nisemono偽者220 reviews23 followersFollowFollowMarch 31, 2025มีคำกล่าวจะตีเหล็กต้องตีร้อน อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหมาะกับการอ่านตอนหัวร้อนเช่นกัน บรรยากาศการเมืองที่เซาะกร่อนความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำ และประชาชนกลับมาอีกครั้ง และดูจากรูปการของรัฐบาลใหม่ คงจะปล่อยเกียร์ว่างเพื่อเอาใจชนชั้นนำ ปล่อยให้มีการดำเนินคดีทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 112 ทั้งในแง่วิธีปราบปรามและป้องปรามตามคู่ขนานไป เพื่อลดเพดานที่ถูกดันทะลุไปรัฐบาลก่อน รัฐบาลนี้จึงได้มืออาชีพด้านงานอสังหาฯมาดูแลซ่อมแซม เห็นแล้วได้แต่ยิ้มอ่อนหนังสือบอกเล่าการปรับตัวของราชวงศ์ไทยในยุคทุนนิยม ซึ่งสามารถเอาชีวิตรอดจากการกลืนกินของระบอบทุนนิยม ประมาณว่า ”เกือบหลับ แต่กลับมาได้“ มาได้อย่างไร ในขณะที่ราชวงศ์ทั่วโลกต่างถดถอย ปรับตัวให้ lean ลง เกิดอะไรขึ้นกับราชวงศ์ไทยที่ทะยานขึ้นเป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยมั่งคั่งที่สุดในโลก และณ.สมัยหนึ่ง เป็นรองแค่น้องๆ บิล เกตต์ เท่านั้น (เศรษฐกิจพอเพียงแบบใด)หนังสือแบ่งเป็น 5 ตอน ขนาดกลาง เนื้อหาแน่นตั้บ อ่านเพลินสนุกปนว้าว อ้างอิงจากหนังสือประวัติศาสตร์หลายต่อหลายเล่ม สำนวนการเล่าไม่น่าเบื่อ เราจะเห็นสัมพันธ์ระหว่าง วัง นายทุน ว่ามีลักษณะความเป็นมาอย่างไร รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ทักษิณ อดีตเคยแรง กับ ร.9 ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำให้เข้าใจแง่คิด แง่มุมจากประวัติศาสตร์และพยากรณ์อนาคตว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนหากสนใจประวัติศาสตร์นอกตำรา เล่มนี้คงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอีกเล่มหนึ่งที่ควรหยิบอ่าน ส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญานส่วนบุคคลbookfairth23 non-fiction prepare-to-against-dictatorship ...more
Chontiwat Udomsiripat223 reviews5 followersFollowFollowApril 22, 2024ทุนนิยมเจ้า เป็นหนังสือที่ผมคิดว่าซ้ายที่สุดในสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ด้วยเนื้อหาที่ดุเดือดร้อนแรง อ่านแล้วสนุกสนานซาบซ่านในเวลาเดียวกัน พร้อมกับให้ความรู้สึกว่านี่สินะ หนังสือวิชาการแบบฝ่ายซ้ายมาร์กซิสต์ทุนนิยมเจ้า จะเล่าตั้งแต่ทุนนิยมเข้ามาในประเทศสยาม นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 10) ว่าทุนนิยมที่เข้ามาในสยามนั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยปกติแล้ว ทุนนิยมจะเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบกษัตริย์โดยตัวมันเอง แต่ที่ไหนได้ ทำไมพอทุนนิยมเข้ามาในประเทศไทย มันกลายพันธุ์เป็น “พันธมิตร” กับสถาบันกษัตริย์ได้อย่างไร มันมีกระบวนการอะไรบ้างที่ช่วยฟื้นฟูพลังของสถาบันกษัตริย์ให้กลับมามีอำนาจภายหลังการอภิวัฒน์สยาม 1932 แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่พาไปดูแค่การพัฒนาของทุนนิยมเจ้าอย่างเดียว หนังสือเล่มนี้ยังพาไปดูถึงขบวนการประชาธิปไตยอย่าง “คนเสื้อแดง” อีกด้วย ว่ามีบทบาทอย่างไรในการต่อต้านทุนนิยมเจ้า และการมาของคนเสื้อแดงนั้น เปลี่ยนทิศทางสังคมไทยอย่างไรจนถึงทุกวันนี้สุดท้ายแล้ว ทุนนิยมเจ้า ไม่ได้เป็นแค่หนังสือ แต่เป็นเครื่องเตือนในเราว่า หากเราจะทำอะไรสักอย่าง ต้องลงมือทำมันซะ ตั้งแต่การอภิวัฒน์สยาม 1932 จนถึง คณะราษฎร 2020 เรายังคงต่อต้านทุนนิยมเจ้านี้เรื่อยมา ไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่มนี้หรือไม่ก็ตาม การสร้างประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ จะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์คือสิ่งศักดิ์สิทธิ มนุษย์คือคนเท่ากัน 2023
