฉริยะซึ่งอยู่ใน 'ดีเอ็นเอของภาพยนตร์' การสถาปนาความเป็นศิลปะของภาพยนตร์เป็นผลิตผลทางประวัติศาสตร์ที่ต้องผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นศิลปะ ความเป็นศิลปะในภาพยนตร์จึงไม่ได้อยู่แค่ในเนื้อหา และเทคนิคของภาพยนตร์นั้น ๆ แต่ยังอยู่ที่กรอบความคิดในการจัดระเบียบทางศิลปะอีกด้วย


(จากปกหลัง)



การสถาปนาให้ภาพยนตร์เป็นศิลปะตามเส้นทางของ Erwin Panofsky ที่เพิ่มเข้ามานั้นเกี่ยวกับผลงานเรื่อง "Style and Medium in the Motion Pictures" ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Bulletin of the Department of Art and Archeology (1934) จากภาพยนตร์ไร้เสียงมาสู่ภาพยนตร์เสียงความตราตรึงของยุคหนึ่งมาสู่อีกยุคหนึ่งทำให้ "คนสองโลก" แตกต่างไปจาก "คนโลกเดียว" สื่อ (medium) ที่เพิ่มประสาทสัมผัสมากยิ่งขึ้นจากภาพเพิ่มด้วยเสียง (ในตัวเองโดยไม่ต้องมีวงดนตรีประกอบ) ทำให้กระบวนการสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเรื่องของปัจเจกชนคนใดคนหนึ่ง ภาพยนตร์จึงไม่ใช่วัฒนธรรมวีรบุรุษแบบเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่บ่งบอกวัฒนธรรมอัตตาอันโดดเด่นที่ทวีความหนักแน่นเพิ่มเติมด้วยวิถีชีวิตแคลิฟอร์เนีย

นักวิชาการยิวคนสำคัญแห่งวงการประวัติศาสตร์ศิลปะของศตวรรษที่ยี่สิบ Erwin Panofsky ลี้ภัยจากยุโรปมาสู่อเมริกา โดยช่วงที่นาซีขึ้นมามีอำนาจนั้นเขาเป็นอาจารย์รับเชิญที่ New York University อยู่เเล้ว ทว่าญาติพี่น้องที่ไม่ได้มีความใกล้ชิดมาก ๆ ของเขาตายไปในค่ายกักกัน 35 คน แม้ว่าอาชีพการงานของเขาจะต้องหยุดลงที่เยอรมนี แต่เขายังมีลูกศิษย์ปริญญาเอกยิวสามคนที่ต้องสอบ เขาจึงจัดให้มีการสอบวิทยานิพนธ์ที่ห้องพักของเขาแทนที่จะเป็นที่ทำงาน เนื่องด้วยว่าเขาไม่ต้องการเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัย วิถีพิเศษของการสอบวิทยานิพนธ์เกิดขึ้นจากการจัดการของเขา

ในปี 1935 เขาย้ายไปทำงานที่ Institute for Advanced Study ห้องทำงานของเขาอยู่ชั้นสอง ห้องเลขที่ 202 ส่วน Kurt Gödel นักคณิตศาสตร์คนสำคัญแห่งศตวรรษที่ยี่สิบอยู่ห้อง 210 ส่วนชั้นหนึ่ง ห้องหมายเลข 112 เป็นห้องของ John von Neumann นักคณิตศาสตร์และนักอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนห้องเลขที่ 115 เป็นห้องของ Albert Einstein

ขอขอบคุณเหล่าผู้คนทั้งหลายที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ปรากฏขึ้นมาได้ตั้งแต่เริ่มแรก แม้ว่าหลาย ๆ คนจะร่ำลาวงการสิ่งพิมพ์ไปสู่วิถีชีวิตแบบอื่น ๆ แล้วก็ตาม


(จาก คำนำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง [โดย ธนา วงศ์ญาณณาเวช])

240 pages, Paperback

First published August 1, 2008

6 people are currently reading
60 people want to read

About the author

นามปากกาของ "ธเนศ วงศ์ยานนาวา" นักวิชาการชาวไทยด้านสังคมศาสตร์

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
9 (25%)
4 stars
14 (38%)
3 stars
9 (25%)
2 stars
2 (5%)
1 star
2 (5%)
Displaying 1 - 7 of 7 reviews
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
709 reviews139 followers
September 3, 2025
ลองนึกภาพเป็นชาวบ้าน เดินต๊อกแต๊กอยู่ปารีสในปี 1895 ไม่รู้จะทำอะไร เห็นป้ายว่าฉายภาพยนตร์ของพี่น้องลูมิแอร์ เลยเลี้ยวเข้าไปซักหน่อย เพราะอยากรู้ว่าอะไรคือภาพยนตร์

ปรากฎว่า หัวใจแทบวาย เพราะเห็นกับตาว่ารถไฟกำลังพุ่งเข้ามาชนต่อหน้า สติหายวูบ ตื่นขึ้นมาอีกที ยังคงตกใจว่า บ้าบออะไรวะเนี่ยจะเอารถไฟมาชนตรูซะแล้ว....

