Jump to ratings and reviews
Rate this book

คุยกับประภาส

ดวงดาวในกระป๋อง

Rate this book
ดวงดาวในกระป๋อง รวมบทความที่สร้างแรงบันดาลใจในงานสร้างสรรค์ทุกแขนง หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านดำดิ่งลงในตัวเอง เพื่อค้นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนมีอยู่แล้ว คมความคิดที่ลึกซึ้ง ผสานปรัชญาการมองโลกที่แยบคาย จะเปิดโลกสุดมหัศจรรย์ของความสุขที่แฝงตัวในปัญหานานาชนิด อย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้กลมกล่อมตลอดกาล

216 pages, Paperback

Published October 1, 2019

5 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
2 (11%)
4 stars
8 (47%)
3 stars
5 (29%)
2 stars
2 (11%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 6 of 6 reviews
Profile Image for Thanawat.
441 reviews
February 20, 2020
“ดวงดาวในกระป๋อง” ออกตัวว่าเป็นรวมบทความ ที่ให้ inspiration
บทความเหล่านั้นเป็นบทสนทนาที่ประภาสพูดคุยกับผู้อ่านผ่านตัวอักษร
อ่านจบเล่มนี้ รู้สึกถึงความเป็น “นิทาน” มากกว่าบทความหรือบทสนทนา
ประภาส ใส่ตัวละคร ไม่ก็ยกนิทานมาเป็นตัวอย่าง หรือไม่ก็แต่งเป็นเรื่องขึ้นมาเล่าตลอดทั้งเล่ม

อ่านแล้วให้อารมณ์ feel good + นิทานผู้ใหญ่

เล่มนี้เนื้อหาออกค่อนข้างกว้าง แต่เหมือนจะออกไปในธีมเดียวกันคือค้นหาตัวตน ความหมายของชีวิต เพราะพูดถึงเรื่องอุดมการณ์ วิธีคิด ชีวิตการทำงาน
เรื่องหนักๆ แต่เอามาเขียนให้อ่านได้ไม่ยาก
ได้ความเพลิดเพลินบ้าง ได้ inspiration บ้างคละๆ กันไป

คิดว่าจุดเด่นเลยคือการเล่าด้วยนิทานนี่แหละ
Profile Image for Pairash Pleanmalai.
400 reviews32 followers
October 17, 2021
อ่านง่าย ได้ความคิดดีๆ
ชอบที่สุดก็คือตอน ครูไหวลายมือหวัด เราทุกคนไม่เห็นความผิดของตนเอง เวลาเราดูหนังดูละครเราเข้าข้างพระเอกนางเอกกันทั้งนั้น
บุคลิกของตัวเอกที่ต้องมีในทุกเรื่องคือความเสียสละ
แม้แต่นักโทษเวลาดูหนังดูละครก็เข้าข้างตัวเอกทั้งนั้น
แต่พอชีวิตจริง เรากลับเห็นแก่ตัว และไม่เห็นความผิดของตน
พระสงฆ์ที่ว่าถูกฝึกให้เห็นตัวตน ก็ยังพลาด

Profile Image for Petch Manopawitr.
123 reviews17 followers
August 2, 2021
ความเรียงจากหนังสือชุด "คุยกับประภาส" เล่ม ดวงดาวในกระป๋อง ว่าด้วยแรงบันดาลใจ เป็นการตอบคำถามจากผู้อ่านที่เขียนถามเข้ามา เป็นบรรยากาศที่หมดสมัยไปแล้ว ให้ความรู้สึกย้อนยุค จนทำให้นึกถึง "ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ" ผลงานหนังสือเล่มแรกที่คงต้องยอมรับว่า แปลกแหวกแนว และล้ำสมัยในยุคนั้น ด้วยภาษาและเรื่องที่เกินจินตนาการ รวมทั้ง ไปยาลใหญ่ นิตยสารทางเลือกของหนุ่มสาวสมัย 2530s อย่างแท้จริง

