Jump to ratings and reviews
Rate this book

ดิสโทเปียไม่สิ้นหวัง: ภาพยนตร์ฮอลลีวูดและการเมืองโลก

Rate this book
"ดิสโทเปียไม่ได้ผลิตสร้างความห่อเหี่ยวสิ้นหวังเสมอไปแน่นอนว่าดิสโทเปียห่างไกลจากการสร้างความสดใสและพลังคิดบวกแก่เรา
แต่สิ่งที่มันหยิบยื่นให้ก็คือความเป็นไปได้แห่งความหวัง อีเกิลทันมีความเห็นว่า คนๆ หนึ่ง 'สามารถมีความหวังโดยไม่จำเป็นต้องมีความ
รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวจะดีขึ้น'..

ดิสโทเปียมิได้ห้ามปรามกดทับความคิดว่าด้วยการปลดปล่อยแม้ว่ามันจะวาดภาพสุดเลวร้ายของอนาคตอันไร้ซึ่งทางออกใดใด
มันบอกกับเราว่ามนุษย์ชาติได้เผชิญกับความฉิบหายแล้วเราสูญสิ้นทุกอย่าง นี่คือชะตากรรมของเรา อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราไม่ทราบก็คือ
เราถูกลิขิตชะตากรรม 'อย่างไร' เราไม่ทราบว่าการกระทำหรือการตัดสินใจใดของเราถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม"

สารบัญ

บทนำ
วัฒนธรรมสมัยนิยม ภาพยนตร์ดิสโทเปีย และการเมืองโลก
บทที่ 1
In Time: ความเปราะบาง ความเหลื่อมล้ำและ "ความย้อนแย้งลักลั่นมูลฐาน" ของทุนนิยม
บทที่ 2
Pacific Rim และ "อสุรกายยักษ์" ทุนนิยมหรือ ทุนนิยมในฐานะระบบปีศาจต่างด้าว
บทที่ 3
Snowpiercer การปฏิวัติจอมปลอมและ "มหากลียุคภายใต้สรวงสวรรค์"
บทที่ 4
ล้างบางวิกฤต: การกวาดล้างอย่างรุนแรงและทุนนิยมยุคปลาย

320 pages, Paperback

Published January 1, 2018

4 people are currently reading
69 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
6 (28%)
4 stars
9 (42%)
3 stars
5 (23%)
2 stars
0 (0%)
1 star
1 (4%)
Displaying 1 - 2 of 2 reviews
Profile Image for loonchies.
240 reviews26 followers
October 14, 2020

"ภาพยนตร์ดิสโทเปียอาจให้ความรู้สึกที่น่าหดหู่สิ้นหวัง แต่ก็หล่อเลี้ยงปรารถนาแรงกล้าของเราที่จะปล่อยตัวเองไปสู่อิสรภาพ”

—-

ทำไมถึงมีการผลิตสื่อแนวดิสโทเปีย คนเสพสื่อดิสโทเปียไปเพื่ออะไรกันนะ
ทำไมพักหลังมานี้สื่อแนวนี้ถึงได้เป็นที่นิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนัง/ซีรีส์ หนังสือ

หนังสือนำเสนอและวิพากษ์แนวคิด/ทฤษฎีที่ใช้อธิบายสิ่งที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ระบอบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ ปัจจัยส่งเสริมเกื้อกูลหรือบ่อนทำลายระบบหนึ่ง ๆ

ส่วนตัวคิดว่าอธิบายเข้าใจยากในบางช่วง
ไม่รู้ว่าเป็นที่คนแปล หรือเป็นตั้งแต่สำนวนต้นฉบับ
ต้องใช้เวลาอ่านไปสักพักถึงจะเริ่มชิน ก็เข้าใจง่ายขึ้น
หนังสือเล่มนี้ก็คืองานวิจัยเล่มนึง มี Review literature และแทรกบทวิจารณ์เข้าไป แล้วก็วิเคราะห์สื่อบันเทิงที่เลือกมานำเสนอ

งานวิจัยมี 5 บท
1)วัฒนธรรมสมัยนิยม ภาพยนตร์ดิสโทเปีย และการเมืองโลก
2)In time: ความเปราะบาง ความเหลื่อมล้ำ และความย้อนแย้งลักลั่นมูลฐานของทุนนิยม
3)Pacific Rim และอสูรกายยักษ์ทุนนิยม หรือ ทุนนิยมในฐานะระบบปีศาจต่างด้าว
4)Snowpiercer การปฏิวัติจอมปลอม และ มหากลียุคภายใต้สรวงสวรรค์
5)The Purge: การกวาดล้างอย่างรุนแรงและทุนนิยมยุคปลาย

ได้เจอหนังสือเล่มนี้ในเวลาที่เหมาะสมอยู่นะ
เพราะหนังทุกเรื่องเราดูหมดแล้ว
แต่ถ้าไม่เคยดูมาก่อนก็ไม่ถึงกับว่าไม่เข้าใจ แค่อรรถรสจะลดลงนิดนึงละมั้ง

—-

พาร์ทที่คิดว่าน่าสนใจดี:

พูดถึงหนังซุปเปอร์ฮีโร่ต่าง ๆ ที่ว่ามีพลังอำนาจมากมายแต่ก็ดำรงอยู่แค่ขจัดอาชญากร หาใช่การเปลี่ยนแปลงโลกไม่ ไม่ว่าโลกจะอยุติธรรมเพียงใด

