Thanawat441 reviewsFollowFollowFebruary 20, 2020“ดวงดาวในกระป๋อง” ออกตัวว่าเป็นรวมบทความ ที่ให้ inspirationบทความเหล่านั้นเป็นบทสนทนาที่ประภาสพูดคุยกับผู้อ่านผ่านตัวอักษร อ่านจบเล่มนี้ รู้สึกถึงความเป็น “นิทาน” มากกว่าบทความหรือบทสนทนาประภาส ใส่ตัวละคร ไม่ก็ยกนิทานมาเป็นตัวอย่าง หรือไม่ก็แต่งเป็นเรื่องขึ้นมาเล่าตลอดทั้งเล่มอ่านแล้วให้อารมณ์ feel good + นิทานผู้ใหญ่เล่มนี้เนื้อหาออกค่อนข้างกว้าง แต่เหมือนจะออกไปในธีมเดียวกันคือค้นหาตัวตน ความหมายของชีวิต เพราะพูดถึงเรื่องอุดมการณ์ วิธีคิด ชีวิตการทำงานเรื่องหนักๆ แต่เอามาเขียนให้อ่านได้ไม่ยากได้ความเพลิดเพลินบ้าง ได้ inspiration บ้างคละๆ กันไปคิดว่าจุดเด่นเลยคือการเล่าด้วยนิทานนี่แหละnon-fiction
Pairash Pleanmalai400 reviews32 followersFollowFollowOctober 17, 2021อ่านง่าย ได้ความคิดดีๆชอบที่สุดก็คือตอน ครูไหวลายมือหวัด เราทุกคนไม่เห็นความผิดของตนเอง เวลาเราดูหนังดูละครเราเข้าข้างพระเอกนางเอกกันทั้งนั้นบุคลิกของตัวเอกที่ต้องมีในทุกเรื่องคือความเสียสละแม้แต่นักโทษเวลาดูหนังดูละครก็เข้าข้างตัวเอกทั้งนั้นแต่พอชีวิตจริง เรากลับเห็นแก่ตัว และไม่เห็นความผิดของตนพระสงฆ์ที่ว่าถูกฝึกให้เห็นตัวตน ก็ยังพลาด
Petch Manopawitr123 reviews17 followersFollowFollowAugust 2, 2021ความเรียงจากหนังสือชุด "คุยกับประภาส" เล่ม ดวงดาวในกระป๋อง ว่าด้วยแรงบันดาลใจ เป็นการตอบคำถามจากผู้อ่านที่เขียนถามเข้ามา เป็นบรรยากาศที่หมดสมัยไปแล้ว ให้ความรู้สึกย้อนยุค จนทำให้นึกถึง "ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ" ผลงานหนังสือเล่มแรกที่คงต้องยอมรับว่า แปลกแหวกแนว และล้ำสมัยในยุคนั้น ด้วยภาษาและเรื่องที่เกินจินตนาการ รวมทั้ง ไปยาลใหญ่ นิตยสารทางเลือกของหนุ่มสาวสมัย 2530s อย่างแท้จริง แม้จะเป็นการตอบคำถามสั้นๆ และประเด็นค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่ก็เห็นมุมมองที่น่าสนใจของผู้เชียน รวมไปถึง ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่ต้องยอมรับว่าหาตัวจับยาก ดรีมทีม และคนฉลาดทั้งเจ็ด ใช้ลีลาการนำเสนอคล้ายๆกัน ในขณะที่คนฉลาดทั้งเจ็ดพุดถึงความฉลาดเจ็ดด้าน ทางคณิต (mathematical) ทางภาษา (linguistic) ทางรูปทรง (spatial) ทางร่างกาย (bodily-kineshetic) ทางดนตรี (musical) ด้านมนุษยสัมพันธ์ (interpersonal) และด้านเข้าใจตนเอง (emotional) ดรีมทีมก็พูดถึง ตัวละคร 7 ตัว ที่ทำให้การทำงานไม่ประสบความสำเร็จ โดยจำลองฉากในจินตนาการของ สาน (สงสารตัวเอง) ใส (สงสัยตัวเอง) หงิด (หงุดหงิดง่าย) โก (โกรธหาเรื่อง) กัวตี๋ (กลัวความล้มเหลว) ติ (ติเตียนแต่คนอื่น) โท (โทษตัวเอง) เกาะก๋วยเตี๋ยวเป็นอีกเรื่องที่ชอบ คือการสร้างเกาะในจินตนาการที่รวมสารพัดก๋วยเตี๋ยวในเมืองไทย บรรยายพร้อมรายละเอียดสมจริง การชิมก๋วยเตี่ยวร้านต่างๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าคือที่ไหน ก่อนมาเฉลยว่าเป็นเพียงไอเดียที่รอให้คนสร้างอยู่อีกตอนที่ชอบมาก (ผู้เขียนคงชอบเช่นกัน จนนำมาลงซ้ำ 2 ครั้ง ฮา) คือลิงกินข้าวโพด ที่เป็นการทดลองเรื่อง Critical Mass ในการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม เมื่อมีคนทำตามมากพอ หรือที่เรียกว่า ทฤษฎีไม้กระดก โดยนักวิทยาศาสตร์นำข้าวโพดไปหว่านไว้บริเวณที่มีทราย เวลาลิงจะกินจึงต้องปัดทรายออก จนกระทั่งมีลิงตัวหนึ่งนำเม็ดข้าวโพดไปล้างน้ำ จะได้ไม่ต้องปัด ไม่ต้องบ้วน ผ่านมาสักพัก ก็เริ่มมีลิงในครอบครัวเอาอย่าง ทดลองอยู่เป็นปี เริ่มมีลิงล้างข้าวโพดเป็นมากขึ้น