Jump to ratings and reviews
Rate this book

The Habermas-Rawls Debate

Rate this book
Jürgen Habermas and John Rawls are perhaps the two most renowned and influential figures in social and political philosophy of the second half of the twentieth century. In the 1990s, they had a famous exchange in the Journal of Philosophy . Quarreling over the merits of each other’s accounts of the shape and meaning of democracy and legitimacy in a contemporary society, they also revealed how great thinkers working in different traditions read―and misread―one another’s work.

In this book, James Gordon Finlayson examines the Habermas-Rawls debate in context and considers its wider implications. He traces their dispute from its inception in their earliest works to the 1995 exchange and its aftermath, as well as its legacy in contemporary debates. Finlayson discusses Rawls’s Political Liberalism and Habermas’s Between Facts and Norms , considering them as the essential background to the dispute and using them to lay out their different conceptions of justice, politics, democratic legitimacy, individual rights, and the normative authority of law. He gives a detailed analysis and assessment of their contributions, assessing the strengths and weaknesses of their different approaches to political theory, conceptions of democracy, and accounts of religion and public reason, and he reflects on the ongoing significance of the debate. The Habermas-Rawls Debate is an authoritative account of the crucial intersection of two major political theorists and an explication of why their dispute continues to matter.

312 pages, Hardcover

Published May 14, 2019

3 people are currently reading
36 people want to read

About the author

James Gordon Finlayson

9 books4 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
2 (20%)
4 stars
4 (40%)
3 stars
3 (30%)
2 stars
1 (10%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 of 1 review
Profile Image for Attasit Sittidumrong.
157 reviews19 followers
December 10, 2024
หนังสือมุ่งเจาะไปที่วิวาทะสำคัญระหว่างเยอร์เก็น ฮาเบอร์มาสกับจอห์น รอลว์ ในวิวาทะปี ค.ศ. 1995 ซึ่งเกิดขึ้นในวารสารที่ชื่อ Journal of Philosophy ต่อประเด็นเรื่องแบบแผนของความยุติธรรมและความชอบธรรมในสังคมเสรีประชาธิปไตย โดยหนังสือแสดงให้เห็นว่ารอลว์เข้าใจฮาเบอร์มาสผิด จนทำให้มองไม่เห็นความหนักแน่นในข้อวิจารณ์ที่ฮาเบอร์มาสมีต่อตน โดยประเด็นแกนกลางจะเป็นเรื่องลักษณะของปทัสถานหรือ norm ในสังคมเสรีประชาธิปไตย ที่เริ่มจากการการพิจารณาของรอลว์ซึ่งมองว่าทฤษฎีประชาธิปไตยของฮาเบอร์มาสเป็นทฤษฎีที่ไม่เหมาะกับสังคมเสรีประชาธิปไตย เนื่องจากทฤษฎีดังกล่าวมีลักษณะของการจัดวางปทัสถานของสังคมเสรีประชาธิปไตยไว้ภายใต้แบบแผนทางอภิปรัชญาแบบหนึ่ง หรือก็คือรอลว์มองว่าทฤษฎีของฮาเบอร์มาสเป็นทฤษฎีที่ too comprehensive คือมีลักษณะครอบคลุมเกินไป พูดแบบหยาบที่สุดก็คือรอลว์มองว่าทฤษฎีของฮาร์เบอร์มาสสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบทางอภิปรัชญาที่มองว่าประชาธิปไตยคือความจริงแท้ ดีงาม จนนำมาสู่การปิดกั้นที่ทางของผู้ที่ตั้งคำถามหรือเห็นต่างกับระบอบดังกล่าว ซึ่ง—สำหรับรอลว์แล้ว—อาจทำลายคุณค่าของเสรีประชาธิปไตยอย่างการให้สิทธิ/เสรีภาพในการถกเถียง ตั้งคำถามแม้แต่กับความดีงามของตัวระบอบประชาธิปไตยเอง

