Jump to ratings and reviews
Rate this book

ตื่นบนเตียงอื่น

Rate this book
และแล้วการเดินทางก็มาถึงวันที่ผมต้องถามตัวเองว่า กำลังหนีอะไรอยู่…

ความทรงจำจากช่วงเวลาหนึ่งปีที่พลัดถิ่น เดินทางไกล เพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดทางปรัชญาที่เรียกว่า “แพนเธอิสม์” หรือแนวคิดที่ว่าธรรมชาติกับ “พระเจ้า” คือสิ่งเดียวกัน

ปราบดา หยุ่น พาตัวเองไปในที่ที่ไม่คิดว่าจะไป และมีแต่คนห้ามปรามไม่ให้ไป นั่นคือเกาะเล็กๆในฟิลิปปินส์ เจ้าของฉายาน่าสะพรึงกลัว: “เกาะมนตร์ดำ” ที่อยู่ของแม่มดหมอผี และอำนาจเร้นลับ

ขณะใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลอยู่ที่นั่น ปราบดาพบว่าเขากำลังเดินทางเข้าไปในวงกตแห่งความคิดของตัวเอง และเสน่ห์ประหลาดของ “เกาะมนตร์ดำ” กลายเป็นฉากของการครุ่นคิดทบทวน เปลี่ยนทัศนะบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติและชีวิต

ราวกับได้ตื่นขึ้นมาบน “เตียงอื่น” หลังจากการหลับใหลบนอีกเตียงมายาวนาน

176 pages, Paperback

First published July 1, 2015

5 people are currently reading
64 people want to read

About the author

Prabda Yoon

49 books47 followers
See ปราบดา หยุ่น for Thai profile.

Prabda Yoon (Thai: ปราบดา หยุ่น; RTGS: Prapda Yun; born 2 August 1973 in Bangkok) is a Thai writer, novelist, filmmaker, artist, graphic designer, magazine editor, screenwriter, translator and media personality. His literary debut, Muang Moom Shak (City of Right Angles), a collection of five related stories about New York City, and the follow-up story collection, Kwam Na Ja Pen (Probability), both published in 2000, immediately turned him into "...the talk of the town..." In 2002, Kwam Na Ja Pen won the S.E.A. Write Award, an award presented to accomplished Southeast Asian writers and poets.

Prabda has been prolific, having written over 20 books of fiction and nonfiction in ten years, designed over 100 book covers for many publishers and authors, translated a number of modern Western classics such as Vladimir Nabokov's Lolita and Pnin, all of J. D. Salinger's books, Anthony Burgess's' A Clockwork Orange, and Karel Čapek's R.U.R. He has also written two acclaimed screenplays for Thai "new wave" filmmaker Pen-Ek Ratanaruang, "Last Life in the Universe" (2003) and "Invisible Waves" (2006). Prabda's literary work has been translated to Japanese and published in Japan regularly. He has exhibited his artworks (paintings, drawings, installations) in Thailand and Japan. He has also produced music and written songs with the bands Buahima and The Typhoon Band.

In 2004, Prabda founded Typhoon Studio, a small publishing house with two imprints, Typhoon Books and Sunday Afternoon. In 2012, he opened Bookmoby Readers' Cafe, a small bookshop at the Bangkok Art and Culture Centre. In 2015, Prabda wrote and directed his first feature film, "Motel Mist", which was selected to premiere and compete at the International Film Festival Rotterdam in 2016. The Sad Part Was, a collection of twelve short stories mostly taken from Prabda's Kwam Na Ja Pen in English, translated from Thai by Mui Poopoksakul (who won an English PEN Award for her translation), was published by the London-based independent publisher, Tilted Axis, and released in the UK on 3 March 2017. It is said to be the first translation of Thai fiction to be published in the UK.

