What do you think?


Thailand's Theory of Monarchy: The Vessantara Jātaka and the Idea of the Perfect Man
2016 CHOICE Outstanding Academic Title
Discusses the origins and cultural history of the Theravada Buddhist ideals behind the Thai institution of monarchy.
Since the 2006 coup detat, Thailand has been riven by two opposing political one which aspires to a modern democracy and the rule of law, and another which holds to the traditional conception of a kingdom ruled by an exemplary Buddhist monarch. Thailand has one of the world’s largest populations of observant Buddhists and one of its last politically active monarchies. This book examines the Theravada Buddhist foundations of Thailand’s longstanding institution of monarchy. Patrick Jory states that the storehouse of monarchical ideology is to be found in the popular literary genre known as the Jatakas , tales of the Buddha’s past lives. The best-known of these, the Vessantara Jataka, disseminated an ideal of an infinitely generous prince as a bodhisatta or future Buddha—an ideal which remains influential in Thailand today. Using primary and secondary source materials largely unknown in Western scholarship, Jory traces the history of the Vessantara Jataka and its political-cultural importance from the ancient to the modern period. Although pressures from European colonial powers and Buddhist reformers led eventually to a revised political conception of the monarchy, the older Buddhist ideal of kingship has yet endured.
“Essential.” — CHOICE
Discusses the origins and cultural history of the Theravada Buddhist ideals behind the Thai institution of monarchy.
Since the 2006 coup detat, Thailand has been riven by two opposing political one which aspires to a modern democracy and the rule of law, and another which holds to the traditional conception of a kingdom ruled by an exemplary Buddhist monarch. Thailand has one of the world’s largest populations of observant Buddhists and one of its last politically active monarchies. This book examines the Theravada Buddhist foundations of Thailand’s longstanding institution of monarchy. Patrick Jory states that the storehouse of monarchical ideology is to be found in the popular literary genre known as the Jatakas , tales of the Buddha’s past lives. The best-known of these, the Vessantara Jataka, disseminated an ideal of an infinitely generous prince as a bodhisatta or future Buddha—an ideal which remains influential in Thailand today. Using primary and secondary source materials largely unknown in Western scholarship, Jory traces the history of the Vessantara Jataka and its political-cultural importance from the ancient to the modern period. Although pressures from European colonial powers and Buddhist reformers led eventually to a revised political conception of the monarchy, the older Buddhist ideal of kingship has yet endured.
“Essential.” — CHOICE
- GenresHistory
284 pages, Paperback
First published May 9, 2016
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 11 of 11 reviews
August 20, 2020
