Jump to ratings and reviews
Rate this book

四月與陽光告別

Rate this book
獻給所有「局外人」的情書
願所有的「四月」,都能找到屬於你的「陽光」

充滿楊桃果香、梔子花香、潮溼泥土芬芳的青春成長小說

「我們活在一個稍縱即逝的時代,記得一些,忘記一些。
然而我卻心思用盡,努力想在某人心上刻下永難抹滅的痕跡,即使我知道自己是多麼平凡無奇。」

********

那晚,午後熱氣仍留在屋中,隔壁房間傳出媽的啜泣聲,從此,我再也沒有看到爸回來過。媽是夜班護理師,後來比較常住在醫院附近友人家,而我已經無法與她正常說話。──瑪伊沙

我想不起我的親生母親,我爸在我很小的時候再婚,結了一次又一次的婚,現在已是第七次。你覺得一個人可以重複愛上多少新對象?在這之中又有沒有可能愛過我?──塔灣

原本這應該是以食物為主的卡拉OK店,但後來我爸離開了,這裡的客人也抱著「那種」企圖,我告訴媽和梅姨,她們認為我是男的,被毛手毛腳又不會怎樣。可是我的心呢?我的感受有誰在乎?──奈特

********

四月,多雨潮溼的泰國小鎮,雨後的泥土芳香和梔子花甜甜的香氣混在一塊,三名青少年結為好友,瑪伊沙有如四月平凡且普通,塔灣則是耀眼的太陽,奈特則是夜晚陰影,他們性格迥異,卻都是家中的局外人,猶如孤舟,渴望成為別人心中重要的人。

他們共同建立聚會的庇護所、他們一起在雨中奔跑、他們試圖陪伴彼此度過家庭的風暴,然而友誼真的能拯救一切嗎?性格裡的陰暗面、被視為禁忌的話題、難以啟齒的生命歷程……真的能被彼此接受嗎?他們同類相聚,卻試圖隱藏情緒,不輕易吐露心聲,但又似彼此競賽,看誰才是最被珍視的那位。

然而,又有誰能支撐彼此到最後,共同實現曾經的承諾?街邊屋旁的楊桃樹與梔子花下,能否再見到熟悉的身影?

264 pages, Paperback

Published February 3, 2026

37 people are currently reading
387 people want to read

About the author

September’s Blue

1 book9 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
269 (52%)
4 stars
142 (27%)
3 stars
78 (15%)
2 stars
17 (3%)
1 star
5 (<1%)
Displaying 1 - 30 of 90 reviews
Profile Image for Mirai.
603 reviews127 followers
May 27, 2023
เห็นเล่มนี้มานานแล้ว เห็นมาตั้งแต่ปกแรก ปกสอง จนถึงปกสามซึ่งเป็นปกปัจจุบันที่เราอ่าน เห็นรีวิวในแง่ดีของเล่มนี้มากมายเช่นกัน และรีวิวเหล่านั้นผลักดันให้เรากล้าตัดสินใจที่จะซื้อเล่มนี้มาอ่าน

เป็นวรรณกรรมเยาวชนไทยโทนเศร้า บรรยากาศชนบทๆ ห่างไกลตัวเมืองหน่อย เป็นเรื่องราวของเด็กชายสามคนที่นิยามตนเองว่าเป็นเพียงแค่ 'คนนอก' นอกสายตาครอบครัว นอกสายตาเพื่อนร่วมชั้น นอกสายตาคนในละแวกบ้าน นอกสายตาจากทุกโครงสร้างและระบบในสังคม

คนอ่านจะได้ตามติดชีวิตของเด็กชาย 'เมษา' ผู้อาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพังสองคน ท่ามกลางวันคืนที่โดดเดี่ยวและสับสน ชีวิตของเมษาเริ่มเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย เมื่อเขาได้พบกับ 'ตะวัน' เด็กลูกครึ่งคนหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาแถวๆ ละแวกบ้าน รวมไปถึง 'ไนท์' เพื่อนร่วมชั้นอีกคนของเมษาที่มีโลกส่วนตัวสูงปิดกั้นไม่ยอมให้ใครเข้าถึง

อ่านแล้วก็รู้สึกชอบขึ้นมาเฉย ถึงโทนเรื่องจะเศร้าถึงเศร้าที่สุด และใจคอไม่ดีเลยตั้งแต่ต้นเรื่อง อ่านแล้วไม่คาดหวังว่าชีวิตเด็กๆ ทั้งสามจะจบแบบสดใสหรือลงตัวในตอนท้าย แต่ก็ภาวนาขออย่าให้ทุกอย่างเลวร้ายไปมากกว่านี้ คือยังไงดี ก็ปัญหาหลายๆ อย่าง เด็กๆ แก้ไขกันเองตามลำพังไม่ได้นี่นา ถ้าพวกผู้ใหญ่ไม่ใส่ใจไม่สนใจความรู้สึกพวกเค้า เมินเฉยกับพวกเค้า หรือผลักพวกเค้าออกไปจากการร่วมตัดสินใจใดๆ ทั้งในฐานะครอบครัวหรือในฐานะสมาชิกของสังคม เพียงเพราะเขาเป็นแค่เด็ก สุดท้ายแล้วเด็กจะมองตัวเองเป็นอย่างอื่นไปได้ไง ถ้าทุกคนหยิบยื่นความเป็น 'คนนอก' แปะไว้ที่เด็กพวกนี้ตั้งแต่ต้นอะ

ใช่ๆ ถึงจะเป็นวรรณกรรมโทนเศร้า แต่อ่านจบเราหัวร้อนค่ะ หัวร้อนกับครอบครัวเด็กทั้งสาม กับโรงเรียน กับสังคม กับอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เด็กทั้งสามต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเพียงลำพัง ความเศร้าที่สะสมมาตลอดทั้งเล่มได้ทำให้คนอ่านคนหนึ่งกำหมัดหนักมาก 😑
Profile Image for eve.
99 reviews
April 19, 2023
หลับตาลงแล้วลองจินตนาการภาพชานเมืองในจังหวัดเล็กๆทางภาคเหนือ หมู่บ้านเล็กๆที่ขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ค่อยถึง บ้านหลังเล็กๆเรียงราย เต็มไปด้วยไม้ดอกประดับเต็มหน้าบ้าน ในช่วงเดือนเมษายนที่อากาศร้อนระอุ พ่วงมาด้วยพายุฤดูร้อนที่โหมกระหน่ำ ทำให้หน้าร้อนที่แดดจ้ากลับเคล้าไปด้วยเม็ดฝนที่ตกหนักแทบทุกวัน ยังไม่นับฝนที่ตกในใจนับครั้งไม่ถ้วนและไม่สนว่าเป็นฤดูกาลไหนในใจของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อเมษา

เมษา ตะวัน และไนท์ เด็กชายอยู่เพียง 15 และ 17 ปีที่ต่างคนต่างมีปัญหากันคนละอย่าง ได้มาพบเจอกัน พูดคุยภาษาเดียวกัน เข้าใจกัน รักกัน และช่วยเหลือกัน คอยอยู่เคียงข้างกันและกันในวันที่แต่ละคนไม่มีใคร เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของเมษา ทั้งมุมมองที่มีต่อเพื่อน พ่อ แม่ โรงเรียน และคนรอบข้าง — เราอดที่จะคิดไม่ได้ระหว่างที่อ่าน ว่าเราจะมองเรื่องราวนี้ในมุมมองไหน ในมุมมองของเด็กอายุ 15-17 ที่เราเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้วเกิน 10 ปี หรือจะมุมมองผู้ใหญ่ (ที่ก็ยังเรียกตัวเองว่าผู้ใหญ่ได้ไม่เต็มปาก) ที่จริงๆก็ยังไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตมากเท่าไรนัก แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะหยุดคิดและซึมซับเอาบรรยากาศของเรื่องไปจนจบเล่ม