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
19 (33%)
4 stars
22 (38%)
3 stars
12 (21%)
2 stars
3 (5%)
1 star
1 (1%)
Displaying 1 - 16 of 16 reviews
Profile Image for Kin.
514 reviews165 followers
November 16, 2015
ผมอ่านงานเล่มนี้ของพี่คุ่นจบในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เหตุผลสำคัญเพราะเนื้อหาเป็นประเด็นที่ผมกำลังสนใจและการเขียนของพี่คุ่นที่ยังคงสนุกและน่าสนใจเสมอ ผมมีอะไรได้คิดหลายเรื่องจากงานนี้ และแนะนำมากๆ สำหรับใครก็ต่อที่อยากคิดเกี่ยวกับ "ธรรมชาติ" ให้ลึกซึ้งไปกว่าแค่การรักษ์โลกอย่างขอไปที สิ่งที่ดีงามมากมีสองส่วน ส่วนนึงคือการนำเสนอแนวคิดทางปรัชญาให้เข้าใจง่ายขึ้นกว่าอ่านต้นฉบับมาก (และไม่ได้ลดทอนความซับซ้อนของมันไปมากนัก) อีกส่วนนึงคือ เราคิดว่าพี่คุ่นประสบความสำเร็จในแง่ของการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งวิจารณ์ความรู้สึก/นึกคิดแบบชนชั้นกลาง แนวคิดของพวกสิ่งแวดล้อมนิยม และการวิพากษ์วิจารณ์ความโรแมนติกของตัวเอง

ตั้งแต่เปิดเรื่อง พี่คุ่นเขียนว่านี่เป็นบันทึกมากกว่าจะเป็นงานวิชาการ แต่ผมอดอ่านมันในฐานะงานเขียนที่ต้องจริงจังกับมันมากๆ ไม่ได้ สารภาพตามตรงว่าเนื้อหาส่วนเหตุการณ์ในฟิลิปปินส์นั้น ผมใส่ใจกับมันน้อยมาก แต่ตั้งใจอ่านการนำเสนอข้อถกเถียงทางปรัชญาที่คิดว่าสนุกและน่าสนใจทีเดียว หัวใจของหนังสืออยู่ที่หน้า 48, 101-104 และ 141-145 ถ้าใครเข้าใจตรงนี้ ก็น่าจะเข้าใจคอนเซปต์ของข้อถกเถียงสำคัญเรื่องนึงทางปรัชญาร่วมสมัยได้ไม่ยากเลย

ผมคิดว่าประเด็นที่น่าคิดต่อและนำมาสู่คำถามมีอยู่สองเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง การอ่าน "ตื่นบนเตียงอื่น" ชวนให้ผมตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดจำแนกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยกับธรรมชาติ อันเป็นโจทย์ใหญ่ทางปรัชญาในสองสายสำคัญ คือสายของสปิโนซา ซึ่งพี่คุ่นแนะนำไว้ในหนังสือ กับสายของนักสังคมวิทยา/มานุษยวิทยาที่ได้รับการฝึกฝนมาทางวิทยาศาสตร์ ผมสงสัยมาสักพักว่าความแตกต่างระหว่างแนวคิดของคนสองกลุ่มที่คล้ายคลึงกันมากอยู่ตรงไหน ผมเสนอเล่นๆ กับตัวเองว่าอาจอยู่ที่วิธีการในการพิสูจน์ความรู้นั้น ในขณะที่สปิโนซาพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์ที่แยกขาดจากกันไม่ได้ระหว่างธรรมชาติ/พระเจ้า/มนุษย์ ด้วยการให้เหตุผลทางตรรกะและทางปรัชญา การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นการพยายามตอบคำถามทางปรัชญาด้วยนั้น อาศัยกลไกของการสังเกตและทดลอง ความแตกต่างนี้น่าจะมาจากจุดยืนในการเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ที่แตกต่างกันด้วย (อย่างน้อยในแง่แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นปัจเจก ซึ่งถ้ามองในมุมหลังก็อาจไม่เชื่อว่ามีปัจเจกอยู่จริงๆ ด้วยซ้ำ) ผมได้อิทธิพลจากการตามอ่านงานของคนกลุ่มหลังมากกว่าคนกลุ่มแรก ทว่าไม่ได้คิดว่าเราสามารถแยกทั้งสองกลุ่มออกจากกันได้เด็ดขาด ดูเหมือนความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์จะช่วยยืนยันข้อเสนอที่ท้าทายของสปิโนซา แต่ถึงอย่างนั้น ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไปมากกว่าข้อเสนอทางปรัชญาหรือเปล่า .. ผมไม่แน่ใจนัก