ดีมากๆ ไม่ผิดหวังเลย อธิบายเบื้องหลังเรื่องบารมี โดยเฉพาะทานบารมี
จากเวสสันดรชาดก ได้ละเอียด เห็นภาพ เก็บรายละเอียดทางประวัติศาสตร์
ต้องให้เครดิต ร.4-5 นักวิชาการฝรั่งในยุคนั้นที่ศึกษาเวสสันดรชาดกจนทำให้ร.5 เห็นคล้อยตามได้
ทำให้เวสสันดรถูกลดระดับความสำคัญจากคัมภีร์ศักสิทธิ์เหลือแค่ “วรรณกรรมของชาติ”
จากก่อนหน้านั้นกว่า 7 ร้อยปีเชื่อสังคมเชื่อว่าเวสสันดรว่าเป็น “พุทธวจน”
แต่กระนั้นหลังจาก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติปี 2500 ทุกอย่างก่อนหน้า ร.4 หวนกลับมาหมดเลยจ้าา
หมดกันความก้าวหน้าที่ได้เริ่มไว้ของ ร.4-5
นึกถึงสมัยตอนเรียนศิลปะไทย เวลาอาจารย์พาไปดูงานจิตรกรรมในวัดเก่าๆ ที่สำคัญๆของแต่ละภาค
จะเจอภาพเขียนฝาผนังชาดกอยู่ในหลายวัดมาก เวสสันดรถือเป็นพระเอกเลย ตอนนั้นไม่รู้รายละเอียดมาก
พอย้อนกลับไปนึก เออว่ะคนก่อนยุคร.4 นี่คิดแบบนั้นโดยสนิทใจจริงๆ
จากเวสสันดรชาดก ได้ละเอียด เห็นภาพ เก็บรายละเอียดทางประวัติศาสตร์
ต้องให้เครดิต ร.4-5 นักวิชาการฝรั่งในยุคนั้นที่ศึกษาเวสสันดรชาดกจนทำให้ร.5 เห็นคล้อยตามได้
ทำให้เวสสันดรถูกลดระดับความสำคัญจากคัมภีร์ศักสิทธิ์เหลือแค่ “วรรณกรรมของชาติ”
จากก่อนหน้านั้นกว่า 7 ร้อยปีเชื่อสังคมเชื่อว่าเวสสันดรว่าเป็น “พุทธวจน”
แต่กระนั้นหลังจาก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติปี 2500 ทุกอย่างก่อนหน้า ร.4 หวนกลับมาหมดเลยจ้าา
หมดกันความก้าวหน้าที่ได้เริ่มไว้ของ ร.4-5
นึกถึงสมัยตอนเรียนศิลปะไทย เวลาอาจารย์พาไปดูงานจิตรกรรมในวัดเก่าๆ ที่สำคัญๆของแต่ละภาค
จะเจอภาพเขียนฝาผนังชาดกอยู่ในหลายวัดมาก เวสสันดรถือเป็นพระเอกเลย ตอนนั้นไม่รู้รายละเอียดมาก
พอย้อนกลับไปนึก เออว่ะคนก่อนยุคร.4 นี่คิดแบบนั้นโดยสนิทใจจริงๆ
April 24, 2021
อ่านแล้วนึกถึงเคสธรรมกายกับหุบผาสวรรค์
June 6, 2021
เคยสงสัยกันไหมว่า ความเชื่อหรือค่านิยมเรื่อง “บุญญาบารมี" และวัฒนธรรมของ “การทำบุญทำทาน” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมีที่มาจากไหน
ผู้เขียนได้เสนอทฤษฎีพร้อมด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลว่าการเผยแพร่คำสอนทางศาสนาในดินแดนพุทธเถรวาทที่เน้นการสอนฆราวาสผ่านพุทธชาดก(โดยเฉพาะเวสสันดรชาดกซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด)คือหนึ่งในที่มาทางวัฒนธรรมและค่านิยมต่างๆที่เป็นกลายรากฐานทางความคิดความเชื่อของคนไทยจำนวนมากในปัจจุบัน
เช่น ความเชื่อในเรื่องบุญบารมีที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน ประเพณีปฏิบัติที่ว่าการทำบุญทำทานคือการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่(ที่สุด) การเคารพศรัทธาผู้นำในแต่ละหน่วยความสัมพันธ์จากครอบครัวไปจนถึงรัฐ อาทิ เด็กต้องเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ภรรยาต้องเคารพเชื่อฟังสามี ราษฎรต้องเคารพเชื่อฟังผู้ปกครอง เป็นต้น
เนื้อเรื่องของเวสสันดรชาดกมี elements ที่ทำให้แมสในคนหลากหลายชนชั้น/background เช่นดราม่าครอบครัว การเสียสละ(ทำบุญทำทาน) การเป็นผู้ปกครองที่ทรงธรรม และอภินิหารย์ต่างๆ บวกกับมีการสวตเทศนาเป็นภาษาท้องถิ่นเลยยิ่งทำให้เข้าถึงคนง่าย นอกจากนี้กษัตริย์หลายคนก็มีอ้างถึงชาดกในประวัติ+ราชกรณียกิจของตนเพื่อเชื่อมโยงอำนาจทางศีลธรรมทางศาสนาให้เข้ากับอำนาจทางการเมือง
ค่านิยมและความเชื่อเหล่านี้ ได้สร้างเหตุผลในเรื่องที่มาอันชอบธรรมทางอำนาจสถานะทางสังคม การเมือง และศีลธรรม ของชนชั้นปกครองในสังคมไทยพุทธเถรวาท “The moral hierarchy reflected the political and social hierarchy: the good held a position of power over others due to their superior barami.”