แม้จะเป็นการตอบคำถามสั้นๆ และประเด็นค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่ก็เห็นมุมมองที่น่าสนใจของผู้เชียน รวมไปถึง ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่ต้องยอมรับว่าหาตัวจับยาก ดรีมทีม และคนฉลาดทั้งเจ็ด ใช้ลีลาการนำเสนอคล้ายๆกัน ในขณะที่คนฉลาดทั้งเจ็ดพุดถึงความฉลาดเจ็ดด้าน ทางคณิต (mathematical) ทางภาษา (linguistic) ทางรูปทรง (spatial) ทางร่างกาย (bodily-kineshetic) ทางดนตรี (musical) ด้านมนุษยสัมพันธ์ (interpersonal) และด้านเข้าใจตนเอง (emotional) ดรีมทีมก็พูดถึง ตัวละคร 7 ตัว ที่ทำให้การทำงานไม่ประสบความสำเร็จ โดยจำลองฉากในจินตนาการของ สาน (สงสารตัวเอง) ใส (สงสัยตัวเอง) หงิด (หงุดหงิดง่าย) โก (โกรธหาเรื่อง) กัวตี๋ (กลัวความล้มเหลว) ติ (ติเตียนแต่คนอื่น) โท (โทษตัวเอง)

เกาะก๋วยเตี๋ยวเป็นอีกเรื่องที่ชอบ คือการสร้างเกาะในจินตนาการที่รวมสารพัดก๋วยเตี๋ยวในเมืองไทย บรรยายพร้อมรายละเอียดสมจริง การชิมก๋วยเตี่ยวร้านต่างๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าคือที่ไหน ก่อนมาเฉลยว่าเป็นเพียงไอเดียที่รอให้คนสร้างอยู่

อีกตอนที่ชอบมาก (ผู้เขียนคงชอบเช่นกัน จนนำมาลงซ้ำ 2 ครั้ง ฮา) คือลิงกินข้าวโพด ที่เป็นการทดลองเรื่อง Critical Mass ในการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม เมื่อมีคนทำตามมากพอ หรือที่เรียกว่า ทฤษฎีไม้กระดก โดยนักวิทยาศาสตร์นำข้าวโพดไปหว่านไว้บริเวณที่มีทราย เวลาลิงจะกินจึงต้องปัดทรายออก จนกระทั่งมีลิงตัวหนึ่งนำเม็ดข้าวโพดไปล้างน้ำ จะได้ไม่ต้องปัด ไม่ต้องบ้วน ผ่านมาสักพัก ก็เริ่มมีลิงในครอบครัวเอาอย่าง ทดลองอยู่เป็นปี เริ่มมีลิงล้างข้าวโพดเป็นมากขึ้น แต่ก็ยังมีลิงอีกกว่าครึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันหนึ่ง มีลิงวัยรุ่นตัวหนึ่งเปลี่ยนวิธีการมาใช้แบบล้างก่อนกิน หลังจากนั้น ลิงทั้งฝูงก็เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมด

เป็นทฤษีทางสังคมที่น่าสนใจ แต่ไม่มีใครรู้ว่า critical mass ต้องมีจำนวนเท่าไหร่ จึงจะทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มที่เหลือทั้งหมด ถ้ามองย้อนประวัติศาสตร์ มีกฎ 3.5% อยู่ว่า ในประวัติศาสตร์การต่อสู้แบบอสิงหา ถ้ามีคนอย่างน้อยร้ยอละ 3.5 ของประชากรออกมาแสดงออกพร้อมกัน จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทุกครั้ง

เรื่องสุดท้ายคือ ชอล์กแท่งเดียว เป็นอีกเรื่องที่คมคายในการตอบคำถามอย่างมาก เมื่อมีคนเขียนมาแสดงความคิดเห็นว่า ไม่ชอบให้นำดนตรีไทยมาแข่งขัน ผู้เขียนยกตัวอย่างถึง การแข่งขันที่ทำให้เกิดการชนะทั้งสองฝ่าย และทำให้ผู้แข่งขัน ดึงศักยภาพในตัวเองออกมามากที่สุด