อีกประเด็นหนึ่ง ผมเห็นว่าบางประโยค บางย่อหน้าในงานเล่มนี้ชวนขัดใจเอามากๆ ทั้งที่พี่คุ่นสรุปและนำเสนอแนวคิดได้ดีในหลายช่วง แต่การพูดถึง "พฤติกรรมอื่นๆ ที่ดูเหมือนว่ามนุษย์จะเป็นสัตว์ประเภทเดียวในโลกที่ช่างกล้าหน้าด้านอุตริทำอยู่พวกเดียว" ขึ้นมาลอยๆ และไม่ได้อธิบายต่อว่าหมายถึงพฤติกรรมอะไร ก็ทำให้เกิดคำถามว่าผู้เขียนยังคงเชื่อในความพิเศษในมุมกลับของมนุษย์ คือนอกจะแตกต่างจากสัตว์อื่นแล้ว ยัง "ระยำตำบอนเป็นพิเศษ" กว่าสัตว์อื่นด้วยหรือเปล่า ผมไม่คิดว่าความพิเศษนั้นมีอยู่ในฐานะสิ่งที่ "ไม่ใช่ธรรมชาติ" ความสามารถในการทำระยำตำบอนต่างๆ มากมายเป็นศักยภาพทางชีววิทยาที่มนุษย์มีร่วมกับศักยภาพทางสภาพแวดล้อมภายในระบบนิเวศที่พวกเขาดำรงอยู่มากกว่า และไม่จำเป็นต้องไปให้คุณค่ากับมันเป็นพิเศษ ไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ

อีกจุดที่ขัดเคืองใจผมมากคือ ย่อหน้าหลักของหน้า 51 ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าพี่คุ่นกำลังนำเสนอแนวคิดและข้อถกเถียงทางปรัชญาของคนกลุ่มหนึ่ง หรือเขียนย่อหน้านี้ขึ้นมาด้วยความเข้าใจแบบนั้นจริงๆ ถ้าเป็นในกรณีหลังก็น่าเสียใจมาก การมองว่า "ในขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกดำรงอยู่ตามวิถีสายพันธุ์ของมันแทบจะโดยอัตโนมัติ หากเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการ (ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป) มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงกว่า โดยเฉพาะจากสิ่งที่เรียกว่า "นวัตกรรม" หรือ "เทคโนโลยี" ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงของความรู้สึกแปลกแยกและเป็นสิ่งอื่น" ชวนให้เรากลับไปเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสถานะของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและโลก ผมสงสัยว่า อาวุธยุคหิน (หรือกิ่งไม้ที่ลิงชิมแพนซีบางตัวใช้ล่าสัตว์) เป็นผลผลิตของความรู้สึกแปลกแยกและเป็นสิ่งอื่นของมนุษย์อย่างไร (ผมเดาว่าเรากำลังหมายถึงความแปลกแยกต่อธรรมชาติในความหมายของเฮเกล เป็นสมมติฐานถึงวิภาษวิธีต่อธรรมชาติของมนุษย์ พูดง่ายๆ คือมนุษย์เป็นมนุษย์ได้เพราะปฏิเสธธรรมชาติ ซึ่งถ้าหมายถึงในแง่นี้จริงๆ เราก็ยังไปไม่ถึงสปิโนซ่า) และสงสัยอีกว่า นวัตกรรมของมนุษย์ควรถูกมองเป็นอะไรที่มากกว่าธรรมชาติและวิวัฒนาการของมนุษย์จริงหรือเปล่า ผมกำลังคิดถึงมุมมองที่สุดขั้วอย่างหนึ่ง คือหากทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ย่อมเป็นธรรมชาติและเป็นช่วงตอนหนึ่งของวิวัฒนาการดังที่ผู้เขียนชี้ให้เห็นในช่วงท้าย เหตุใดการสร้างนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี (ซึ่งในความหมายกว้าง อาจไม่จำกัดอยุ่แค่มนุษย์) จึงไม่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "วิถีสายพันธุ์" ของมนุษย์เองด้วย แน่นอนว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลง "ธรรมชาติ" ได้มากมายเกินสัตว์อื่น แต่ใช่หรือไม่ว่าศักยภาพนั้นเป็นผลลัพธ์ทางวิวัฒนาการของสัตว์สายพันธุ์ที่มีสมองใหญ่ เดินสองขา อยู่ร่วมกันเป็นสังคม และมีศักยภาพในการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ แน่นอนว่าศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดทำให้ดูเหมือนความเปลี่ยนแปลงในทาง "วัฒนธรรม" ดูรวดเร็วกว่า "ชีววิทยา" แต่จะดีกว่าหรือเปล่าหากเราไม่มองทั้งสองแยกขาดออกจากกัน ราวกับศักยภาพของมนุษย์ในการทำสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์อื่น เป็นเรื่อง "เหนือธรรมชาติ" ของมนุษย์เอง อันเป็นแนวคิดที่งานชิ้นนี้พยายามปฏิเสธ