สิ่งแรกที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการเลือกใช้ภาษาของนักเขียน ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ก็ยังสละสลวยจนรู้สึกเหมือนโดนบีบอยู่ในกำมือ เป็นการใช้ภาษาในการเล่าเรื่องที่บีบหัวใจแต่ไม่ฟูมฟาย โทนเสียงในการบอกเล่านั้นราบเรียบและนิ่งเหมือนน้ำในบึง ทว่าหากเกิดการกระทบกระทั่งก็จะสะเทือนมาถึงตลิ่ง

แต่ละย่อหน้าที่บอกเล่าความรู้สึกของตัวละครนั้น บอกเล่าได้อย่างตรงไปตรงมาและสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด เรามองว่าหนังสือเล่มนี้นั้นลึกซึ้ง หากแต่ก็ยังตื้นเขิน เรื่องราวยังสามารถไปได้สุดกว่านี้ในแง่ของประเด็นต่างๆที่หยิบยกมาเล่า คำที่ว่าไปได้สุดกว่านี้ถ้าหากจะให้เปรียบเทียบคงจะเป็นการที่ถูกมีดแทงมิดด้าม หากแต่มีดเล่มนั้นเป็นมีดเล่มเล็กที่ถึงจะมิดด้ามแล้วแต่ก็ยังไม่แตะไปถึงจุดสำคัญถึงชีวิต เจ็บ แต่เจ็บได้กว่านี้

ในส่วนของบทสนทนานั้นยังไม่ได้รู้สึกว่าลื่นไหลและเป็นธรรมชาติขนาดนั้น หากแต่มองอีกมุม นั่นเป็นเพียงบทสนทาของเด็กชายอายุ 15 ปีเท่านั้นที่ประสบการณ์ชีวิตยังไม่เจนจัด เปรียบเทียบกับบทสนทนาในหลายปีต่อมาตอนที่ทุกคนต่างเติบโตแล้ว น้ำเสียงนั้นฟังดูมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น

ประเด็นที่นักเขียนหยิบยกมาพูดถึงนั้นเป็นประเด็นที่ใกล้ตัว ใกล้ตัวมากๆ แต่บางทีกลับถูกมองข้าม — ปัญหาในครอบครัว — ทุกครอบครัวนั้นล้วนมีปัญหา แล้วแต่ว่ากี่มากน้อย เรามองว่าปัญหาที่เด็กๆในเรื่องประสบอยู่นั้น เกิดขึ้นจากตัวผู้ปกครองเอง เราไม่อยากโทษเด็กๆเลย เพราะเด็กๆทุกคนเกิดมาอย่างไร้เดียงสา สังคมและสิ่งรอบข้างต่างหากที่เร้า สั่งสม และก่อให้เกิดเป็นตัวตนของเด็กคนนั้นขึ้น ในครอบครัว ถ้าหากผู้ปกครองทุกคนที่ถูกกล่าวถึง หันมาพูดคุยกับเด็กๆอย่างตรงไปตรงมาสักหน่อย ไม่ทิ้งขว้าง ไม่เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน อะไรๆอาจจะดีกว่านี้ เรื่องราวเหล่านั้นที่เกิดขึ้นก็อาจจะไม่เกิดขึ้นหรือทุเลาลงกว่านี้ก็เป็นได้

เรามองว่านักเขียน เขียนเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครแต่ละตัว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพื่อจะสื่อให้เห็นว่าทุกคนล้วนมีปัญหาของตัวเองที่ต้องการจะแก้ไข หากแต่ว่าผู้ใหญ่แต่ละคนนั้นกลับไม่มองว่าปัญหาของเด็กคือปัญหา กลับมองมันเป็นเศษเสี้ยนเล็กๆที่น่ารำคาญใจ เราว่าผู้ใหญ่หยิบเอาก้อนประสบการณ์อันใหญ่โตของตัวเองมาเปรียบเทียบกับก้อนประสบการณ์ของเด็กที่อายุน้อยกว่าพวกเค้าหลายสิบปี ซึ่งมันไม่ถูก และไม่แปลกที่เมื่อหยิบเอาก้อนประสบการณ์มาเทียบกันก็จะพาลหยิบเอาก้อนปัญหามาเทียบกันด้วย ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้ ปัญหาของเด็กชายอายุ 15 มันช่างใหญ่โตเมื่อเทียบกับอายุของพวกเค้า พวกผู้ใหญ่เองก็เคยอายุ 15 มาก่อนทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ทั้งนี้ผู้ใหญ่อาจหลงลืมไปแล้วว่าตอนอายุ 15 เรื่องที่ใหญ่ที่สุดอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆเมื่ออายุย่างเข้าขวบปีที่ 40 เมื่อมองย้อนกลับไปมันอาจฟังดูน่าขัน แต่ ณ ตอนนั้นมันคงไม่ใช่

คุณคิดว่าโลกทั้งใบของเด็กอายุ 15 ณ ตอนนั้น จะมีใครนอกจากพ่อแม่ บุคคลไม่กี่คนที่พวกเค้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเข้าใจและรักอย่างไม่มีเงื่อนไข หากแต่กลับถูกหมางเมินและไม่เอาใจใส่ ไม่เลือกที่จะเผชิญหน้าคุย หากแต่เผชิญหน้าใช้อารมณ์ หักดิบ คิดว่าอย่างไรแล้วไม้อ่อนก็จะโอนอ่อนตามแรงบีบ เปล่าเลย ไม้อ่อนเองก็หักได้เหมือนกันเมื่อถึงจุดแตกหัก

ยกตัวอย่างอย่างแม่ของเมษา ที่หายหน้าหายตาไป ปล่อยปละละเลยให้ลูกต้องอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่แยแส แต่แล้ววันหนึ่งก็เลือกที���จะทำสิ่งที่ยิ่งทำร้ายลูกจิตใจเข้าไปอีกโดยไม่มีการเกริ่นหรือถกถามกันสักนิด หากว่าเราเป็นเมษาเราเองก็คงจะแตกสลายไม่แพ้กัน การกระทำนั้นก็ไม่ต่างจากการเอาน้ำมันราดลงกองไฟให้ไฟยิ่งโหมหนัก แม่ไม่เคยคิดจะขอโทษหรือหันหน้ามาคุยกับเมษาตรงๆ ทั้งๆที่นั่นอาจจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เมษาเรียกร้องจากแม่

ในพาร์ทที่พูดถึงการเป็นคนสำคัญนั้น เราเข้าใจเมษาดียิ่งกว่าอะไร เราเชื่อเสมอว่าทุกคนต้องการเป็นคนสำคัญของคนที่เรามองว่าเค้าสำคัญกับตัวเรา หากแต่ความคิดคนเราไม่เหมือนกัน เรามองว่าเค้าสำคัญที่สุด แต่เค้ามองว่าเราสำคัญที่สุดหรือไม่ ยากจะตอบได้ เรามองว่าการที่เมษาต้องการเป็นที่หนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าเมษาไม่เคยเป็นคนสำคัญ แม้กระทั่งกับคนที่เมษาควรจะเป็นคนสำคัญต่อเค้าที่สุด นั่นก็คือแม่

อีกพาร์ทนึงตอนท้ายๆที่ไนท์บอกเมษาว่าให้อดทน เพื่อความอยู่รอดของตัวเมษาเอง เราเห็นด้วยกับไนท์เป็นที่สุดและกล่าวโทษเมษาที่ไม่ทำตามคำปรึกษาของไนท์ ในส่วนนี้เรามองว่าไนท์มองโลกด้วยเลนส์ของความเป็นจริงและความเป็นไปได้มากที่สุด แต่ใครเล่าจะโทษเมษาได้ พูดกันตามตรง ถ้าหากเมษาได้ตัดสินใจแล้ว ก็คงไม่มีใครห้ามปรามได้