ข้อวิจารณ์ที่รอลว์มีต่อฮาเบอร์มาสดังกล่าวแท้จริงแล้วก็เป็นภาพสะท้อนทฤษฎีการเมืองแบบเสรีนิยมของตัวรอลว์เองที่ต้องการจะแบ่งแยกการถกเถียงทางการเมือง (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของระบอบการเมืองที่ดี, นโยบายต่างๆ หรือพันธะหน้าที่ที่พลเมืองควรมีให้กับส่วนรวมภายใต้สังคมแบบเสรี) อันเป็นประเด็นสาธารณะออกจากประเด็นทางอภิปรัชญาซึ่งจะเกี่ยวพันกับความเชื่อและทัศนะส่วนบุคคล ปทัสถานในสังคมเสรีประชาธิปไตยสำหรับรอลว์จึงเป็นปทัสถานทางการเมืองในความหมายของการเป็นปทัสถานที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนคุณค่าทางอภิปรัชญาใดๆ นอกจากสิ่งที่รอลว์เรียกว่า overlapping consensus หรือ “ความเห็นพ้องคล้องกัน” กล่าวคือ สำหรับรอลว์แล้ว สิ่งที่ประคับประคองให้ผู้คนที่มีความเชื่ออันหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมเสรีประชาธิปไตยได้นั้น ไม่ได้มาจากการที่ผู้คนเหล่านี้มีความเชื่อทางอภิปรัชญา/ความดี/ความงามเหมือนๆกัน แต่จะอยู่ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีความเข้าใจในเหตุและผล (reasonable) ของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการตระหนักถึงความแตกต่างหลากหลายในหมู่พลเมืองคนอื่นๆ ตลอดจนความสามารถที่พลเมืองอันหลากหลายเหล่านั้นใช้เหตุผลได้โดยไม่เกี่ยวว่าการใช้เหตุผลดังกล่าวอาจนำไปสู่บทสรุป/ความเห็น/ความเชื่อที่ต่างกัน (รอลว์เรียกสิ่งนี้ว่า reasonable pluralism) ปทัสถานในระบอบเสรีประชาธิปไตยจึงไม่ควรเป็นปทัสถานที่ตั้งอยู่บนคำสอนหรือความเชื่อทางอภิปรัชญาแบบใดแบบหนึ่ง เพราะนั่นคือการปฏิเสธข้อเท็จจริงในการใช้เหตุผลของมนุษย์ที่ว่าการใช้เหตุผลนั้น มีความหลากหลาย เป็นพลวัตรไม่เคยถูกผูกขาดภายใต้ชุดความเชื่อแบบใดแบบหนึ่งแต่เพียงแบบเดียว ดังนั้น การจัดวางปทัสถานของระบอบเสรีประชาธิปไตยไว้ภายใต้ความจริงตลอดจนกรอบทางศีลธรรมชุดใดชุดหนึ่งตามแบบที่รอลว์เข้าใจว่าฮาเบอร์มาสนำเสนอ จึงเป็นสิ่งที่ต้องถูกปฏิเสธอย่างไม่อาจเลี่ยงไปได้