การวิจารณ์ระบอบประชาธิปไตย คือชี้ให้เห็นจุดอ่อนของมัน ~ เราว่าตรงนี้นำเสนอได้น่าสนใจดี ไม่เคยคิดถึงไปขนาดนั้น รวมถึงการนำเสนอ “ประชาธิปไตยแบบพอประมาณ” และ “การไม่ทำอะไรที่นำไปสู่การปลดปล่อย” และการวิพากย์วิจารณ์แต่ละแนวคิดก็มีประเด็นให้เรามาตั้งคำถามในใจมากขึ้น //ถ้าให้พูดคำง่าย ๆ หน่อยก็เรื่องว่า ผู้เขียนอยากวิจารณ์ “ความกระแดะ” “ความย้อนแย้ง” ที่มีอยู่ละมัง

การนอนกลายเป็น privilege อย่างหนึ่ง ~ มัน, การสถาปนาการนอนน้อยให้เป็นเรื่องโก้เก๋

กฏหมายและความยุติธรรมไม่เหมือนกัน ทั้งสองสิ่งไม่อาจถูกลดทอนให้เป็นอีกอย่างได้ ในยามที่กฏหมายไร้ความเป็นธรรม การพิทักษ์กฏหมายและระเบียบแบบแผนนั้น ๆ คือการบังหน้าเพื่อจะไม่ต้องรับผิดชอบว่าการกระทำนั้นมีส่วนช่วยให้ความไม่เป็นธรรมคงอยู่ต่อไป สืบสาน “jusctice”ที่เป็นเพียง “just us” รึเปล่า?

สิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดจริง ๆ ของเราไม่ใช่ตัวพลวัตของทุน แต่มันคือ “ความพยายามของพวกเราที่จะตัดขาดตัวเองจากมัน ในขณะที่กอบโกยประโยชน์ไปด้วย”
ตัวอย่างภาพสะท้อนของสิ่งที่ชั่วร้ายไม่ใช่บรรดาผู้บริโภคธรรมดาสามัญที่สร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อมและอาศัยอยู่ในโลกแห่งความรุนแรงที่สายสัมพันธ์ทางสังคมขาดสะบั้น หากแต่เป็นเหล่าคนที่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความฉิบหายและมลพิษในวงกว้างแต่กลับมีทุนมากพอที่จะหลีกเลี่ยงผลจากการกระทำของตนเอง ไม่ว่าจะหนีไปอาศัยอยู่ในชุมชนปิด กินอาหารออร์แกนิคใช้ชีวิตในวันหยุดในอุทยานอนุรักษ์สัตว์ สัตว์ป่า เป็นต้น

และอีกหลายแนวคิดที่จะไม่พิมพ์ไว้ตรงนี้




เหมือนได้อ่านรีวิวหนังสไตล์วิชาการ
ที่วิเคราะห์หนังอย่างลึกล้ำและเอาแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ มาจับเพื่ออธิบายความเป็นไปในเรื่อง
แต่จะเรียกว่าต้องการนำเสนอแนวคิดผ่านเหตุการณ์ในหนังเพื่อให้มองเห็นภาพตัวอย่าง ให้เข้าใจง่ายขึ้นก็ได้
Profile Image for Lumphu  x Read.
13 reviews2 followers
May 19, 2020
#วัฒนธรรมสมัยนิยม (Popular culture)
ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกการค้าระหว่างประเทศ ระบบทุนนิยม และการเมืองระดับโลก
โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมภาพยนตร์” เป็นสื่อบันเทิงซึ่งซ่อนรหัสสัญญะทางสังคมเอาไว้
.
#ศตวรรษที่21 ภาพยนตร์แนวดิสโทเปียเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ตรงข้ามกับแนวยูโทเปียที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1.ต่อต้านยูโทเปีย คือ แนวซูเปอร์ฮีโร่ ทั้งหลาย
2.ดิสโทเปียเชิงวิพากษ์ คือ คำเตือนต่ออนาคตจากสภาวะปัจจุบัน
.
#หนังดิสโทเปียเชิงวิพากษ์ ไม่ได้ผลิตเรื่องเล่าของความหมดหวัง
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหนังแนวภัยพิบัติ (Disaster film)
แต่คือความหวังอีกประเภท ที่ดึงดัน ยืดหยุ่น และพร้อมสู้
เหมือนฉากในการ์ตูนที่แมววิ่งเลยหุบเหว ก่อนจะรู้ว่าตัวมันกำลังร่วงหล่น
ดิสโทเปียคือเสียงเตือนให้ทุกคน “จงก้มลงมองดูสิ!”
.
#ดิสโทเปียไม่สิ้นหวัง ช่วง 100 หน้าแรกต้องใช้ความพยายามมากหน่อย
เพราะอธิบายภาวะการเมืองโลกผ่านนิยามรัฐศาสตร์ร่วมสมัย
หนังสือวิเคราะห์หนัง 5 เรื่อง #InTime #PacificRim #Snowpiercer และ #ThePurge #ThePurgeAnarchy
มองดิสโทเปียในฐานะบทสนทนาว่าด้วยการเมืองเพื่อการปลดปล่อย
จากยุคแห่งสัจนิยมแบบทุนในช่วง 20 ปีของศตวรรษที่ 21
.
ผู้เขียนเชี่ยวชาญแนวคิดของสลาวอย ชิเชค นักปรัชญาชาวสโลวีเนีย
เชื่อมโยงกับนักทฤษฎีเชิงวิพากษ์อย่าง
เดวิด ฮาร์วี ผู้เขียน #ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่
อแลง บาดู นักปรัชญาฝรั่งเศส อ่านแนวคิดได้จาก #ทำไมต้องตกหลุมรัก
.
#อ่านต่อ https://is.gd/mhj1Gq
Displaying 1 - 2 of 2 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.