ในสมัยร. 4 และ ร. 5 ราชสำนักสยามได้ลดความสำคัญของชาดกจากความ “เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ” กลายเป็นเพียง “วรรณกรรมแห่งชาติ” อย่างไรก็ตาม การถูกลดความสำคัญนี้ถูกจำกัดอยู่แค่ในหมู่ชนชั้นสูง แต่ความเชื่อจากชาดกและประเพณีที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวพุทธโดยเฉพาะพวกที่อยู่ห่างจากเมืองหลวง ต่อมาในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤทธิ์ เวสสันดรชาดกได้ถูกฟื้นฟูอีกครั้งในฐานะคำสอนและประเพณีที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของสถาบันกษัตริย์ไทยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหลักจากที่ถูกลดทอนความสำคัญไปตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ผู้เขียนได้เสนอทฤษฎีพร้อมด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลว่าการเผยแพร่คำสอนทางศาสนาในดินแดนพุทธเถรวาทที่เน้นการสอนฆราวาสผ่านพุทธชาดก(โดยเฉพาะเวสสันดรชาดกซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด)คือหนึ่งในที่มาทางวัฒนธรรมและค่านิยมต่างๆที่เป็นกลายรากฐานทางความคิดความเชื่อของคนไทยจำนวนมากในปัจจุบัน
เช่น ความเชื่อในเรื่องบุญบารมีที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน ประเพณีปฏิบัติที่ว่าการทำบุญทำทานคือการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่(ที่สุด) การเคารพศรัทธาผู้นำในแต่ละหน่วยความสัมพันธ์จากครอบครัวไปจนถึงรัฐ อาทิ เด็กต้องเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ภรรยาต้องเคารพเชื่อฟังสามี ราษฎรต้องเคารพเชื่อฟังผู้ปกครอง เป็นต้น
เนื้อเรื่องของเวสสันดรชาดกมี elements ที่ทำให้แมสในคนหลากหลายชนชั้น/background เช่นดราม่าครอบครัว การเสียสละ(ทำบุญทำทาน) การเป็นผู้ปกครองที่ทรงธรรม และอภินิหารย์ต่างๆ บวกกับมีการสวตเทศนาเป็นภาษาท้องถิ่นเลยยิ่งทำให้เข้าถึงคนง่าย นอกจากนี้กษัตริย์หลายคนก็มีอ้างถึงชาดกในประวัติ+ราชกรณียกิจของตนเพื่อเชื่อมโยงอำนาจทางศีลธรรมทางศาสนาให้เข้ากับอำนาจทางการเมือง
ค่านิยมและความเชื่อเหล่านี้ ได้สร้างเหตุผลในเรื่องที่มาอันชอบธรรมทางอำนาจสถานะทางสังคม การเมือง และศีลธรรม ของชนชั้นปกครองในสังคมไทยพุทธเถรวาท “The moral hierarchy reflected the political and social hierarchy: the good held a position of power over others due to their superior barami.”
ในสมัยร. 4 และ ร. 5 ราชสำนักสยามได้ลดความสำคัญของชาดกจากความ “เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ” กลายเป็นเพียง “วรรณกรรมแห่งชาติ” อย่างไรก็ตาม การถูกลดความสำคัญนี้ถูกจำกัดอยู่แค่ในหมู่ชนชั้นสูง แต่ความเชื่อจากชาดกและประเพณีที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวพุทธโดยเฉพาะพวกที่อยู่ห่างจากเมืองหลวง ต่อมาในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤทธิ์ เวสสันดรชาดกได้ถูกฟื้นฟูอีกครั้งในฐานะคำสอนและประเพณีที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของสถาบันกษัตริย์ไทยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหลักจากที่ถูกลดทอนความสำคัญไปตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
March 31, 2021
A fascinating work on the Buddhist notion of merit and how it has seeped through into modern politics of Thailand, especially concerning the monarchy. It had a strong focus on the performative notions of the text, as well as a historical analysis of Thai development and the centrality of the Vessentara Jataka. Very strong conclusion and clear to follow.