ถึงตรงนี้หนังสือก็ได้ชี้ให้เห็นว่ารอลว์นั้นเข้าใจทฤษฎีของฮาเบอร์มาสผิดอย่างมีนัยสำคัญ จริงอยู่ที่ว่าถึงที่สุดแล้วทฤษฎีประชาธิปไตยของฮาเบอร์มาสจะให้ความสำคัญกับกรอบทางศีลธรรมตลอดจนการทำงานของความจริงในฐานะองค์ประกอบหลักของปทัสถานในระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่ตำแหน่งแห่งที่ของศีลธรรม/ความจริงตลอดจนหลักปทัสถานดังกล่าวนั้น จะไม่ได้ทำงานในรูปของคำสั่ง ที่คอยสั่งการว่ามนุษย์ควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร(แบบที่รอลว์ดูเหมือนจะเข้าใจ) หากแต่จะทำงานในแง่ของการเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ผูกผู้คนให้สามารถสื่อสาร สร้างสายสัมพันธ์ต่อกันในฐานะสมาชิกของสังคมการเมืองเดียวกันได้ โดยหนังสืออธิบายการทำงานของปทัสถานตรงนี้ผ่านกรอบแนวคิดของฮาเบอร์มาสเรื่อง discourse ethic หรือจริยศาสตร์ของการสื่อความ กล่าวคือสำหรับฮาเบอร์มาสแล้วสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ได้นั้นก็เพราะมนุษย์มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารกับอีกฝ่าย ซึ่งย่อมมีนัยโดยพื้นฐานว่านอกจากจะต้องดำรงอยู่ท่ามกลางบุคคลอื่นๆในสังคมการเมืองแล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญที่กำหนดความเป็นมนุษย์ก็คือความสามารถในการเข้าใจสารของอีกฝ่ายตลอดจนวิธีการสื่อเพื่อทำให้อีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่ตนต้องการจะนำเสนอ ซึ่งก็โดยอาศัยข้อเท็จจริงเรื่องความสามารถในการเข้าใจสารของอีกฝ่ายตลอดจนการสื่อเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจสารของตนนี้เอง ฮาเบอร์มาสจึงยืนยันว่ามนุษย์นั้นดำรงอยู่ภายใต้ปทัสถานของการสื่อความบางอย่างร่วมกัน เพราะถ้าหากไม่มีปทัสถานตรงนี้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์จะสามารถสื่อสารให้มนุษย์อีกคนเข้าใจได้ ในแง่นี้ ข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์สามารถสื่อสารกันได้—หรือก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์สามารถเข้าใจและสร้างความเข้าใจกับอีกฝ่ายได้—จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันถึงการทำงานในชีวิตทางสังคมของปทัสถานตลอดจนความจริงบางอย่างในกระบวนการสื่อความระหว่างกัน ความจริงซึ่งจะไม่ใช่อะไรเลยนอกจาก validity หรือความเที่ยงตรงในกระบวนการสื่อความต่อกันนั่นเอง

การดำรงอยู่ของศีลธรรม/ความจริงตามคำอธิบายเรื่องจริยศาสตร์แห่งการสื่อสารของฮาเบอร์มาสจึงไม่ใช่การดำรงอยู่ของแบบแผนทางอุดมคติที่เรียกร้องให้ผู้คนต้องปฏิบัติและทำให้เป็นจริง หากแต่คือสิ่งที่ดำรงอยู่ในการสื่อสารประจำวันอยู่แล้วในฐานะของกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทุกคนในสังคมต่างก็ยอมรับร่วมกันเพื่อทำให้การสื่อความ/สื่อสาร/ถกเถียง/แลกเปลี่ยนความเห็นเป็นไปได้ตั้งแต่ต้น การจัดวางให้ศีลธรรม/ความจริงเป็นส่วนสำคัญสำหรับปทัสถานในระบอบเสรีประชาธิปไตยในกรณีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของคำสั่งที่คอยสถาปนาความถูกต้องของตนเองขณะที่ปิดกั้นความเห็นต่างอื่นๆ เพราะศีลธรรมในระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้นจะทำงานในฐานะของสิ่งที่ฮาเบอร์มาส เรียกว่า moral freestanding หรือทรัพยากรทางศีลธรรมของการใช้เหตุผล ที่ปราศจากการผูกขาดและเปิดกว้างให้ทุกคน ทุกฝ่ายสามารถแปรมาเข้ากับชุดเหตุผลที่ตนจะใช้สำหรับถกเถียงและสร้างความเห็นพ้องกับอีกฝ่ายภายใต้กระบวนการปรึกษาหารือที่ต่างฝ่ายต่างก็เข้ามาพูดคุย/แลกเปลี่ยน/ถกเถียงเพื่อกำหนดทิศทางที่ดีที่ถูกต้องให้กับสังคมการเมืองที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ สำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว ประชาธิปไตยคือระบอบของความจริงและศีลธรรม มิใช่เพราะตัวประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ถูกต้อง ดีงามที่สุด แต่เพราะประชาธิปไตยคือระบอบที่เปิดให้ผู้คนสามารถเข้ามาถกเถียงและนำเสนอเหตุผลเพื่อนำพาสังคมไปสู���เส้นทางที่ถูกต้อง ดีงามในช่วงเวลาๆหนึ่งได้เสมอ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบเป็นจริงสำหรับฮาเบอร์มาสจึงต้องเป็นประชาธิปไตยที่เปิดพื้นที่ให้กับการถกเถียงแลกเปลี่ยน หากปราศจากซึ่งการถกเถียงแลกเปลี่ยน ประชาธิปไตยดังกล่าวก็อาจเป็นประชาธิปไตยชั้นเลวที่ไม่สามารถบรรลุแบบแผนของประชาธิปไตยตามที่มันควรจะเป็นได้