ผ่านมากว่า 130 ปี นับจาก "Arrival of a Train at La Ciotat" ของ Auguste และ Louise Lumiere เรามีภาพยนตร์ดูกันเยอะแยะมากมาย ดูได้ทุกที่ทุกเวลา จนเราอาจไม่เคยสงสัยว่า จากภาพรถไฟเคลื่อนที่เข้าชานชาลาประมาณ 50 วิ สู่หนังยาวจนต้องแอบแวะไปฉี่ มันผ่านอะไรมาบ้าง จนเดินทางมาถึงจุดนี้

หนังสือเล่มนี้ของ อ.ธเนศ (ไม่ต้องไปอ้อมค้อมอะไร) เล่าถึงช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เริ่มปรากฎตัวเป็นครั้งแรก ซึ่งนำมาสู่การต่อสู้ว่า ไอ้เจ้าสิ่งนี้ เราควรจัดวางมันอยู่ตรงไหนในโลกของศิลปะ เพราะไอ้ภาพเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านี้ เป็นนวัตกรรมโคตรใหม่ ที่มนุษย์เราไม่เคยรู้จักมาก่อน

การต่อสู้เกิดขึ้นจากสองสำนัก สำนักแรกคือสายเมกัน ที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากมองว่าสิ่งนี้แม่งทำเงินได้ จบ... จะไปสนใจทำไมว่ามันควรเป็นอะไรยังไง หากมันผลิตเงินให้ผู้สร้างได้ก็พอแล้ว อย่าไปคิดอะไรเยอะแยะ

อีกสายหนึ่งคือฝั่งยุโรป มองว่าสิ่งนี้มันมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องเงินนะไอ้พวกเมกัน คิดเยอะๆหน่อยซิวะ นี่มัน "ศิลปะ" แขนงใหม่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นมิติของเวลาและสถานที่ ที่ภาพยนตร์กำลังนิยามสิ่งเหล่านี้ใหม่ นัยของคิดทบทวนทุกอย่างเหล่านี้ จะเป็นแค่เรื่องของ เม็ดเงินแค่นั้นได้ยังไง

สองสายนี้เองที่ปะทะกันมาตลอดตั้งแต่ช่วงยุคต้น 1900 จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมันยังคงปรากฎการต่อสู้พวกนี้อยู่ในตลาดภาพยนตร์อยู่ เมื่อเราลองมองไปที่หนังจากสายยุโรปกับหนังฮอลลิวูด เราอาจจะได้คำตอบว่า ทั้งสองสำนักยังคงฟาดฟันไปตามเส้นทางของตัวเองมาตลอด 100 ปี

ในการต่อสู้ช่วงแรกนี้เอง ที่ อ.ธเนศ หยิบจับเอามาเล่าในลักษณะของรวมบทความ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ภาพยนตร์มันกลายมาเป็น "ศิลปะ" ได้ยังไง ท่ามกลางกระแสหนังจากเมกันที่ทะลักทลายเข้ามาสู่ยุโรป ซึ่งการต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่และนิยามของภาพยนตร์จากฝั่งเมกันนี้เองที่ทำให้เราได้รับรู้ว่า ภาพยนตร์ มันเป็นอะไรมากกว่า ภาพเคลื่อนไหวเพื่อความบันเทิง แต่มันยังมอบการตีความ ความจริง เวลา สถานที่ ความหมายของโลก ใหม่ทั้งหมดให้กับคนดูด้วยเช่นเดียวกัน

สารภาพตามตรงว่า เล่มนี้ อ.ธเนศ เขียนออกมาอ่านยากพอควร ส่วนหนึ่งเพราะเป็นรวมบทความ ซึ่ง อ.เขียนเพื่อเน้นพอยท์ 1 เรื่อง 1 บทความ มากกว่าจะร้อยเรียงไปตามประวัติศาสตร์ตรงๆ ทำให้การอ่านจะยากนิดนึงในการเชื่อมโยงประเด็นทั้งหมดให้เกิดภาพใหญ่ว่า มันมีการปะทะกันอย่างไรบ้างเพื่อก่อร่างจัดวางความเป็น ศิลปะให้กับ ภาพยนตร์ และอีกส่วนหนึ่งคือสไตล์การเขียนของ อ.ธเนศเอง ที่รู้ๆกันว่าไม่ได้อ่านง่ายหนัก พอสองส่วนนี้ผสมกัน นักอ่านก็เลยต้องขยับหัวกระเถิบตัวเพื่อทำงานกับเนื้อหามากซักหน่อย มิเช่นนั้นสมองก็จะไหลลงรูไปกับเนื้อหาของ อ. แน่นอน

