ในระดับที่ย่อลงมา ระบอบเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยม” ที่เราเคยรู้จักจะต้องเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะสมมุติฐานและวิธีคิดที่เคยใช้ในอดีตนั้นได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใช้การไม่ได้ในยุคที่เรียกร้องความสัมพันธ์สอดคล้องระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม หลายอย่างที่เราเคยเชื่อว่า “ดีไร้ขีดจำกัด” กำลังเผยขีดจำกัดและอันตรายให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (The Gridlock Economy) หรือระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องปรับแก้ให้หนุนเสริม “เศรษฐกิจลูกผสม” ยุคอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ศิลปะและธุรกิจสามารถอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างกลมกลืน (Remix) ซึ่งก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องมองเห็นศักยภาพของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิตอลอื่นๆ ในฐานะเครื่องมืออันทรงพลังที่จะส่งเสริมความหลากหลายและเศรษฐกิจภาคประชาชน ซึ่งอาจเรียกว่า “ทุนนิยมรากหญ้า” (The Long Tail) และทำให้ “คนสมองขวานำ” เป็นผู้นำในโลกธุรกิจ (A Whole New Mind)
ระบอบทุนนิยม โดยเฉพาะทุนนิยมแบบอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบแมส ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายต่อทั้งระบบนิเวศและสุขภาพของผู้บริโภค (The End of Food, The Omnivore’s Dilemma) ในขณะเดียวกัน นายทุนผู้ครองตลาดจำนวนมากก็อ้างว่านิยม “ตลาดเสรี” แต่เพียงลมปาก ในความเป็นจริงกลับวิ่งล็อบบี้นักการเมืองให้พิทักษ์อำนาจทางตลาดของตนไว้ โดยทำกิจกรรม “ซีเอสอาร์” เล็กๆ น้อยๆ บังหน้า (Supercapitalism) กีดกันคู่แข่งออกจากตลาด และกีดขวางการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทลายอำนาจผูกขาดและหนุนเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีวันหมด ไปสู่เทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน (Internal Combustion) และอ้างวิทยาศาสตร์แบบผิดๆ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคหลงเชื่อในสรรพคุณที่ไม่มีจริง (Junk Science)
เมื่อหันมามองภาคการเงินที่ควรจะสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยบทบาทในการจัดสรรทุนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งในเศรษฐกิจสมัยใหม่ กลับกลายเป็นภาคส่วนที่โหมกระพือความโลภและความมักง่าย ซึ่งอันที่จริงประวัติศาสตร์ก็สอนเราแล้วว่าส่งผลมหาศาลเพียงใด (The Power of Gold) แทนที่ภาคการเงินจะหนุนเสริม “เศรษฐกิจจริง” ที่ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คน กลับหนุนเสริมเศรษฐกิจฟองสบู่บนระบบความเชื่อมั่นที่ไร้ราก (The Conspiracy of Fools)
นักการเงินที่ครั้งหนึ่งเคยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้ามากกว่าผลประโยชน์ของตัวเองเปลี่ยนสีกลับข้างเพราะความโลภบังตา (Infectious Greed, The Accidental Investment Banker) จนนักคิดและนักการเงินอีกหลายคนอดรนทนไม่ไหว ออกมาประกาศว่าเราจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และออกแบบระบบเสียใหม่ให้คำนึงถึง “ความไร้เหตุผล” ของมนุษย์ว่าเป็นตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ (The New Paradigm for Financial Markets, Animal Spirits) และหวนคืนสู่หลักการเงินขั้นพื้นฐานที่เน้นการลงทุนในบริษัทที่มี “ความได้เปรียบอย่างยั่งยืน” (Warren Buffett and the Interpretation of Financial Statements)
นักท่องเว็บชาวไทยส่วนใหญ่รู้จักสฤณีในชื่อ “คนชายขอบ” หรือ “Fringer” จากบล็อก http://www.fringer.co/ ซึ่งการเขียนบล็อกได้นำไปสู่การเป็นคอลัมนิสต์ประจำโอเพ่นออนไลน์ งานเขียนและแปลของเธอส่วนใหญ่สะท้อนความสนใจอย่างต่อเนื่องในกิจการเพื่อสังคมและการเงินเพื่อสังคม อาทิ “พลังของคนหัวรั้น” (แปลจาก The Power of Unreasonable People โดย John Elkington และ Pamela Hartigan), “สร้างโลกไร้จน” (แปลจาก Creating a World Without Poverty โดย Muhammad Yunus), “ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์” และ “ทุนนิยมที่มีหัวใจ: ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา” ดูรายชื่อผลงานทั้งหมดได้จากหน้า “Writings” บนบล็อกส่วนตัวที่ http://www.fringer.org/