ผมคิดว่าคำถามที่สำคัญเรื่องหนึ่งและเป็นสิ่งที่พี่คุ่นไม่ได้พูดคือ มนุษย์ในงานชิ้นนี้หมายถึงใครบ้าง หมายถึงมนุษย์สมัยใหม่ในความหมายทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิม ซึ่งอาจกินเวลาไม่กี่ศตวรรษ หมายถึงมนุษย์สมัยใหม่ในทางวิวัฒนาการ (Homo Sapiens) ซึ่งกินเวลาราวสองแสนปี หรือหมายถึงตั้งแต่บรรพบุรุษสายพันธุ์ Homo ที่เริ่มแยกขาดจากสายพันธุ์ Pan ของพวกบรรพบุรุษชิมแพนซีเมื่อกว่าสิบล้านปีก่อนเป็นต้นมา บางทีการจำแนกมนุษย์ให้ชัดเจนก็อาจเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญก่อนการจำแนกตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ท่ามกลางธรรมชาติ ยังไงก็ตาม การจำแนกความแตกต่างเป็นคนละเรื่องกับการบอกว่าสิ่งใดพิเศษกว่าสิ่งใด และสุดท้าย เราอาจพบความจริงที่ซ้ำเดิมว่า การจำแนกมิได้หมายถึงการแยกขาด ในเมื่อสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน��ากกว่าที่เรา, มนุษย์สมัยใหม่ในความหมายแรก นึกคิดเอาไว้เสมอ.
Profile Image for ดินสอ สีไม้.
1,075 reviews179 followers
September 22, 2018
การได้อ่านหนังสือเล่มนี้
ก็ถือว่าได้อ่านอะไรแปลกๆ เปิดมุมมองใหม่
แต่ถ้าถามว่าสนุกมั๊ย .. ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับเรื่องแบบนี้
ไม่มีหนังสือดีสำหรับทุกคน
มีเพียงแต่หนังสือดีสำหรับใคร ในช่วงเวลาใดเท่านั้น
ตื่นบนเตียงอื่น .. ในเวลานี้ .. ยังไม่ใช่สำหรับเราค่ะ
Profile Image for Nakwan sriaru.
80 reviews21 followers
July 20, 2018
จากบทนำ ผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่หลายปี ถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ปลีกวิเวกบนเกาะซิกิฮอร์ เกาะมนตร์ดำของชาวฟิลิปปินส์ ตามหาแม่หมอพ่อมด เพื่อหาคำตอบที่ตนเองสนใจ