แต่ถึงแม้มันจะอ่านยาก แต่ด้วยสไตล์การเขียนแบบจับนู่นนี่มาผสมกันได้ยังไงไม่รู้ของ อ. ก็ทำให้เราเห็นแง่มุมมากมายในโลกของภาพยนตร์ ทั้งมิติเชิงวิชาการ ทุนนิยม และศิลปะ ที่ร้อยเรียงไปด้วยกันในช่วงต้น 1900 และยังคงวิ่งสามขามาด้วยกันจนถึงปี 2025 นี้ และมีทีท่าว่าน่าจะยังคงมัดขาวิ่งไปด้วยกันอีกนานทีเดียว
Profile Image for Poo1987 Roykaew.
84 reviews34 followers
September 6, 2008
This is a collection of essays produced by one of my lecturers, Thanes Wongyannawa, already seen in Siamrath magazine, edited and published by my friend's publisher. The essays concern about the matters of art, cinema and consumerism. It is not about movie critics directly; as a matter of fact, also not a guidance of consuming movies. It is written to respond a question: do we regard cinema as art? Is cinema an art in itself? If it is not, when and why do we count it as an art? Aj. Thanes traces back to the emergence of the art of cinema and the influence of consumerism. He demonstrates the roles of states and nationalism in the history of cinema while clearly showing an attempt of intellectuals to create their own spaces in this new field for some purposes I am sure you will find them in the text in so far as you read undisturbed by sleepiness and confusion. I think this is a sequel to his previous book on consumerism named 'Consumer Revolution' or in Thai 'ปฏิวัติบริโภค.' However, the former in particular attends to a matter of cinema and written informally and satirically while the latter to consumerism in general in formal academic form.

Available in Thai only. To think of translation is a kind of nightmare. I don't want to be the one who suffer, at least not in this time.
Profile Image for Thanachit Yiengsakulpaisal.
23 reviews1 follower
February 26, 2023
การระบุ การตัดสินและการวิจารณ์ความเป็นศิลปะของภาพยนตร์ เริ่มกลายเป็นความน่าเบื่อสำหรับเราเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่มีคำว่ามอาร์ต ไม่มีคำว่า mass เพราะเมื่อย้อนไปสู่จุดเริ่มต้น ภาพยนตร์ก็เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเพื่อมอบความบันเทิงให้แก่ชีวิต แต่ในปัจจุบันนี้ สำหรับเราหนังบางเรื่องมันมีคุณค่ามากกว่าแค่ความบันเทิง และหนังประเภทนั้นสำหรับเรานั้นคือสิ่งที่เราอยากดู คำถามที่มักเข้ามาในสมองและกระทบกับอารมณ์ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้คือหนังอาร์ต หนังดีๆ มีความเป็นศิลปะ มักเป็นสิ่งที่ทำเงินไม่ได้ และหนังที่ทำเงินได้ส่วนมากก็ไม่ใช่หนังอาร์ต เป็นหนังสำหรับคนหมู่มวล ซึ่งถ้ามองลักษณะภาพรวมของเม็ดเงิน และตารางรอบฉายในปัจจุบัน มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้เราจะเชิดชู สรรเสริญ หนังศิลปะเหล่านี้ แต่คนที่กำหนดไม่ใช่เหล่าคนดูหนังระดับ Expert นี่สิ มันคือประชาชนคนหมู่มากที่กำหนดทิศทางของหนังว่าเขาอยากไปดูหนังประเภทไหน และคุณผู้สร้างจะตอบโจทย์เขาได้ไหม หรือยืนยัดที่จะทำหนังดีตามฉบับความคิดที่มีของตัวคุณเอง และหวังว่าสักวันภาพยนตร์เหล่านั้นจะทำให้คุณรู้สึกประสบความสำเร็จ
Profile Image for Xanny Sillix.
8 reviews
December 12, 2022
หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เขียนโดย อ.ธเนศ… เอ้ย อ.ธนา วงศ์ญาณณาเวช(เหมือนกัน!) เป็นเล่มที่น่าเหลือเชื่อ เพราะสไตล์การเขียนของคุณธนา ที่นอกจากเรื่องความยียวนในการใช้คำแล้ว ฉายาเจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์นเองก็มิได้มาเพราะโชคช่วย เพราะแกมักบรรยายประเด็นหนึ่งโดยสามารถไปเชื่อมโยงกับศาสตร์และองค์ความรู้อื่นๆ โดยไม่คิดแบ่งเขต แต่กระโดดข้ามไปข้ามมา จนบางครั้งก็ทำให้สับสน แต่ในเล่มนี้กลับไม่ยากที่คนทั่วไปจะอ่านแล้วเข้าใจได้ หากไม่นับบทตามช่วงท้าย เราว่าเป็นอีกเล่มที่อ่านสนุกแล้วได้มุมมองแตกต่าง
แน่นอนว่าเล่มนี้ค่อนข้างวิชาการ และไม่ได้มุ่งไปที่ ‘วิธีเสพหนังอาร์ต’ หรืออธิบายลักษณะของมันขนาดนั้น แต่ส่วนมากเน้นไปที่เรื่องทางสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นมา กว่าภาพยนตร์จะได้สถาปนาตนว่าเป็น ‘ศิลปะ’
Profile Image for Patipat Sathaporn.
5 reviews35 followers
June 3, 2015
หนังสืออธิบายเส้นทางการสถาปนาความเป็นศิลปะแขนงที่เจ็ดของภาพยนตร์ จากที่ไม่มีใครเห็นว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะเพราะมันเป็นผลผลิตมาจาก "เทคโนโลยี" และเรื่องของ "ยนตร์ๆ" ทั้งหลาย แต่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมบริโภค วัฒนธรรม และการเมืองของอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและประเทศในยุโรป, ก็ทำให้เริ่มมีการยกระดับให้ภาพยนตร์กลายเป็น "ศิลปะ" ขึ้นมา ด้วยทั้งการออกแรงของเศรษฐกิจการค้าและการออกแรงจากฝากฝั่งทางวิชาการ