มันช่างน่าเศร้าที่ปัญหาที่พวกผู้ใหญ่ก่อไว้ จะส่งผลต่อตัวเด็กๆที่พวกเค้าทำให้เด็กๆเกิดมา แต่แล้วกลับทิ้งขว้างให้แก้ปัญหาและผลร้ายที่ตามมาจากสิ่งที่พวกเค้าก่อ

มีข้อสงสัยอย่างหนึ่งที่เราอยากรู้ นั่นคือรอยสักที่ตะวันต้องการจะให้ไนท์สักให้ เราอยากรู้ว่ามันจะออกมาเป็นรูปหรือคำว่าอะไร จะเกี่ยวข้องกับเดือนเมษายนหรือเพื่อนพวกเค้าที่ชื่อเมษาหรือไม่

แต่ตะวันอันร้อนแรง แด่ค่ำคืนอันมืดมน ในเดือนเมษายนที่ร้อนใจ

P.S. เรื่องราวของเมษาทำให้เรานึกถึงเพลง Lost Boy อย่างเสียมิได้ ท่อนหนึ่งที่ว่า “my only friend was the man in the moon” มันโคตรจับใจ
Profile Image for Anness.
111 reviews46 followers
August 26, 2022
เป็นนิยาย coming of age ที่ห่อหุ้มคลุมด้วยม่านฝนและหยาดน้ำตาของนักเขียนไทยที่ชอบมากเรื่องหนึ่ง มิตรภาพของสามเด็กชายที่ถักทอจนกลายเป็นบ้านให้กันและกัน โดยมีจุดร่วมของการเป็นคนนอก ความแปลกประหลาดขาดเกินของครอบครัว คนที่อยากวิ่งหนีจากตัวตนของตัวเอง ความกระพร่องกะแพร่งของโลกใบนี้

พวกเขาเชื่อมโยงกันในห้องห้องหนึ่ง ในช่วงเวลาพายุฝน ในกลิ่นหอมของดอกไม้ ในร้านโกโก้แถวโรงเรียน ในช่วงชีวิตหนึ่ง ก่อนกลายเป็นความทรงจำหนึ่ง เป็นอดีต เป็นความหวัง เป็นความหลัง เมษาลาตะวันคือหนึ่งในหนังสือที่ทำให้หวนคำนึงถึงคนที่รัก ผู้เป็นดั่งบ้าน และตัวเองในวัยเยาว์จนถึงตอนนี้
1 review1 follower
November 29, 2023
ถ้าต้องการอ่านหนังสือร่วมสมัยกึ่งปรัชญา ไม่คิดอะไรมาก อยากอ่านการบรรยาย ล่องลอยไปกับสายลมเอื่อยในเรื่อง ไหลรินไปตามหยาดฝนโดยไม่ต้องกังวลอะไรถือว่าตอบโจทย์ แต่ถ้าต้องการอ่านอะไรเป็นเนื้อๆ คาดหวังจุดจบที่ชัดเจน ถือว่าไม่

มันOverdramatize ความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นคีย์หลักของเรื่องฝืนเกินไป ตัวละครสนิทกันเพราะต้องสนิท เกลียดเพราะต้องเกลียด บทจะได้ไปต่อ ทุกอย่างรีบไปหมดจนขัดตา เรื่องที่ควรจะสำคัญกลับรู้สึกไม่สำคัญเท่าที่ควร เหตุผลแต่ละอย่างเบาบางมาก จากที่อ่านไม่เคยรู้สึกว่าตัวละครเป็นคนนอกหรืออะไรเลย ถ้าพูดให้ถูกคือจงใจทำให้ตัวเองเป็นคนนอกมากกว่า ทางแก้มีร้อยแปด แต่ไม่แก้ ทางพูดเยอะแยะแต่ไม่พูด แล้วก็ทำให้ดราม่า ทั้งที่คนเสนอทางแก้ให้ก็มี(เช่นเพตรา) ทางเลือกมีมากมายแต่ทำตัวไม่มีทางเลือกเอง แล้วเกิดปัญหา ผิดใจกับเรื่องเล็กๆแถมทำตัวเองทั้งนั้นจนไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง ยิ่งรู้สาเหตุการผิดใจ ยิ่งรู้ว่าไม่มีการแก้ปัญหาใดๆ ยิ่งทำให้ไม่อินกับตอนจบ

ส่วนที่ดีคือการบรรยายบรรยากาศได้เห็นภาพชัดเจน ได้กลิ่นของบุหรี่และเหล้า ได้ยินเสียงฝนตก รับรู้ถึงความชื้นของน้ำฝนบนบันไดกระดานไม้และเสียงน้ำเอื่อยที่ศาลาวัด
Profile Image for addie.
902 reviews61 followers
August 26, 2022
4.25/5 เป็นงานเขียนของคนไทยบนรอรที่อ่านแล้วประทับใจมากอีกเรื่องเลย แนว coming of age ของเมษาที่วันนึงมีเด็กผู้ชายผมทองชื่อตะวันย้ายมาอยู่ข้างบ้าน ภาษาดีมาก บรรยากาศและโทนเรื่องคล้ายพวกงานเขียนเก่าๆอย่างเด็กชายมะลิวัลย์อะไรประมาณนั้น บรรยายถึงความเจ็บปวดของการเติบโตได้ดีมาก ถึงจะไม่รีเลทกับเราขนาดนั้น ส่วนตัวคิดว่าตอนจบมันสั้นไปหน่อยแล้วก็คงไม่ stick with me forever แต่ประทับใจมากกกก
Profile Image for Satang Cottoncandy.
156 reviews58 followers
February 16, 2023
'ไม่เป็นไรนะ เมษา ไม่เป็นไร'​
.
.
.
วรรณกรรม​ coming of age ที่จูงมือเราให้ค่อยๆ ดำดิ่งไปกับทุกอารมณ์ของตัวละคร "เมษา" เพิ่งจะอายุ 15 ปี ส่วน "ตะวัน" ที่เมษาเรียก เพิ่งย้ายมาอยู่บ้านข้างกัน เจอกันวันแรก เด็กเดือนเมษาทั้ง 2 คนฉลองวันเกิดด้วยกัน

หนังสือเล่าเรื่องด้วยมุมมองของเมษา เริ่มต้นด้วยวันที่พ่อของเมษาเดินออกจากบ้านไป เอาของไปแค่ไม่กี่ชิ้น และหลังจากวันนั้นเมษาก็เหมือนมีช่องว่างที่เติมยังไงก็ไม่เต็ม มีเพียงตะวันที่เพิ่งเข้ามาในชีวิตที่ก็เป็นเหมือนตะวันสมชื่อ ในชีวิตของเมษา

เป็นเรื่องราวที่เด็ก 3 คนแชร์ความทุกข์ใจในเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวร่วมกัน แต่ละคนมีบุคลิกต่างกัน มีปัญหาต่างกัน มีเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจกันได้ทั้งหมด และมีเรื่องที่ผิดใจกัน เข้าใจกัน และเป็นห่วงกัน

ตอนอ่านช่วงต้นเรื่อง เรารู้สึกว่าเมษาโตกว่าอายุ 15 มากๆ ไม่ค่อยพูด แต่มีเรื่องที่คิดในหัวเต็มไปหมด อ่านไปสักพักเรารู้สึกว่าเมษามีความคิดความอ่านแบบผู้ใหญ่แต่ก็สมกับเป็นเด็กดี บางอย่างเป็นสิ่งที่เด็ก 15 ไม่ควรจะต้องรู้สึกเร็วขนาดนี้ แต่คนรอบตัวกลับทำให้น้องต้องรู้สึกแบบนั้นแล้ว

เราเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เมษาคิดและรู้สึก เอาจริงประเด็นในเรื่องโดยเฉพาะประเด็นครอบครัว เด็กมากกว่า 50% ต้องรู้สึกรีเลท เราไม่โทษเมษาที่คิดแบบนั้น แต่ก็อยากให้เมษาหยุดโทษตัวเอง

เราเข้าใจพวกผู้ใหญ่ในเรื่อง แต่ก็เข้าใจเมษา ตะวัน และไนท์ พวกผู้ใหญ่คิดถึงเด็กๆ น้อยเกินไป ลืมไปว่าครอบครัวเป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดและควรเป็น safe zone ให้พวกเขา พ่อแม่มีเรื่องหนักใจที่เด็กคงไม่รู้ แต่พวกเขาคงลืมว่าเขาเป็นพ่อแม่ ลืมสิ่งที่เขาควรทำในฐานะพ่อแม่

ถ้าผู้ใหญ่คุยกับเด็กอีกสักหน่อย คิดถึงและทำเพื่อพวกเขาอีกสักนิด ให้พวกเขารับรู้ถึงความรัก การเป็นที่ต้องการ และใครบางคนที่พร้อมจะโอบกอดเขาเอาไว้ทุกเมื่อ ��ันคงดีกว่านี้

ภาษาของเรื่องนี้ค่อนข้างสวย(ในความคิดเห็นของเขา)​แต่ก็อ่านได้ง่าย ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อแต่ก็ไม่ได้ราบเรียบเกินไป มันทำให้เห็นภาพแบบเรียบง่าย ทั้งบรรยากาศ​อึมครึมของฝนตก ทั้งความรู้สึกสับสนและไม่เป็นที่ต้องการของตัวละคร

เราชอบบทสุดท้ายมากๆ เพราะ "เมษาลาตะวัน" เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวของเมษาที่เหลือไว้ให้ตะวัน เป็นหลักฐานว่าแม้ในช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาเคยได้รู้จักกัน แชร์ความทุกข์ความสุขร่วมกัน และเมษามอบมันไว้ให้ตะวันเขียนต่อ บทสุดท้ายเลยเป็นมุมมองของตะวัน ซึ่งเราชอบมากๆ 😭 เพราะเราเห็นด้วยกับตะวัน

พออ่านจบก็แบบเออ รึชื่อ "เมษาลาตะวัน" มันหมายความตรงตามชื่อเรื่อง เพราะตอนท้ายเมษาไปหาทั้งไนท์และพ่อ ตัดเรื่องแม่ออกไป ตะวันเป็นคนเดียวที่เมษายังไม่ได้มีช่วงที่จดจำหน้าเขาชัดๆ ก่อนตัดสินใจเดินออกไปจากชีวิตทุกคน เหมือนคำบอกลาจริงๆ

เราไม่รู้ว่าเมษาเลือกที่จะใช้ชีวิตยังไงต่อ แต่หวังว่าเมษาจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เติบโตท่ามกลางโลกที่เส็งเคร็งใบนี้ และวันหนึ่งวันใดเมษาจะสามารถกลับมาคุยกับตะวันตัวจริง และอยู่ฉลองวันเกิดด้วยกันได้ เราหวังแบบนี้ได้ใช่มั้ย
Profile Image for A Kuamanee.
29 reviews1 follower
October 9, 2023
เป็นเรื่องยากที่จะชอบนิยายเรื่องไหนสักเรื่อง หากไม่ชอบตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตัวละครหลักนั้นเป็นผู้บรรยายของเรื่องที่จะอยู่กับคนอ่านไปทั้งเล่ม เมษาเป็นตัวละครที่เริ่มแรกเราคิดว่าเราเข้าใจความคิด ความรู้สึกของเขา เพราะชีวิตเราเองก็เติบโตมาในชนบทห่างไกลความเจริญ ในครอบครัวที่แตกแยกเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งอ่านเรากลับยิ่งพบว่าเขาและเราแตกต่างกันมากเหลือเกิน เราไม่อาจเข้าถึงความคิดของเขาได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ เช่น ตอนที่เขาโกรธที่ไนท์จะย้ายโรงเรียน ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้ว่าไนท์ต้องการย้ายเพราะจะหนีการคุกคามทางเพศ ตัวเมษาเองยังไม่คิดจะทนอยู่ในบ้านที่ตนไม่ถูกกับแม่ เหตุใดการทำความเข้าใจปัญหาของคนอื่นจึงยากนัก ไหนจะเรื่องที่พ่อของเมษาหนีออกจากบ้าน ทำไมเมษาถึงเลือกที่จะเอาความโกรธทุกอย่างไปลงกับแม่ แทนที่จะแบ่งความรู้สึกนั้นไปหาตัวต้นเรื่องอีกคนบ้าง

นอกจากนี้หนังสือเกือบทั้งเล่มยังหมดไปกับการบรรยายเรื่องทั่ว ๆ ไป ทำให้เหลือพื้นที่น้อยเหลือเกินสำหรับส่วนไคลแมกซ์ท้ายเล่ม จนอ่านจบแล้ว เรายังไม่รู้สึกเชื่อเลยว่าคนอย่างเมษาจะหนีออกจากบ้านโดยไม่กลับมาอีกเลย(หากยังมีชีวิตอยู่) เพราะทุกอย่างดูรีบไปหมด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้งสาม ยิ่งอ่านยิ่งไม่รู้สึกว่าเป็นกลุ่มเพื่อนสามคนเลย เหมือนกลุ่มเพื่อนสองคนบวกตัวแถมซะมากกว่า ส่วนนี้ยิ่งทำให้เราสับสนกับความต้องการของเมษา เพราะแทบจะทั้งเล่มที่เมษาย้ำว่าตนเองต้องการเป็นคนสำคัญของคนอื่น แล้วเมษาเคยให้ความสำคัญกับคนอื่นเท่ากับที่ตัวเองให้ความสำคัญตัวเองมั้ย สิ่งที่น่าจะเจ็บปวดกว่าการเป็นคนนอก ก็คือการเป็นคนนอกของกลุ่มคนนอกอีกทีหนึ่ง เพราะแม้แต่คนนอกด้วยกันเองยังถูกหลงลืม
Profile Image for rootaro fa.
33 reviews2 followers
July 20, 2025
อ่านจบแล้วก็ร้องไห้พอตัวเลย เป็นนิยายที่ถ้ารู้จักเร็วกว่านี้หรือสายกว่านี้ก็คงดีใจเสมอได้เริ่มอ่าน การที่ตัวละครทั้งสามมาเจอในที่เดียวกันปัญหาคนละแบบ ปรับทุกข์ สายฝนที่ช่วยชะลอหัวใจอันอ่อนล้าก่อนที่แสงตะวันในเดือนเมษาจะแผดเผามันอีกครั้ง รักเมษาและเข้าใจเมษามากๆ ขอให้เจอตะวันที่เป็นตัวจริงและรวมถึงคนอ่านด้วยนะคับ
Profile Image for janeny ไก่บิน.
189 reviews3 followers
September 27, 2025
เล่มเล็กที่หยิบมาอ่านคั่นเล่มอื่น แต่ชอบมาก มันตราตรึง เจ็บปวดใจลึกๆ
ไม่ถึงกับต้องเสียน้ำตาแต่มันเศร้า ระหว่างทางมันอิ่มเอมอ่ะ
ตอนท้ายคือแบบเหลือแค่นี้จริงหรออยากให้มีต่อ
เห้ออ ขอให้เมษาเจอที่พักใจเจอบ้านในใจที
Profile Image for apimemon.
4 reviews
Read
June 8, 2022
หวังว่าเมษาจะมีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ ได้เป็นที่รักของหลายๆคน เราจะคิดถึงเมษาตลอดไป🤚🏻💖
Profile Image for Afew*.
206 reviews30 followers
December 13, 2022
การเติบโตมันเจ็บปวดและโหดร้ายเสมอ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีช่วงเวลาดีๆกระจัดกระจายอยู่ในวัยของความสับสนนั้นอยู่ไม่น้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าในช่วงวัยเดียวกันนั้น เราโดดเดี่ยวและรวดร้าวไม่ต่างกันเลย
Profile Image for p..
91 reviews18 followers
December 20, 2022
I almost cried at the ending. This book is just so beautifully written and heart-wrenching.
Profile Image for clouds_day.
86 reviews8 followers
October 16, 2023
เรื่องราวของเด็กผู้ชายสามคนที่กลายมาเป็นเพื่อนกัน ดูจากรีวิวมาโทนเศร้า แต่ก็อยากลองได้ยินรีวิวมาเยอะ พอเริ่มอ่านก็เข้าใจว่าทำไมรีวิวดี ภาษาสวยมาก แนวcoming of age นึกถึงวรรณกรรมสมัยก่อนเลย
Profile Image for Bannarot.
92 reviews5 followers
June 23, 2025
4