จากความสงสัยตั้งต้นระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ คือถ้าเริ่มแบบนี้ก็คือการติดบ่วงของการแยกตัวออกมาจากธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายหลากหลาย ทั้งถวิลหา อยากหวนคืน ต่อต้าน ทำลายล้าง ฯลฯ แต่นักปรัชญาและแนวคิดที่ยกมา(อย่างรวบรัด)ก็พาเราไปพ้นจากการ 'ปลีกวิเวกพักร้อนสองสามเดือน' ซึ่งน่าจะเป็นฝันรวมหมู่ของคนเมืองชั้นกลางอย่างเราๆ

ไปๆมาๆวกกลับมาที่แนวคิดรักษ์โลก กรีน สิ่งแวดล้อม ที่ไปกันได้ดีเหลือเกินกับทุนนิยม

อ่านสนุกเลยทีเดียว วิพากษ์ได้ให้ชาวกรีนพอเจ็บๆคันๆ เกือบจะล้ำเส้นจนตกไปสู่การ 'รู้ไปหมดแต่ไม่ทำห่ะอะไรสักอย่าง' ยังดีที่เลี้ยงสมดุลย์ของน้ำเสียงได้จนไม่ไปถึงจุดนั้น แต่จะพาไปถึงจุดไหน

อืมม อาจต้องไปหาอ่าน สปิโนซ่า เอาเอง
Profile Image for Kanin Nitiwong.
72 reviews44 followers
January 3, 2016
หนังสือเล่าบันทึกการเดินทางไปยังที่อื่น (เกาะซิกิฮอร์ ฟิลิปปินส์) เพื่ออยู่กับตัวเองและแสวงหาอะไรบางอย่างในชีวิต ประกอบไปกับเล่าประวัติศาสตร์ปรัชญาสายธรรมชาติ สลับไปมา ในแง่ความรู้เรื่องปรัชญาถือว่าสนุกได้ความรู้ดี ส่วนเรื่องการบันทึกประสบการณ์และความคิดถือว่าเราไม่ค่อยอินและได้อะไรกลับมาเท่าไหร่ สงสัยเราจะชอบความโรแมนติค มองโลกในแง่ดีมั้ง ในขณะที่ปราบดาดูจะมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยสำหรับเรา แกเขียนยอมรับตัวเองไว้ในหนังสือด้วยว่า "...มันเป็นช่วงเวลาที่ผมได้อ่านหนังสืออย่างจริงจัง ศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ไม่เคยรู้และต้องการรู้ ได้อยู่กับตัวเองอย่างอิ่มหนำจนสามารถสรุปว่าตัวเองไม่ใช่คนที่น่าอยู่ด้วยสักเท่าไหร่"
Profile Image for Blackdogsworld.
66 reviews13 followers
October 22, 2018
"เราต่างอาศัยอยู่ในความคิดและจินตนาการของตัวเอง และบางครั้งก็อยู่กับมันนานเกินไป

ยิ่งกว่านั้น ความคิดและจินตนาการส่วนใหญ่เป็นภาพที่ถูกป้อนใส่ให้กับเรา หรือถูกปั้นแต่งโดยสถานะและสภาพแวดล้อมที่เราดำรงอยู่ เราอาจใช้ทั้งชีวิตอยู่ในความคิดและจินตนาการโดยไม่ต้องตั้งคำถามกับมัน แต่บางครั้งประสบการณ์และการไตร่ตรองก็อาจสะกิดให้เราตระหนักรู้อีกแบบ"