ตัวอย่างการแก้ปัญหาปริมาณการหลอมเหล็กกล้าที่ไม่ได้ตามเป้าของ ชาลส์ ชวาบ ซึ่งเพิ่งเข้ามาบริหารบริษัทผลิตเหล็กกล้าคาร์เนกี้ นับว่าเป็นตัวอย่างที่สุดจริงๆ หลังจากที่หัวหน้างานบอกว่า พยายามดุด่าคนงานทั้งสองกะไปไม่รู้กี่ครั้งแต่ ก็ไม่ได้งานเพิ่มขึ้น ตอนนั้นเป็นเวลาที่คนงานกะกลางวันกำลังจะเปลี่ยนกับกะกลางคืนพอดี ชวาบ ถามหัวหน้าคนงานว่า วันนี้คุณหลอมเหล็กได้เท่าไหร่ หัวหน้าคนงานตอบว่า 6 ตัน ชวาบเอาชอล์กเขียนเลข 6 ตัวใหญ่ไว้ตรงพื้นแล้วเดินกลับ

ขณะที่หัวหน้าคนงานกำลังยืนงง คนงานกะกลางคืนก็เริ่มถามว่า ตัวเลข 6 คืออะไร หัวหน้าก็ตอบว่า กะกลางวันหลอมเหล็กได้ 6 ตัน แกเลยเขียนเลข 6 ไว้ตรงนี้ วันรุ่งขึ้นพอคนงานกะกลางวันมาเข้างาน ก็เห็นเลข 7 อยู่บนพื้น พวกเขารู้แล้วว่า คนงานกะกลางคืนหลอมเหล็กได้มากกว่า เย็นวันนั้นเลข 8 ก็ถูกเขียนทับเลข 7 ไปอีก การประชันผลงานการหลอมเหล็กเข้มข้นขึ้นทุกวัน จนโรงงานสามารถหลอมเหล็กได้วันละ 20 ตันตามเป้าหมาย ผ่านไปไม่ถึงปี บริษัทกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ คนงานได้เงินเดือนเพิ่ม สวัสดิการก็ดีขึ้น เพราะชอล์กแค่แท่งเดียว

นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่คมจริงๆ และสะท้อนวิธีคิด และประสบการณ์ได้อย่างน่าสนใจ แม้การเขียนจะไม่ได้สวยงาม แต่เน้นภาษาที่เรียบง่าย และประเด็นที่ต้องการนำเสนอมากกว่า น่าอ่านคุยกับประภาสชุดอื่นๆ ต่อไป
Profile Image for Mook Woramon.
920 reviews201 followers
February 25, 2020
หนังสือลำดับที่สี่ในชุดคุยกับประภาส เล่มนี้เน้นเรื่องแรงบันดาลใจ แต่จริงๆแล้วเราว่ามันหลากหลาย สะเปะสะปะ แก่นไม่ชัดเท่าเล่มอื่นๆ อ่านได้เรื่อยๆ ได้แง่มุมหลากหลาย วิธีคิดดีๆ แต่ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นกระแทกใจ ไม่รู้เป็นเพราะว่าเริ่มอิ่มตัวรึเปล่า เล่มนี้เลยคะแนนตกหน่อย ซื้อมายกชุดยังไงก้อต้องสู้ต่อไปนะ ทาเคชิ
Profile Image for Thanida.
93 reviews6 followers
August 7, 2020
เปิดโลกดีตอนที่เล่าเรื่องโฆษณา เอาไปคิดงานต่อให้เท่ๆ ได้อีกเยอะเลย แล้วก็มาติดใจตรงเรื่องของ IT ในอินเดีย ดูท่าว่าบังกะลอร์จะพัฒนาไปมาก จนอยากทำเรื่องแบบนี้���ห้เกิดขึ้นจริงด้วยนโยบายของเรา
86 reviews1 follower
October 4, 2022
แปลกใจตัวเองว่าสมัยละอ่อน อ่านคุยกับประภาสแล้วจะอินและปลื้มปลิ่มมาก แต่ตอนนี้อ่านแล้วทำไมรู้สึกว่ากำลังอ่านข้อเขียนจากทนายความเก่งๆเลย ทั้งๆที่ประภาสก็ยังเขียนได้คมและดีอยู่ แต่มุมมองเราเปลี่ยนไป
Displaying 1 - 6 of 6 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.