ผมอยากร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อเดือนเมษายน ผมอยากร้องไห้ทุกครั้งเพราะโกรธที่เขาไม่รักษาสัญญา ผมอยากร้องไห้ทุกครั้งเมื่อคิดว่าเขาโยนทิ้งทุกอย่างง่ายดาย ผมอยากร้องไห้ทุกครั้งที่นึกหรือฝันถึงช่วงเวลานั้น

.

.

.

ผมอยากร้องไห้ทุกครั้ง ทุกคืน ทุกวัน

เป็นถ้อยคำของตัวละครหนึ่งที่ให้สัญญากับอีกตัวละครหนึ่ง ว่าในปีหนึ่ง อย่างน้อยเราต้องมาเจอกันในวันหนึ่ง แต่แล้วอีกคนหนึ่งก็ไม่มา ไม่เคยมาตลอดเจ็ดปี แต่กับอีกคน กลับมาที่นี่ ตรงนี้ เวลานี้ในทุกปี และก่นด่าตัวเองสารพัดที่ตอนนั้นไม่สามารถกอดเก็บอีกคนไว้ได้จนพลัดหายกันไป

เมษาลาตะวัน ทำให้นึกถึงวันวัยตอนเป็นเด็กมัธยม เป็นช่วงที่วุ่นวาย สับสน อลหม่านกับการไขว่คว้า ฉวยจับ และโหยหาว่า “เราเป็นใคร” ในวงตรงนั้น ในเวลานั้น มีสักช่วงหนึ่งในหกปีนั้นที่เราน่าจะรู้สึกไม่เข้าพวกกับใครหรือกับอะไร แปลกแยกไปหมด และบ้างก็แปลกหน้าแม้แต่กับคนในครอบครัวก็ตาม

เมษา ตะวัน ไนท์ เป็นเด็กมัธยมที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก โดยเฉพาะจากครอบครัวที่ต��างก็มีรอยร้าวจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป แล้วพอคนนอกสามคนมาอยู่ด้วยกันจนเกิดเป็นสมาคม “คนภายในห้ามเข้า” เรื่องราวก็ดำเนินไป เล่าผ่านสุ้มเสียงของเมษาที่ดูเกลียดชังโลกทั้งใบ มีแค่ตะวันกับไนท์ที่เหมือนเป็นพื้นที่หลบหนี แต่นั่นแหละ อาจเพราะยังเด็กกันเกินไป อาจเพราะสุดท้ายคนนอกก็ยังเป็นคนนอกอยู่วันยังค่ำ ดูจะเข้ากันได้แค่ไหนแต่ก็ผลักตัวเองออกจากกันอยู่ดี

ขมแบบที่ใครต่อใครว่าไว้ แต่มันเป็นร้าวรานที่รับได้ และมันงดงามในความสัมพันธ์ที่กระท่อนกระแท่นแบบนี้ ถ้าอ่านตอนยังไม่ผ่านประสบการณ์เท่าตอนนี้ อาจจะอินกว่านี้ อาจจะฟูมฟายกว่านี้ แต่พอวัยนี้มองไปก็จะแบบว่า ไม่เป็นไรเลย แตกสลายไปเถอะ เจ็บปวดให้พอ ย้ำคิดย้ำทำกับวังวนนั้นให้ถึงที่สุด แล้ววันหนึ่งที่ไม่รู้เมื่อไร มันก็จะดีขึ้น โตขึ้น เห็นและเข้าใจโลกอย่างจริงจังมากขึ้น

เป็น Coming of Age ที่มัดรวมประเด็นเรื่องตัวตน เพศ ความสัมพันธ์ และปัญหาครอบครัวได้อย่างสอดรับกันดี ไม่ได้ดูฝืนที่เอามามัดรวมกัน แต่ขมปี๋ ติดหวานปลายลิ้นจากกลิ่นแดดกลิ่นฝนและต้นมะเฟือง
Profile Image for Boonyaverse.
18 reviews4 followers
February 6, 2023
นิยาย Coming of Age เรื่องราวของเมษา ตะวัน และไนท์ มิตรภาพของเด็กสามคนกับความรู้สึกของการเป็นคนที่มีบาดแผล เป็น "คนนอก" ของสังคม แน่นอนว่าคนนอกที่เติบโตมาแบบผิด ๆ สามคนอยู่ด้วยกันก็คงจะมอบความรักความเข้าใจให้กันและกันในแบบที่ถูกต้อง แบบที่นิยายมักจะเป็นไม่ได้หรอก เขียนตรงนี้ได้เรียลมาก และชอบความสัมพันธ์ของทั้งสามคนมาก มันเป็นแบบที่ควรจะเป็นเลย (ในพาร์ทไคลแมกส์ของเรื่องนี่น้ำตาจะไหล บรรยายได้อัดอั้นมากเลยค่ะ)

ชอบภาษาของเรื่องสุด ๆ เลย เขียนบรรยายโวหารได้สละสลวย เห็นภาพ แต่ไม่เวิ่นเว้อ
1 review
September 26, 2023
ภาษาดี ลื่นไหล ชวนฝัน แต่เนื้อเรื่องยังทื่อไปหน่อย
Profile Image for Natsuda Mungoomklang.
48 reviews3 followers
April 10, 2024
ชอบมาก มากๆ ภาษาสวย บรรยายดี เราอินตามทั้งเล่มเลย ไม่มีตรงไหนที่ขัดใจเลย แต่นั่นแหละ ที่เรารับรู้ทั้งหมดเหมือนเป็นบันทึกของเมษาในช่วงเวลาที่มีตะวันอยู่
Profile Image for Y28OUTH.
11 reviews
Read
November 4, 2024
เขียนดีเกิ้นนนน
ตั้งแต่หน้า 226 เป็นต้นไปคืออ่านผ่านม่านน้ำตาสุดๆ
รักตัวละครทั้ง3คนเลย โลกที่แบกอยู่หนักคนละแบบไม่แพ้กัน ไม่ได้เข้าใจเมษาหมดแต่สัมผัสถึงความเหงาและโดดเดี่ยวมากๆๆๆๆๆๆๆ