Attasit Sittidumrong157 reviews16 followersFollowFollowOctober 7, 2024สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีความโดดเด่นคือการจัดระเบียบข้อมูลเพื่อสร้างตัวแบบหรือคำอธิบายทางทฤษฎีถึงความยิ่งใหญ่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อนของไทยซึ่งขัดกับสมมุติฐานทางทฤษฎีที่ว่ายิ่งทุนนิยมเจริญก้าวหน้ามากเพียงใด ชนชั้นกระฎุมพีอันเป็นดอกผลที่เติบโตจากความเจริญดังกล่าว จะยิ่งเป็นปฏิปักษ์ที่ท้าทายและทำลายการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นเท่านั้น นั่นจึงไม่แปลกที่หนังสือเล่มนี้จะเริ่มต้นด้วยการถกเถียงถึงมูลฐานความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับเจ้าในยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะการอ้างอิงทฤษฎีของเอิร์นสต์ คันโทโรวิตซ์เรื่องทวิร่างของกษัตริย์ (the king's two bodies) ซึ่งเป็นคำอธิบายทางทฤษฎีว่าด้วยความสำคัญของพระมหากษัตริย์ในระเบียบการเมืองของยุโรปยุคกลาง-ที่ว่ากษัตริย์มีองคาพยพสองร่าง หนึ่งคือร่างกายตามธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ผุพังได้ และ สองคือร่างกายทางการเมืองหรือสถาบัน ที่ดำรงตนอย่างเป็นอมตะไม่เสื่อมสลาย-ซึ่งดูเหมือนจะถูกถือว่าหมดความสำคัญในโลกสมัยใหม่ผ่านการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการขยายตัวของทุนนิยมที่ได้สร้างชนชั้นนายทุนกระฎุมพีมาแทนที่ (ตามที่คาร์ล มาร์กเคยบรรยายเอาไว้) ทว่า ในกรณีของไทย ทวิร่างของกษัตริย์กลับได้รับการพัฒนาและปรับตัวในระเบียบทางการเมืองจนกลายเป็นไตรร่างของกษัตริย์ (the king's three bodies) ที่ไม่เพียงแต่มององคาพยพของกษัตริย์ว่ามีสองร่าง--คือร่างทางกายภาพและร่างทางการเมือง--แต่ยังมีร่างที่สามที่ก่อตัวสอดคล้องไปกับวิถีการผลิตทางเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นมาในสังคมไทย นั่นก็คือร่างของทุนนิยมซึ่งปรากฏผ่านการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินธ์ุส่วนพระมหากษัตริย์ที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายประสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างวังกับเจ้าสัว/นายทุนกลุ่มต่างๆ พร้อมๆไปกับดำเนินธุรกิจในตลาดราวกับเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่(ภายใต้การช่วยเหลือของภาครัฐ) ซึ่งความสำเร็จของร่างทุนนิยมดังกล่าวนี้มีส่วนสำคัญต่อการปรับภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องไปกับค่านิยมของกระฎุมพีไทยในฐานะชนชั้นที่เดิบโตขึ้นมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจตั้งแต่ พ.ศ.2500 โดยเฉพาะการปรับภาพลักษณ์ให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อนเป็นกษัตริย์ผู้ทรงงานหนัก มัธยัส เปรียบเสมือนพ่อของชาวไทย ฯลฯ ทำให้พระองค์กลายเป็น "กษัตริย์กระฎุมพี" ที่สามารถดูดกลืนชนชั้นกระฎุมพีของไทยให้เข้าไปอยู่ในองคาพยพของร่างทางการเมืองและเศรษฐกิจ และทำให้พัฒนาการทุนนิยมของไทยกลายเป็นทุนนิยมเจ้าที่ไม่อาจแยกขาดจากการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไปได้แน่นอน หากมองในระดับทฤษฎี ใช่ว่าข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้จะปราศจากข้อถกเถียงที่ชวนให้ตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปลักษณ์เรื่องร่างกายหรือ body เข้ากับระเบียบทางการเมือง เพราะในโลกทฤษฎีการเมืองอุปลักษณ์เรื่องร่างกายคืออุปลักษณ์หลักที่สัมพันธ์โดยตรงกับประเด็นเรื่องอำนาจอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง (ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังสือไม่ได้แตะ) หรือการพยายามเชื่อมโยงพัฒนาการร่างของกษัตริย์เข้ากับวิธีการวิเคราะห์วิถีการผลิตแบบมาร์กซิสต์ซึ่งน่าสนใจแต่ก็ยังไม่ได้นำเสนอแบบแผนทางทฤษฎีที่ตกผลึกแล้วอย่างชัดเจน แม้แต่การกลับมาถกเถียงเปรียบเทียบในทางทฤษฎีถึงหน้าตาของท��นนิยมแบบเจ้านิยมว่าแตกต่างไปจากทุนนิยมตะวันตกก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งทียังขาดไป กระนั้น หากพิจารณาในแง่ของการพัฒนาทฤษฎีเพื่ออธิบายสังคมไทยก็ต้องถือว่างานเล่มนี้ทำได้อย่างประสบผลสำเร็จ และน่าชื่นชมpolitics