เนื้อหาแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การขึ้นมาเป็นศิลปะของภาพยนตร์ในสังคมบริโภค และ การสร้างภาพยนตร์ให้เป็นศิลปะของนักวิชาการ โดยเนื้อหาของหนังสือจะไปหนักอยู่ที่ส่วนแรกมากกว่า จากการอ่านหนังสือเล่มนี้นอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์แล้ว ยังมีไอเดียเกี่ยวกับสังคมบริโภค วิถีชีวิตประจำวันของคนอเมริกันที่พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายเพื่อให้เข้าใจถึงการบริโภคภาพยนตร์

คำนิยมโดยศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ช่วยให้เห็นภาพ "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาพยนตร์" ในมิติของการศึกษาทางวิชาการได้เป็นอย่างดี

จากสไตล์ของผู้เขียนจึงขอแนะนำให้อ่านรวดเดียวให้จบไปเลย เนื่องหาของแต่ละบทมีความต่อเนื่องกันและเมื่อจบบทจะมีคำอธิบายศัพท์ทางเทคนิคหรือศัพท์เฉพาะทางวิชาการบางคำที่ผู้อ่านควรจะรู้จัก
Profile Image for Jessada Karnjana.
592 reviews9 followers
April 22, 2022
รวมบทความต่อเนื่องขนาดไม่ยาวไม่สั้นว่าด้วยการขึ้นมาเป็นศิลปะของภาพยนตร์ในสังคมบริโภค หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ตอบคำถาม (หรือตั้งคำถาม) ว่าหนังศิลปะคืออะไรโดยการวิเคราะห์จำแนกองค์ประกอบของมันหรือแม้แต่หนังศิลปะเป็นศิลปะหรือไม่ ดีหรือไม่ อย่างไร แต่เล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยมีเสียดสีเป็นบางทีถึงการปรากฏขึ้นมาของสิ่งที่เรียกว่าหนังศิลปะ ชี้ให้เห็นว่าการปรากฏขึ้นของหนังศิลปะนั้นถูกปั้นด้วยมือของใครและฝ่ายใดบ้างทั้งมือของธุรกิจ มือของชนชั้นบริโภคในสังคม มือของนักวิชาการ มือของการเมือง และมือของนักสร้างภาพยนตร์ ถึงแม้เราจะไม่ค่อยอยากยอมรับนักว่าหนังศิลปะในฝรั่งเศสผุดขึ้นมาจากความต้องการลดหย่อนภาษี จึงต้องเปลี่ยนผลผลิตคือภาพยนตร์จากของฟุ่มเฟือย (ซึ่งเก็บภาษีสูงถึง 30%) ไปสู่ศิลปะ (ทั้งยังอาจเปลี่ยนสถานะความอนาจารให้กลับกลายไปพร้อมกัน) เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ... หนังสืออ่านไม่สนุก แต่ให้ภาพมองจากมุมที่กว้างดีครับ
2 reviews1 follower
June 3, 2009
หนังสือว่าด้วยพัฒนาการของภาพยนตร์ จากสื่อบันเทิงราคาถูกสู่ศิลปะแขนงที่ 7 พร้อมด้วยสำนวนกัดจิกของคนเขียน
Displaying 1 - 7 of 7 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.