August 19, 2021
The book explores the political and societal implications of the religious tale, which is about the incarnations of Buddha, especially the penultimate Vessantara Jataka. It demonstrates how the notion originated, was introduced to Thai society (or Siam, if you like), and most importantly how it has been indigenised in the polity. The key theme of this book is the illustration of how this little folktale was — and still is — appropriated to justify the legitimacy of Thai or Siamese monarchy. It also addresses how compatible this indigenous doctrine was with the Thai society in the past up to the effect of which you can feel in the present time. The tale, too, has percolated through the whole society — ranging from the highest to the lowest echelons of the populace.
Specifically, one of the most fascinating points that I rather relished myself is the time that the story had been de-royalised during the Fourth and Fifth reigns. It is the time that the canonicity of the tale had been problematised in order for Siam to acclimatise itself to thrive in the colonial era. You can see the royal reactions to deal with this matter. That’s why the Jataka fell out of fashion for a while. Another point of interest, when the restoration of monarchy transpired after 1932, it is quite impressive how this Theravada idea had been brought back from the resurrection.
This book has enlightened me to the extent that it permitted me to see another side of the stories presented in the mainstream media. I never experienced such sort of analysis in Thai education before due to the fact that I was, most of the time, educated in Thailand.
Sadly, due to, I suppose, the draconian enforcement of lese majesty, the book is not an easy-to-find in Thailand. One day I strongly believe that such a book will unearth some of the irrational ratiocinations to which most of Thais are currently succumbing, allowing them (or us) to be more sceptical about the monarchical pedestal.
Specifically, one of the most fascinating points that I rather relished myself is the time that the story had been de-royalised during the Fourth and Fifth reigns. It is the time that the canonicity of the tale had been problematised in order for Siam to acclimatise itself to thrive in the colonial era. You can see the royal reactions to deal with this matter. That’s why the Jataka fell out of fashion for a while. Another point of interest, when the restoration of monarchy transpired after 1932, it is quite impressive how this Theravada idea had been brought back from the resurrection.
This book has enlightened me to the extent that it permitted me to see another side of the stories presented in the mainstream media. I never experienced such sort of analysis in Thai education before due to the fact that I was, most of the time, educated in Thailand.
Sadly, due to, I suppose, the draconian enforcement of lese majesty, the book is not an easy-to-find in Thailand. One day I strongly believe that such a book will unearth some of the irrational ratiocinations to which most of Thais are currently succumbing, allowing them (or us) to be more sceptical about the monarchical pedestal.
April 23, 2021
ว่าด้วยการเมืองของชาดกโดยเฉพาะเวสสันดรชาดกในประวัติศาสตร์ไทย ผู้เขียนนำเสนอทฤษฎีว่า ทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมืองของผู้มีอำนาจในสังคมไทยมีรากฐานจากความเชื่อในชาดกที่ฝังรากลึกในสังคมไทยนี่เอง และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สำคัญว่า เพราะเหตุใดเสรีนิยมประชาธิปไตยจึงถูกต่อต้านอย่างยิ่งจากฝ่ายจารีตในสังคมไทยตลอดมา เพราะประชาธิปไตยให้กรอบคิดว่าด้วยความชอบธรรมทางอำนาจการเมืองที่กลับหัวกลับหางความเชื่อเก่าของฝ่ายจารีต ผู้เขียนยังนำเสนอด้วยว่า ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมามี "สภาพเป็นความขัดแย้งทางความเชื่อศาสนา" เป็นทฤษฎีและมุมมองที่น่าสนใจเพราะอธิบายการเมืองไทยผ่านประวัติศาสตร์ของชาดกในพุทธเถรวาทไทย ซึ่งก็มีเหตุผลน่ารับฟังด้วย
March 26, 2021
An in-depth study of how jataka script has shaped the politics of tai kingdoms since the Dvaravati time. It clearly elaborates the development and adaptation of jakata especially during modern Thai History. This book is well equipped with primary texts and thought-provoking analyses. Highly recommended.