ถึงตรงนี้ ข้อวิจารณ์ที่รอลว์มีต่อฮาเบอร์มาสจึงเป็นข้อวิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการที่รอลว์ไม่เข้าใจลักษณะตลอดจนตำแหน่งแห่งที่ของความจริงและศีลธรรมในปทัสถานของระบอบเสรีประชาธิปไตยตามที่ฮาเบอร์มาสนำเสนอ และโดยอาศัยความเข้าใจผิดของรอลว์ตรงนี้ หนังสือก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความสมเหตุสมผลในข้อวิจารณ์ที่ฮาเบอร์มาสมีย้อนกลับไปหารอลว์ นั่นก็คือข้อวิจารณ์ที่ว่าทฤษฎีเสรีนิยมของรอลว์นั้นเป็นทฤษฎีที่มองข้ามความสำคัญของกระบวนการและกลไกทางสถาบันโดยเฉพาะกลไกของการเปิดพื้นที่เพื่อรองรับการถกเถียงและปรึกษาหารือภายในระบอบเสรีประชาธิปไตย ในแง่นี้ ปริมณฑลทางการเมืองที่เป็นเอกเทศดังที่รอลว์นำเสนอ จึงเป็นปริมณฑลที่—จากสายตาของฮาเบอร์มาส—คับแคบ อันเนื่องมาจากการละเลยมิติเชิงกระบวนการของการถกเถียงถึงประเด็นสาธารณะต่างๆ ความเป็นการเมืองในทฤษฎีเสรีนิยมของรอลว์ จึงเป็นความเป็นการเมืองที่ตั้งอยู่บนคุณสมบัติทางศีลธรรมของพลเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยเอง นั่นก็คือคุณสมบัติของผู้ที่เข้าอกเข้าใจในเหตุและผล หรือก็คือคุณสมบัติที่ยอมรับถึงความสำคัญของสิทธิส่วนบุคคลในฐานะคุณค่าทางศีลธรรมที่อยู่เหนือล้ำไปกว่าคุณค่าทางศีลธรรมอื่นใด หากผลักไปให้ไกลที่สุด ความเป็นเอกเทศทางการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยตามแนวคิดของรอลว์—จากทัศนะของฮาเบอร์มาส— จะไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการเชิดชูความเป็นธรรมบนฐานของศีลธรรมแห่งสิทธิ หาใช่เรื่องของการจัดวางแบบแผน กลไกทางสถาบันเพื่อจัดวางการถกเถียงพูดคุยระหว่างบุคคลได้อย่างแท้จริง ถ้าสิ่งที่รอลว์ปรารถนาจะนำเสนอคือปทัสถานทางการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่แยกขาดจากคุณค่าทางอภิปรัชญา/ความจริงต่างๆ ปทัสถานดังกล่าวก็กลับต้องอาศัยพลังทางศีลธรรมมาค้ำจุนอย่างไม่อาจเลี่ยงไปได้ พลังซึ่งสำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว ก็คือหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกถึงความเป็นไปไม่ได้ที่ปทัสถานการเมืองในแบบของรอลว์จะแยกขาดจากปทัสถานทางศีลธรรมนั่นเอง

หนังสือเล่มนี้ยังรวบยอดและนำเสนอความคิดทางการเมืองของทั้งฮาเบอร์มาสและรอลว์ได้อย่างกระชับ น่าสนใจ นักเรียนรัฐศาสตร์/ปรัชญาและทฤษฎีการเมือง ตลอดจนผู้ที่สนใจประเด็นแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยร่วมสมัยหรือความคิดของฮาเบอร์มาสและรอลว์ ควรหามาอ่านกัน
Displaying 1 of 1 review