😭😭😭
Profile Image for &#x1f3b5;.
36 reviews
August 6, 2024
ไม่เคยชอบหนังสือเล่มไหนน้อยกว่าที่คาดไว้เพียงเพราะหนังสือเล่มนั้นใช้การเล่าเรื่องแบบ first person narrative มาก่อน แต่กับเล่มนี้นึกเสียดายจริง ๆ ที่ไม่ได้เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่น่าสนใจพอกันอย่างตะวันกับไนท์
Profile Image for Athicha.
10 reviews2 followers
January 23, 2026
อ่านทีเดียวจบ อืม หน่วง ก็ดี
Profile Image for MonoNoAware.
268 reviews37 followers
April 17, 2025
ตอนระหว่างอ่านก็แฝงไปด้วยมวลความอึดอัด ก็หวังว่ามันจะคลี่คลายหรือสดใสเมื่อตอนจบ ทว่า...ตอนจบนั้นแทบปล่อยโฮ จุกแน่นในอก เจ็บแปลบแทบแหลกสลายแทนตัวละคร
Profile Image for Reader.
6 reviews
June 17, 2025
หลายรสชาติ ทั้งอบอุ่น เจ็บแสบในหัวใจ คิดถึงเมษา
Profile Image for morareds.
37 reviews4 followers
November 6, 2024
ไม่เคยอ่านหนังสือแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักขนาดนี้มาก่อน ถือว่าทำงานหนักกับเรามากที่สุดเลยในปีนี้ เป็น coming of age ที่จะติดอยู่ในใจเราไปอีกนาน

เมษาลาตะวันพาเราไปสำรวจเรื่องราวของ “เมษา” และความสัมพันธ์ของกลุ่ม “บุคคลภายในห้ามเข้า” ที่มีสมาชิกคือ “เมษา” “ตะวัน” และ “ไนท์” เด็กวัยรุ่นสามคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก เป็นอะไรก็ตามที่ไม่ได้สลักสำคัญในสถานที่ใดเลยยกเว้นภายในห้องเล็กๆที่เป็นแหล่งพักใจของทั้งสามคน

สาเหตุหลักๆที่หนังสือเล่มนี้ทำงานกับเราหนักมาก เพราะเราเข้าใจมากๆว่าเมษารู้สึกยังไง เราเคยเจอเรื่องแบบเดียวกันกับเขามาก่อน เพราะฉะนั้นทุกๆย่อหน้า ทุกๆอารมณ์ของเมษา ทุกการตัดสินใจของเขา เราเข้าใจหมดเลย ความรู้สึกที่ว่า แล้วตกลงเราต้องอยู่ตรงไหน จะให้เราไป ถามเราหรือยัง ทำไมถึงไม่คิดจะถามอะไรเราบ้าง หรือทำไมเราถึงไม่ควรรู้ ทำไมถึงไม่บอกเราในเมื่อสุดท้ายทุกคนก็จะต้องมาคาดหวังให้เราเข้าใจและต้องยอมรับให้ได้ในทุกเรื่อง เราโคตรเข้าใจเลย อยากเข้าไปกอดแล้วบอกว่าอดทนอีกนิด แล้วมันจะดีขึ้นเอง มันอาจจะไม่ได้ดีขึ้นจนเราใช้ชีวิตได้แบบราบรื่น แต่ท้ายที่สุดแล้วมันจะดีขึ้นแน่นอน มันจะไม่เป็นไร แต่ตัวเราในตอนนั้นก็คงจะตอบกลับมาคล้ายๆกันว่าทนอีกแม้แต่วินาทีเดียวก็จะหายใจไม่ออกแล้ว อะไรแบบนั้น

บวกกับการเขียนที่สื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน สุขุมนุ่มลึกแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้อยู่ในธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับมันมากขึ้นกว่าเดิม เราใช้ระยะเวลาอ่านไม่นาน (ถ้าไม่นับจังหวะที่พักเพื่อไปร้องไห้) แต่รู้สึกผูกพันกับเด็กๆทั้งสามคนมาก ห้องเล็กๆที่นั่งเล่นกัน ร้านพี่ปัญกับนมปั่นแสนอร่อย การวิ่งตากฝนโดยที่ไม่สนสักนิดว่าวันต่อมาจะป่วยจนตัวร้อนเป็นไฟ มีทั้งความสดใส และความเจ็บปวดที่มากเกินกว่าจะมีผู้ใหญ่คนไหนมาเข้าใจ ความรู้สึกที่อย่างน้อยแค่ได้อยู่ในที่ที่เป็นตัวเอง มีที่ให้พักพิงเวลาไม่รู้จะไปพึ่งใคร และได้รู้สึกว่าที่จริงแล้วตัวเองก็สำคัญกับใครบางคนเหมือนกัน รอยแตกร้าวทั้งหมดในนี้หลอมรวมให้หนังสือเล่มนี้เป็น coming of age ที่สมบูรณ์แบบ

ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือโตขึ้นอีกสักเท่าไร เราก็ยังอยากให้มีคนคอยอยู่ข้างๆตอนเราเจอความเจ็บปวด โดยจะไม่ได้รับคำพูดที่แสดงออกว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเล็กน้อยแบบที่เราเคยเจอมา และแบบที่ใครหลายๆคนก็เคยเจอ และเราขอให้ไม่ต้องมีเด็กคนไหนต้องอยู่ในความเจ็บปวดแบบนี้อีก



Profile Image for Salisa K..
13 reviews
September 26, 2022
ยกให้เป็นนวนิยายที่ดีที่สุดในชีวิตที่ดำรงมาจนถึงทุกวันนี้เลย นวนิยาย coming of age เป็นเรื่องราวของเด็กทั้งสามคนมีปัญหาครอบครัวแตกต่างกันไป โดยมิตรภาพคอยปลอบประโลมซึ่งกันและกัน อาจสว่างไสวเหมือนแสงแดด และอาจมืดมนเหมือนเมฆฝน เป็นช่วงชีวิตหนึ่งของพวกเขา

เมษา ตัวละครที่สะท้อนถึงคนที่โหยหายการเป็นคนสำคัญ แต่ตัวเองนั้นเป็นเพียงแค่คนที่จืดจาง ไม่ได้อยากเป็นคนสำคัญของใคร เมษาอยากเป็นคนสำคัญของทุกคน ความขาดเกินของครอบครัว ทำให้เขามีช่องโหว่ภายในใจ ที่ถูกเติมเต็มด้วย ตะวัน เพื่อนที่ย้ายใหม่ และไนท์ เพื่อนที่นั่งข้างกันตอนเรียน

ตะวัน ตัวละครที่เป็นดั่งแสงสว่างตามชื่อเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของตะวัน แต่ถึงกระนั้นตะวันก็มีวันมอดแสง ต���องติดตามพ่อไปทุกที่ทุกครั้งที่พ่อแต่งงานใหม่ ย้ายบ้านใหม่ และไม่ถูกยอมรับจากพ่อ เพียงเพราะเขา ชอบผู้ชาย แต่ไม่ว่าอย่างไรเมษาและไนท์ก็เป็นคนที่เชื่อมั่นในตะวันเสมอ

ไนท์ ตัวละครที่เป็นราตรีกาลเหมือนชื่อ ปิดกั้นตัวเองและเงียบงันเหมือนตอนกลางคืน มีเพียงเมษาและตะวันที่เป็นเหมือนดวงดาวที่ระยิบระยับในชีวิตของเขา ปัญหาครอบครัวที่ยากเกินกว่าเด็กสิบห้าจะกล้าพูดถึงมันได้ ไนท์เป็นคนที่เด็ดเดี่ยวมากๆและกล้าหาญเกินกว่าเด็กอายุสิบห้าจะกล้าทำ

น้ำตาหยดเปียกหน้ากระดาษเลย ความรู้สึกตอนที่ได้อ่านหน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้าย มันไต่ระดับไปเรื่อยๆ เหมือนเราใช้ชีวิตเดินผ่านเดือนเมษาหน้าร้อนเข้าฤดูฝนและจบลงด้วยฤดูหนาว ความรู้สึกบีบคั้นมาก ยิ่งวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โลกก็ยิ่งปริแตกขึ้นเท่านั้น
Profile Image for rem.
12 reviews
January 4, 2025
“เมษาลาตะวัน” เป็นชื่อหนังสือที่เราเคยได้ยินมาอย่างหนาหู ณ ช่วงเวลาหนึ่ง พอได้อ่านคำโปรยก็รู้สึกเหมือนเรากับหนังสือเล่มนี้มีอะไรให้เชื่อมถึงกันอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็จริงอย่างที่เราคิด