แต่ก็ยังมีลิงอีกกว่าครึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันหนึ่ง มีลิงวัยรุ่นตัวหนึ่งเปลี่ยนวิธีการมาใช้แบบล้างก่อนกิน หลังจากนั้น ลิงทั้งฝูงก็เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมด เป็นทฤษีทางสังคมที่น่าสนใจ แต่ไม่มีใครรู้ว่า critical mass ต้องมีจำนวนเท่าไหร่ จึงจะทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มที่เหลือทั้งหมด ถ้ามองย้อนประวัติศาสตร์ มีกฎ 3.5% อยู่ว่า ในประวัติศาสตร์การต่อสู้แบบอสิงหา ถ้ามีคนอย่างน้อยร้ยอละ 3.5 ของประชากรออกมาแสดงออกพร้อมกัน จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทุกครั้งเรื่องสุดท้ายคือ ชอล์กแท่งเดียว เป็นอีกเรื่องที่คมคายในการตอบคำถามอย่างมาก เมื่อมีคนเขียนมาแสดงความคิดเห็นว่า ไม่ชอบให้นำดนตรีไทยมาแข่งขัน ผู้เขียนยกตัวอย่างถึง การแข่งขันที่ทำให้เกิดการชนะทั้งสองฝ่าย และทำให้ผู้แข่งขัน ดึงศักยภาพในตัวเองออกมามากที่สุดตัวอย่างการแก้ปัญหาปริมาณการหลอมเหล็กกล้าที่ไม่ได้ตามเป้าของ ชาลส์ ชวาบ ซึ่งเพิ่งเข้ามาบริหารบริษัทผลิตเหล็กกล้าคาร์เนกี้ นับว่าเป็นตัวอย่างที่สุดจริงๆ หลังจากที่หัวหน้างานบอกว่า พยายามดุด่าคนงานทั้งสองกะไปไม่รู้กี่ครั้งแต่ ก็ไม่ได้งานเพิ่มขึ้น ตอนนั้นเป็นเวลาที่คนงานกะกลางวันกำลังจะเปลี่ยนกับกะกลางคืนพอดี ชวาบ ถามหัวหน้าคนงานว่า วันนี้คุณหลอมเหล็กได้เท่าไหร่ หัวหน้าคนงานตอบว่า 6 ตัน ชวาบเอาชอล์กเขียนเลข 6 ตัวใหญ่ไว้ตรงพื้นแล้วเดินกลับ ขณะที่หัวหน้าคนงานกำลังยืนงง คนงานกะกลางคืนก็เริ่มถามว่า ตัวเลข 6 คืออะไร หัวหน้าก็ตอบว่า กะกลางวันหลอมเหล็กได้ 6 ตัน แกเลยเขียนเลข 6 ไว้ตรงนี้ วันรุ่งขึ้นพอคนงานกะกลางวันมาเข้างาน ก็เห็นเลข 7 อยู่บนพื้น พวกเขารู้แล้วว่า คนงานกะกลางคืนหลอมเหล็กได้มากกว่า เย็นวันนั้นเลข 8 ก็ถูกเขียนทับเลข 7 ไปอีก การประชันผลงานการหลอมเหล็กเข้มข้นขึ้นทุกวัน จนโรงงานสามารถหลอมเหล็กได้วันละ 20 ตันตามเป้าหมาย ผ่านไปไม่ถึงปี บริษัทกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ คนงานได้เงินเดือนเพิ่ม สวัสดิการก็ดีขึ้น เพราะชอล์กแค่แท่งเดียว นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่คมจริงๆ และสะท้อนวิธีคิด และประสบการณ์ได้อย่างน่าสนใจ แม้การเขียนจะไม่ได้สวยงาม แต่เน้นภาษาที่เรียบง่าย และประเด็นที่ต้องการนำเสนอมากกว่า น่าอ่านคุยกับประภาสชุดอื่นๆ ต่อไป thai-essay
Mook Woramon920 reviews201 followersFollowFollowFebruary 25, 2020หนังสือลำดับที่สี่ในชุดคุยกับประภาส เล่มนี้เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ แต่จริงๆแล้วเราว่ามันหลากหลาย สะเปะสะปะ แก่นไม่ชัดเท่าเล่มอื่นๆ อ่านได้เรื่อยๆ ได้แง่มุมหลากหลาย วิธีคิดดีๆ แต่ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นกระแทกใจ ไม่รู้เป็นเพราะว่าเริ่มอิ่มตัวรึเปล่า เล่มนี้เลยคะแนนตกหน่อย ซื้อมายกชุดยังไงก้อต้องสู้ต่อไปนะ ทาเคชิ
Thanida93 reviews6 followersFollowFollowAugust 7, 2020เปิดโลกดีตอนที่เล่าเรื่องโฆษณา เอาไปคิดงานต่อให้เท่ๆ ได้อีกเยอะเลย แล้วก็มาติดใจตรงเรื่องของ IT ในอินเดีย ดูท่าว่าบังกะลอร์จะพัฒนาไปมาก จนอยากทำเรื่องแบบนี้���ห้เกิดขึ้นจริงด้วยนโยบายของเรา
Yohei Nimura86 reviews1 followerFollowFollowOctober 4, 2022แปลกใจตัวเองว่าสมัยละอ่อน อ่านคุยกับประภาสแล้วจะอินและปลื้มปลิ่มมาก แต่ตอนนี้อ่านแล้วทำไมรู้สึกว่ากำลังอ่านข้อเขียนจากทนายความเก่งๆเลย ทั้งๆที่ประภาสก็ยังเขียนได้คมและดีอยู่ แต่มุมมองเราเปลี่ยนไป