November 9, 2021
เขียนสนุกครับ มองเห็นภาพพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างพระเวสสันดรชาดกและการเมืองไทยได้ดี โดยเฉพาะช่วงราชวงศ์จักรี
April 21, 2024
หนังสือเล่มนี้พูดถึงอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะทำให้เราทำความเข้าใจภาพใหญ่ของสภาวะการปกครองของไทยได้ดียิ่งขึ้น
เรียบเรียงมาให้อ่านเข้าใจได้ง่าย แนะนำครับ
เรียบเรียงมาให้อ่านเข้าใจได้ง่าย แนะนำครับ
November 26, 2021
วรรณคดีกับการเมืองดูเป็นหัวข้อเชยๆ แล้วในยุคคอนเท้นท์
เพราะเมืองไทยมีหลักใหญ่แค่ไม่กี่ชิ้นสำคัญให้ชำแหละศึกษา
ไตรภูมิพระร่วง, โองการแช่งน้ำ, รามเกียรติ์ ถูกส่องจนปรุหมด
งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็วนเวียนเชิงประวัติกับความงามภาษา
เลยห่างแนวนี้จนคิดว่าวรรณคดีวิจารณ์กับผมคงจบแล้ว
ซื้อเล่มนี้เพราะอยากตามผลงานไทยศึกษาสำนักออสเตรเลีย
เป็นงานวิจัยที่ไม่ยืดยาด สำนวนกระชับ แปลลื่นอ่านคล่อง
ร้อยเรียงโลกทัศน์การเมืองผ่านวรรณกรรมศาสนาไว้แน่นปึ๊ก
เติมความเข้าใจต่อระบบระบอบโบราณที่ส่งผ่านถึงวันนี้ได้ดียิ่ง
•
#ธรรมประวัติ คือวิถีบำเพ็ญเพียรต่อเนื่องผ่านตำนานชาดก
ด้วยอุดมการณ์โพธิสัตว์สั่งสมผลบุญ 550 ชาติ
หัวใจสำคัญคือการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ก่อนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะออกแสวงหนทางหลุดพ้น
กระทั่งบรรลุอุดมคติสูงสุดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อมีการปรับโครงเรื่องเป็น #พุทธประวัติ
ชาดกทั้งหมดถูกตัดออกไปจากความเป็นศาสดา
เหลือไว้แค่ตอนพระพุทธเจ้าประสูติเท่านั้น
พุทธประวัติลบเลือนธรรมประวัติในฐานะความเชื่อ
พระพุทธเจ้ามีฐานะบุคคลตามประวัติศาสตร์
มากกว่าพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งมั่นบรรลุมรรคผลนิพพาน
•
#อรรถกถาชาดก ในฐานะตัวบทคาถาภาษาบาลี
โดยเฉพาะการบำเพ็ญทานบารมียิ่งใหญ่ของพระเวสสันดร
ถูกนับถือว่าเป็นเรื่องเล่าอดีตชาติสุดท้ายโดยตรงจากพุทธะ
สื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันผ่านการกลับชาติมาเกิด
เมื่อคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนี้เดินทางจากศรีลังกาถึงท้องถิ่นเอเชีย
เหล่าเจ้าผู้ปกครองพื้นเมืองต่างหยิบรับปรับใช้ให้สอดคล้อง
โดยเชื่อมโยงตระกูลสมอ้างเกี่ยวเนื่องกับมหาวงศ์ตามชาดก
เพื่อแสดงสิทธิอำนาจอ้างอิงเชื้อสายมหาธรรมราชาในตำนาน
ประโยชน์ของชาดกคือเครื่องมือการปกครองยุคโบราณ
ด้วยชุดคำอธิบายทางศาสนาผ่านโครงเรื่ิองศักดิ์สิทธิ์
•
#โลกพระศรีอาริย์ คืออุดมคติของชาวพุทธผู้ยังมิอาจหลุดพ้น
เงื่อนไขของการจะได้ไปเกิดใหม่ในดินแดนสุขสมบูรณ์แห่งนั้น