การที่รู้สึกว่าตนเองเป็น ‘คนนอกที่ไม่มีที่ให้กลับไป‘ ไม่ใช่ความรู้สึกที่น่าล้อเล่นเลยซักนิด หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละครผ่านมุมมองของเด็กหนุ่มอายุ 15 วัยกำลังโตเป็นวัยรุ่น ความคิดความอ่านไม่ได้ไร้เดียงสามากแต่ก็ไม่ได้โชกโชนมากเช่นกัน เราชอบที่คุณนักเขียนบรรยายความรู้สึกของตัวละครออกมาคาอนข้างชัด พอจับแนวทางการดำเนินเรื่องได้ อีกทั้งสถานที่ และ บรรยากาศรอบตัวที่ถูกบรรยายผ่านตัวหนังสือ ชื่นชมที่มันทำให้เรารู้สึกคล้อยตามและนึกภาพตามได้ง่ายทันตาเห็น เป็นวรรณกรรมที่เรารู้สึกว่ามันเปิดกว้างทั้งเรื่องประเด็นของครอบครัว, เพศ, การถูกยอมรับ, การเติบโต และ ปัญหาที่พบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้

ความสัมพันธ์ของตัวละครอาจจะยุ่งเหยิงไปเสียหน่อย แต่นั่นเป็นเสน่ห์ของการเป็นมนุษย์ ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะใช้ชีวิตได้สมใจอยาก เราชอบที่ตอนจบมัน make sense กับเรามาก ๆ คิดว่าอยากให้เรื่องมันยาวอีกนิดเพราะอ่านเพลินสุด ๆ มีบ้างที่บางตอนสะกิดต่อมน้ำตาเราที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ แต่ก็รู้สึกว่ามัน related กับชีวิตตัวเองสุด ๆ เราดีใจที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และหวังว่าทุกคนจะพบเจอสถานที่ที่เป็นที่ของคุณนะ :⭐️)
Profile Image for h..
10 reviews
May 1, 2023
ลมพายุที่ก่อตัวในใจเด็กทั้ง 3 คน ไม่มีใครรู้เลยว่าพายุจะสงบ หรือจะพัดพาไปที่ไหน

ทุกความสัมพันธ์บางทีการพูดคุย การสื่อสาร อาจไม่ใช่ทางออกเสมอไป หลายครั้งที่พยายามฝืนยิ้ม อดทน ปากบอกไม่เป็นไร ในใจก็แอบหวังว่าสักวันคงดีขึ้น

แต่กลับกลายเป็นไม่เลย แตกสลาย จมลงไปในทะเลน้ำตา ดำผุดดำว่าย หลงทาง หาทางกลับบ้านไม่เจอ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าควรจะไปทางไหนต่อดี ท่ามกลางความหลงทางนั้น เด็กอายุ 15 ปี ที่ยังไม่ได้รู้จักโลกนี้อะไรมากมาย ยังต้องดิ้นรน ตะเกียกตะกายมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพื่อใคร แค่เพียงเพื่อตัวเอง

ดีมากค่ะ 😭
Profile Image for Ottoshi Intel.
169 reviews17 followers
November 29, 2022
มนุษย์ไม่มีอะไรประหลาดทั้งนั้น มนุษย์ต่างหากที่ตั้งกฎกันเอาเอง

ความสัมพันธ์เด็ก ในเมืองเล็กๆ เมษา ตะวัน ไนท์ กับความสนิทสนมกัน มีพื้นที่ส่วนตัวร่วมกัน บทละครสร้างความไม่สมบูรณ์แบบของแต่ละตัวละครได้อย่างลงตัว มีที่มาที่ไป บุคลลิกและการแสดงออก เข้าถึงอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ภาษาสรรหาคำพรรณาอธิบายถึงอามณ์ จนบางครั้งดูฟุ้งเฟ้อเกินจิตนาการไปบ้าง เพราะชีวิตมันไม่ได้สมบูรณ์แบบจบสวยเสมอไป
Profile Image for Anassasu.
31 reviews
January 15, 2026
เมษาลาตะวัน
โดย — September’s blue 🩵

ไม่เป็นไรนะ เมษา ไม่เป็นไร

เมษาลาตะวัน คือ นิยายแนว coming of age ที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายสามคน—เมษา ตะวัน และไนท์—ผู้ต่างรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอก เป็นสิ่งแปลกแยกจากทั้งสังคมและครอบครัว พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยเยาว์ ทั้งการค้นหาตัวตน การตามหาพื้นที่ปลอดภัย และการเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง

บรรยากาศของเรื่องอบอวลไปด้วย มิตรภาพและความรักที่งดงามแต่เจ็บปวด 💔 เป็นความเจ็บที่ไม่ได้ทำลาย หากแต่ค่อย ๆ โอบประโลมและฮีลหัวใจผู้อ่านไปพร้อมกัน ผ่านภาษาที่สละสลวย อ่านง่าย แต่ทรงพลัง จนทำให้เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า “การเติบโตนั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย”

เรื่องราวถูกเล่าผ่านมุมมองของ เมษา เด็กนักเรียนมัธยมต้นที่ต้องเผชิญกับครอบครัวที่แตกสลาย พ่อแม่เลิกรากัน พ่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ส่วนแม่ก็ไม่อาจมอบความใส่ใจให้เขาได้อย่างที่ควร เมษาจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แตกสลาย และไร้ที่พึ่งพิงทางใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบกับ ตะวัน เด็กชายข้างบ้านที่สดใสสมชื่อ แต่ภายในกลับรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหน และ ไนท์ เพื่อนร่วมชั้นผู้ปิดกั้นหัวใจ ไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาใกล้ ทั้งสามคนค้นพบว่าพวกเขามีจุดร่วมเดียวกัน คือการถูกนิยาม—ทั้งจากสังคมและจากตัวเอง—ว่าเป็น “คนนอก” ในเมืองเล็ก ๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่

การได้มาเจอกันของเมษา ตะวัน และไนท์ จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ส่องเข้ามาในชีวิตอันมืดหม่น มิตรภาพของพวกเขากลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า พวกเขาใช้เวลาร่วมกันในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง และร้านโกโก้ข้างโรงเรียน—สถานที่ธรรมดา แต่เต็มไปด้วยความหมาย เป็นที่ที่พวกเขาสามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวการตัดสิน

ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนผ่าน มิตรภาพ ความทรงจำ และช่วงเวลานั้น ค่อย ๆ กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของวัยเยาว์ ที่หลงเหลือไว้เพื่อย้ำเตือนว่า การเติบโตคือกระบวนการที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเสมอ

ส่วนตัวแล้ว ประทับใจอย่างมากกับประเด็นหลักที่ผู้เขียนเลือกหยิบยกมาเล่า เพราะเป็นประเด็นที่ใกล้ตัว และอาจเคยเกิดขึ้นจริงกับชีวิตของใครหลายคน เมษาลาตะวัน ทำให้เราเข้าใจลึกขึ้นว่า การก้าวข้ามช่วงชีวิตวัยเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวและการตัดสินจากสังคม ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมา สมจริง และลึกซึ้ง จนผู้อ่านสามารถรับรู้และสัมผัสถึงความเจ็บปวดนั้นได้อย่างชัดเจน