- ปราบดา หยุ่น, ตื่นบนเตียงอื่น

----------

เล่มนี้คือหนึ่งในหนังสือบันทึกการเดินทางที่ผมอ่านแล้วชอบมาก โดยเฉพาะบทสุดท้าย ผมชอบตรงที่ผู้เขียนไม่มีความพยายามจะหาข้อสรุปการเรียนรู้อะไรจากการเดินทาง และไม่พยายามจะทำให้มันดูเป็นเรื่องโรแมนติกแบบที่กระตุ้นให้ผู้อ่านชนชั้นกลางอยากแบกกระเป๋าออกไปเดินทางบ้าง แต่มันคือการเดินทางทางความคิดของผู้เขียน ที่ชักชวนเราคิด ถกเถียง และทำความเข้าใจประเด็นเหล่านั้นผ่านความคิดของเราเอง
Profile Image for Ann Sriwalee .
15 reviews1 follower
August 24, 2025
อวยมั้ย ก็อวย เพราะเราชอบงานเขียนของพี่คุ่นตั้งแต่เรียนมหา'ลัย สำนวนพี่คุ่นเป็นสำนวนแบบร่วมสมัย อ่านแล้วมันสวยงาม มันดีจัง มันเหมือนเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังแต่ยังคงความเป็นวรรณกรรมที่งดงามในแบบฉบับของพี่คุ่น เนื้อเรื่องที่ว่าด้วยการค้นหาตัวเองที่นอกเหนือจากสิ่งที่เคยพบเจอ ประมาณแบบหลบหลีกไปให้ไกล เพื่อจะได้เจออะไรที่ดีกว่า (ก็ได้) ซึ่งพี่แกไปในที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะมนตร์ดำในฟิลิปปินส์ แล้วก็โยงไปเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ความเป็นปรัชญา ความเป็นมนุษย์กับธรรมชาติ แต่คดีพลิกค่ะ เพราะไปที่นั่นได้ไม่นานพี่แกกลับโหยหาความวุ่นวายอย่างที่เคยเจอซะงั้น คิดว่าความวุ่นวายที่หลีกหนีมาจริงๆ คือความปกติสุข แค่ใช้ดวงตามองให้ต่างออกไป เอ้อ...ติสต์จริง
Profile Image for Khaikung.
7 reviews2 followers
Read
July 31, 2015
แม้ว่าอาจจะนิยามยากซักนิด หากจะจัดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนวใหน

การเล่าเรื่องคาบเกี่ยวระหว่างการเดินทางและภาวะตระหนักรู้ภายในใจถ่ายทอดออกมาเป็นหลักปรัชญาให้สามารถเข้าใจได้โดยไม่ยากนัก อ่านจบแล้วเกิดคำถามในหัวหลายอย่าง ไม่ได้ต้องการถามผู้เขียน แต่คำถามเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวเราเอง โดยเฉพาะบทท้ายๆที่พูดถึงเรื่องชนชั้นกลางอย่างตรงไปตรงมา ชีวิตที่โหยหาดินแดนแห่งความเปล่าสงบ และประกาศตัวต่อต้านเมืองอย่างชนชั้นกลางเท่ๆจะพึงกระทำ 

บางดินแดนคงเหลือและอยู่ได้ด้วยตำนานที่เล่าต่อกันมา เฉกเช่นเดียวกับดินแดนที่ผู้เขียนได้ไป
สุดท้ายแล้วค้นพบว่ามนุษย์เองนี่แหละที่ไม่เคยพึงพอใจกับสิ่งใดที่ตัวเองมีอยู่เลย