สามารถส่งต่อผ่านการฟังเทศน์มหาชาติมากกว่าอ่านคัมภีร์เอง
เพราะการเทศน์เป็นพิธีสำคัญถูกจัดเตรียมไว้ยิ่งใหญ่ซับซ้อน
ทั้งข้าวของมีค่าเพื่อติดกัณฑ์บูชาพระภิกษุนักแหล่ผู้ชำนาญ
สร้างฉากตกแต่งศาลาวัดให้อลังการดุจราชวังหรือเขาวงกต
บางครั้งถึงกับมีตัวละครแสดงประกอบจำลองเหตุการณ์ชาดก
งานบุญผะเหวดเดือนมีนาคมกลายเป็นประเพณีใหญ่ภาคอีสาน
ความเชื่อว่าผลบุญอันเกิดจากได้ร่วมฟังเทศน์แหล่ครบถ้วน
คือวิธีส่งต่อพุทธตำนานฝังรากลึกลงสู่สำนึกท้องถิ่นสนิทแน่น
•
#ไตรปิฎกสยาม พ.ศ.2436 (ค.ศ.1893) ในรัชสมัย ร.5
ถูกจัดพิมพ์ภายใต้เงื่อนไขสำคัญของช่วงยุคล่าอาณานิคม
คือทรงเป็นแหล่งทุนสนับสนุนนักวิชาการภาษาบาลีชาวฝรั่ง
ราชสำนักสยามร่วมมือส่งต้นฉบับคัมภีร์ไปอ้างอิงตรวจสอบ
เป็นผู้บริจาคใหญ่เมื่อแรกตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ พ.ศ.2425
ทำให้โครงการรวบรวมตัวบทคัมภีร์ศาสนาตะวันออกครบถ้วน
แต่ผลกระทบคือศาสนวิชาการแบบตะวันตกตัดเอาชาดกทิ้งไป
ถือเป็นเรื่องแต่งเติมขาดความเป็นเหตุผลตามมาตรฐานคัมภีร์
ส่งผลให้ความสำคัญจากโครงเรื่องเชิงอุดมการณ์ปกครอง
ถูกลดลำดับกลายเป็นแค่นิทานพื้นบ้านในขนบพุทธเถรวาท
ก่อนถูกรวบรวมชำระอักษรธรรมเป็นตัวเขียนภาษาไทย
กลายเป็นวรรณกรรมไทยสมัยอยุธยา #มหาชาติคำหลวง
แต่ขนบธรรมเนียมท้องถิ่นชาวบ้านยังขับเคลื่อนเรื่องเล่าชาดก
ให้เด่นชัดถึงอุดมคติโบราณซึ่งผูกโยงถึงกษัตริย์ผู้มีบุญบารมี
ด้วยบำเพ็ญทานหมดตัว ไม่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน
เพราะเมืองไทยมีหลักใหญ่แค่ไม่กี่ชิ้นสำคัญให้ชำแหละศึกษา
ไตรภูมิพระร่วง, โองการแช่งน้ำ, รามเกียรติ์ ถูกส่องจนปรุหมด
งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็วนเวียนเชิงประวัติกับความงามภาษา
เลยห่างแนวนี้จนคิดว่าวรรณคดีวิจารณ์กับผมคงจบแล้ว
ซื้อเล่มนี้เพราะอยากตามผลงานไทยศึกษาสำนักออสเตรเลีย
เป็นงานวิจัยที่ไม่ยืดยาด สำนวนกระชับ แปลลื่นอ่านคล่อง
ร้อยเรียงโลกทัศน์การเมืองผ่านวรรณกรรมศาสนาไว้แน่นปึ๊ก
เติมความเข้าใจต่อระบบระบอบโบราณที่ส่งผ่านถึงวันนี้ได้ดียิ่ง
•
#ธรรมประวัติ คือวิถีบำเพ็ญเพียรต่อเนื่องผ่านตำนานชาดก
ด้วยอุดมการณ์โพธิสัตว์สั่งสมผลบุญ 550 ชาติ
หัวใจสำคัญคือการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ก่อนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะออกแสวงหนทางหลุดพ้น
กระทั่งบรรลุอุดมคติสูงสุดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อมีการปรับโครงเรื่องเป็น #พุทธประวัติ
ชาดกทั้งหมดถูกตัดออกไปจากความเป็นศาสดา
เหลือไว้แค่ตอนพระพุทธเจ้าประสูติเท่านั้น
พุทธประวัติลบเลือนธรรมประวัติในฐานะความเชื่อ
พระพุทธเจ้ามีฐานะบุคคลตามประวัติศาสตร์