ในด้านภาษา ผู้เขียนเลือกใช้ภาษาที่อ่านง่าย ลื่นไหล แต่ยังคงความงดงามและสละสลวย ชวนให้ผู้อ่านดำดิ่งไปกับอารมณ์และรสชาติของชีวิตในช่วงวัยแห่งการเติบโตได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เมษาลาตะวัน อาจไม่ใช่นิยายที่อ่านแล้วรู้สึกสบายใจตลอดเวลา แต่เป็นเรื่องราวที่จริงใจ อ่อนโยน และเข้าใจหัวใจของคนที่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว หากคุณเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ เคยโหยหาพื้นที่ปลอดภัย หรือเคยผ่านวัยเยาว์ที่ไม่ง่ายเลย นิยายเรื่องนี้อาจโอบกอดคุณเบา ๆ แล้วกระซิบว่า

“ไม่เป็นไรนะ… การเติบโตของเธอ มีคุณค่าเสมอ” 🌻
Profile Image for Ochaphen.
67 reviews
January 18, 2026
รู้สึกว่าไม่ได้สัมผัสความ coming of age เท่าไหร่ แบบไม่ได้สัมผัสว่าตัวละครเติบโตอย่างไร เพราะเนื้อเรื่องหลักๆ มันคือ 1 ปี แล้วกระโดดข้ามไปเลย(ซึ่งข้ามแบบ ห้ะ เลยหรอ) นิสัยตัวละครที่สัมผัสได้มันคือจากเด็กมีครอบครัว(ที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์นัก)สู่เด็กบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ก็ไม่เอา เพื่อนก็ไม่ได้มีเยอะ แล้วเพื่อนที่สนิทจำต้องจากไปอีก

เห็นในตต.คือไฮป์กันมาก ประกอบกับตอนนี้เราอายุมากกว่าเมษาในเรื่อง 7 ปี เลยไม่คิดว่าจะประสบปัญหาเหมือนคนที่ไม่อินเรื่องนี้เพราะโตเกินกว่าจะอินกับเด็ก 15

แต่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องที่เปิดมาแล้วเราค่อนข้างชอบเลยล่ะ แต่อ่านไปเรื่อยๆ คือคิ้วขมวดไป อาจจะเพราะไม่ชินกับ first-person POV(เรื่องล่าสุดที่อ่าน น่าจะเป็นเกิดวังปารุสก์) ตอนแรกๆ ไม่เท่าไหร่ แต่พอไปแทรกความคิดของตัวละครอื่นมาด้วยคือทำให้ยิ่งงง โดยเฉพาะในตอนท้าย หน้าสุดท้ายของเรื่อง คือ 'ผม' หน้าซ้ายกับหน้าฝั่งขวาดูจะไม่ใช่คนเดียวกัน ต้องกลับไปอ่านว่าแบบ ผมนี่ใคร? แล้วเป็นงี้หลายรอบมาก เอาเข้าจริงรู้สึกอินกับเรื่องนี้ไม่สุดก็น่าจะเป็นเพราะใช้การเล่าอย่างนี้ รวมทั้งการเล่าที่ช่วงแรกเนิบๆแบบเพิ่งทำความรู้จักกับเพื่อนข้างบ้าน เพื่อนในห้องที่สนิทกับเมษา และมารวมตัวเป็นกลุ่มโดยมีเมษาเป็นตัวประสาน สนิทกันม้ากก จนเราแบบ มันสนิทกันได้เร็วขนาดนั้นเลยหรอ ละหลังจากนั้นคือเร่งแบบกรอคูณแปด รักสุด สนิทสุด ผิดใจสุด โกรธสุด จนแตกหักกันในที่สุดภายในเวลาแปปเดียว เอาเข้าจริงก็คืออารมณ์เราไปตามเรื่องไม่ทัน แบบสปีดของเรามันเท่าช่วงแรกๆ1.0 แต่เนื้อเรื่องหลังๆ คือสปีด8.0 ตามไม่ทัน จนไม่อินตามขนาดนั้น เราว่าเรื่องนี้เน้นไปที่ปัญหาครอบครัวมากกว่า แบบแต่ละคนมีปัญหาครอบครัว แต่ก็รู้สึกอินกับประเด็นนั้นไม่ได้นาน นักเขียนก็ดูไม่ได้ขยี้แรงเท่าไหร่ น่าจะเพราะมันแบบอยู่ในช่วงที่เริ่มเร่งสปีด ยิ่งตอนท้ายคือแบบ ตัดฉับๆ งี้เลยอ่อ คาดหวังไว้ว่าคงจะได้หลั่งน้ำตา แต่สุดท้ายไม่ทันอินอะไรเลย ไปเร็วเกิน หัวตายังไม่ทันจะร้อน

เป็นเรื่องที่หลายคนบอกว่าเป็น coming of age แต่เราไม่เห็นการเติบโตอะไรของตัวละครเลย เห็นแต่กลุ่มเด็กจากครอบครัวที่มีปัญหาแตกต่างกันในสังคม
Profile Image for Kwhos Ky.
8 reviews
August 6, 2023
ชอบมากกก จริงๆหนูเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้เท่าไหร่ เคยอ่านฟีลๆนี้แบบผ่านๆมาแล้วไม่อิน เลยแทบไม่มีหนังสือฟีลนี้เลย แต่อันนี้ไปงานหนังสือกับเพื่อนแล้วเพื่อนซื้อมาหนูเลยขโมยมันมาอ่านค่ะ5555 อ่านจบภายในวันเดียวเลย อ่านเสร็จหนูนั่งซึม ร้องไห้เป็นบ้าอยู่เกือบครึ่งชม. อยากกอด อยากหอมหัวปลอบสามหน่อในเรื่องสุดๆ (หนูรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่วายแต่แบบ แอบจิ้นไม่ได้จริงๆTT) ตอนเกือบจบ หนูภาวนาให้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งสามคนก็ได้เพราะไม่มีใครอยู่ในชีวิตเราไปตลอดอยู่แล้ว แต่ขอแค่ไม่อยากให้ใครต้องทรมานเลย ตอนแรกหนูว่าจำไม่ร้องไห้แล้ว แต่ตอนสุดท้ายไม่ไหวจริง น้ำตาไหลพรากแบบน้ำตกกลัวหนังสือเพื่อนเปื้อนมาก55555 ชีวิตหนูไม่ได้เลวร้ายเหมือนทั้งสามคนในเรื่องเลย จะบอกว่าเป็นคนที่มีชีวิตค่อนข้างจะดีคนนึงก็ได้แต่หนูเข้าใจทั้งสามคนในเรื่องเลย บางทีก็รู้สึกrelate somehow ด้วยซ้ำ เหมือนที่เมษาพูดถึงที่ว่า 'ยิ่งเราเล่าเรื่องตัวเองมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งห่างไกลจากเรื่องนั้น' อันนี้เเห็นด้วยสุดๆจนต้องถ่ายลงสตอรี่ relate กับอันนี้สุดๆ เพราะเคยเป็นคนไม่เล่าให้ใครฟังเลยเหหมือนกัน5555

ตอนอ่านเสร็จหนูคิดเลย แล้วหนูจำใช้ชีวิตต่อไปยังไง มูฟออนกับเรื่องนี้ยังไง ไม่ชอบอ่านแนวฟีลกู้ดอีกเหตุผลนึงคือ เล่มไหนที่ดีคือมันจะดีมากจนหนูมูฟออนไม่ได้ หนูมีอนิเมะเรื่องนึงที่re-watch บ่อยมาก ดู5รอบก็ร้องไห้ อิน5รอบ เล่มนี้ก็คงคิดว่าจะย้อนกลับมาอ่านใหม่อีกแน่ๆ แล้วก็คิดว่าคงร้องไห้ทุกรอบที่กลับมาอ่านแน่ๆ เป็นหนังสือที่ถึงจะขโมยของเพื่อนมาอ่านจนจบไปแล้วแต่ก็อยากหาซื้อมาเก็บไว้เอง555555
This entire review has been hidden because of spoilers.
Displaying 1 - 30 of 90 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.