อ่านจบแล้วหลงรักเกาะมนต์ดำมากขึ้นไปอีกหลายๆเท่า 
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์.
Author 11 books109 followers
February 8, 2016
ตอนแรกนึกว่าจะได้อ่านสไตล์บันทึกเดินทาง แต่ดันได้อ่านปรัชญาสายธรรมชาตินิยมที่ค่อนข้างถูกจริต สำหรับแฟนคลับธอโร สปิโนซา และอีเมอร์สัน
Profile Image for Suwitcha Chandhorn.
Author 15 books90 followers
December 26, 2017
การเดินทางที่พาเราไปสู่เกาะลึกลับในประเทศฟิลิปปินส์ดูจะเป็นพล็อตที่น่าสนใจ แต่การบรรยายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางปรัชญา (และแนวความคิดของนักปรัชญา) ทำให้บันทึกการเดินทางเล่มนี้ต่างจากงานชิ้นอื่นของปราบดาที่เคยอ่านมา มันเป็นงานที่ลึกซึ้ง เต็มไปด้วยข้อมูลที่ชวนให้เราขบคิด อย่างน้อยก็ในแง่ของคำถามว่าเราเป็นใคร และอะไรหรือเหตุผลของการใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่
Profile Image for ppanicha.
32 reviews18 followers
May 18, 2019
การตั้งคำถามที่เราร่วมเดินทางแบ่งปันมุมมองและทัศนะ ไม่เคยเบื่องานของคุณปราดา
1 review1 follower
June 2, 2024
เป็นหนังสือที่ดีมาก แต่ความรู้สึกเมื่ออ่านจบแล้วกับเมื่ออ่านได้ประมาณ 120 -130 หน้าอาจจะต่างกัน คิดว่าที่น่าสนใจมากที่สุดคือเกี่ยวกับการวิเคราะห์ชนชั้นกลางกับแนวคิดโรแมนติค รักธรรมชาติ คิดว่าเห็นด้วยกับผู้เขียน แต่คิดว่าบางครั้งมายา โลกในจินตนาการก็อาจจำเป็น (โดยเฉพาะถ้าเจ้าตัวก็ยอมรับว่ามันเป็นแค่มายา) เพราะถ้าไม่มี อาจยากในการพยุงชีวิตต่อไป หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ให้คำตอบในสิ่งที่ค้นหาแต่ก็ให้แง่คิดเกี่ยวกับชีวิตดีๆหลายอย่าง และเมื่ออ่านจบเหมือนรู้สึกว่าคำถามหลายอย่างอาจไม่มีคำตอบ ต้องค้นหากันต่อไป
Profile Image for Suphanat Boonyiamyien.
62 reviews5 followers
August 19, 2015
สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือท่อนหนึ่งในเพลง No new tale to tell ของวง Love and Rockets ผมลองเปิดหาฟังใน YouTube ระหว่างที่อ่าน ก็พบว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อหาดีแต่ทำนองค่อนข้างฟังยาก(เมื่อใช้รสนิยมส่วนตัวเป็นเกณฑ์) ตรงข้ามกับเรื่องราวของปรัชญา(ซึ่งเป็นยาขมสำหรับใครหลายคน)ในหนังสือ ที่เล่าด้วยท่วงทำนองน่าติดตาม สอดแทรกความขบขันในชีวิตอันเป็นเครื่องหมายการค้าหนึ่งของนักเขียน
เหมาะสำหรับชนชั้นกลางที่อยากปลีกวิเวกทำตัวใกล้ชิดกับธรรมชาติแต่ไม่มีเวลา หรือชนชั้นกลางที่มีเวลาว่างพอจะปลีกวิเวกแต่ไม่รู้จะหาหนังสืออะไรไปอ่านแก้เซ็ง
Profile Image for Panchaya.
379 reviews13 followers
December 31, 2015
ปรัชญาว่าด้วย 'ธรรมชาติ' และการตั้งคำถามถึง 'การปลีกหนี' | เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเป็นหนังสือส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นนี้
Profile Image for Tanya N..
36 reviews5 followers
November 6, 2015
ชอบเล่มนี้เป็นอันดับสอง รองจากเรื่อง สมมุติสถาน จากหนังสือทั้งหมดของพี่คุ่น
Profile Image for Toy Erdos.
2 reviews1 follower
March 21, 2016
เป็นหนังสือที่น่าสนใจ ชอบการเล่าเรื่องมากๆ ทำให้อยากไปเที่ยวตามหนังสือ
Displaying 1 - 16 of 16 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.