มากกว่าพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งมั่นบรรลุมรรคผลนิพพาน
•
#อรรถกถาชาดก ในฐานะตัวบทคาถาภาษาบาลี
โดยเฉพาะการบำเพ็ญทานบารมียิ่งใหญ่ของพระเวสสันดร
ถูกนับถือว่าเป็นเรื่องเล่าอดีตชาติสุดท้ายโดยตรงจากพุทธะ
สื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันผ่านการกลับชาติมาเกิด
เมื่อคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนี้เดินทางจากศรีลังกาถึงท้องถิ่นเอเชีย
เหล่าเจ้าผู้ปกครองพื้นเมืองต่างหยิบรับปรับใช้ให้สอดคล้อง
โดยเชื่อมโยงตระกูลสมอ้างเกี่ยวเนื่องกับมหาวงศ์ตามชาดก
เพื่อแสดงสิทธิอำนาจอ้างอิงเชื้อสายมหาธรรมราชาในตำนาน
ประโยชน์ของชาดกคือเครื่องมือการปกครองยุคโบราณ
ด้วยชุดคำอธิบายทางศาสนาผ่านโครงเรื่ิองศักดิ์สิทธิ์
•
#โลกพระศรีอาริย์ คืออุดมคติของชาวพุทธผู้ยังมิอาจหลุดพ้น
เงื่อนไขของการจะได้ไปเกิดใหม่ในดินแดนสุขสมบูรณ์แห่งนั้น
สามารถส่งต่อผ่านการฟังเทศน์มหาชาติมากกว่าอ่านคัมภีร์เอง
เพราะการเทศน์เป็นพิธีสำคัญถูกจัดเตรียมไว้ยิ่งใหญ่ซับซ้อน
ทั้งข้าวของมีค่าเพื่อติดกัณฑ์บูชาพระภิกษุนักแหล่ผู้ชำนาญ
สร้างฉากตกแต่งศาลาวัดให้อลังการดุจราชวังหรือเขาวงกต
บางครั้งถึงกับมีตัวละครแสดงประกอบจำลองเหตุการณ์ชาดก
งานบุญผะเหวดเดือนมีนาคมกลายเป็นประเพณีใหญ่ภาคอีสาน
ความเชื่อว่าผลบุญอันเกิดจากได้ร่วมฟังเทศน์แหล่ครบถ้วน
คือวิธีส่งต่อพุทธตำนานฝังรากลึกลงสู่สำนึกท้องถิ่นสนิทแน่น
•
#ไตรปิฎกสยาม พ.ศ.2436 (ค.ศ.1893) ในรัชสมัย ร.5
ถูกจัดพิมพ์ภายใต้เงื่อนไขสำคัญของช่วงยุคล่าอาณานิคม
คือทรงเป็นแหล่งทุนสนับสนุนนักวิชาการภาษาบาลีชาวฝรั่ง
ราชสำนักสยามร่วมมือส่งต้นฉบับคัมภีร์ไปอ้างอิงตรวจสอบ
เป็นผู้บริจาคใหญ่เมื่อแรกตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ พ.ศ.2425
ทำให้โครงการรวบรวมตัวบทคัมภีร์ศาสนาตะวันออกครบถ้วน
แต่ผลกระทบคือศาสนวิชาการแบบตะวันตกตัดเอาชาดกทิ้งไป
ถือเป็นเรื่องแต่งเติมขาดความเป็นเหตุผลตามมาตรฐานคัมภีร์
ส่งผลให้ความสำคัญจากโครงเรื่องเชิงอุดมการณ์ปกครอง
ถูกลดลำดับกลายเป็นแค่นิทานพื้นบ้านในขนบพุทธเถรวาท
ก่อนถูกรวบรวมชำระอักษรธรรมเป็นตัวเขียนภาษาไทย
กลายเป็นวรรณกรรมไทยสมัยอยุธยา #มหาชาติคำหลวง
แต่ขนบธรรมเนียมท้องถิ่นชาวบ้านยังขับเคลื่อนเรื่องเล่าชาดก
ให้เด่นชัดถึงอุดมคติโบราณซึ่งผูกโยงถึงกษัตริย์ผู้มีบุญบารมี
ด้วยบำเพ็ญทานหมดตัว ไม่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน
October 23, 2016
I had some trouble understanding parts of the book but otherwise it was an interesting take on the transformation of Buddhist Kingship in Thailand.
Displaying 1 - 11 of 11 reviews











