Jump to ratings and reviews
Rate this book

Lost #4

กลิ่นอายของทองแดง

Rate this book
การตายของเชลาแห่งคาเพนเทียเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะลำดับที่สี่ กลิ่นอายของทองแดง ทำให้ เทเนล่า คาเทียน่า ศัตรูตัวร้ายและอดีตผู้ช่วยของครีสกลับสู่คาเพนเทียอย่างสง่าผ่าเผย พร้อมตำแหน่งว่าที่เชตารี ผู้นำสูงสุดฝ่ายหญิงของชนเผ่า งานนี้เหล่าไวเซอร์และอเล็กซ์ต้องตามเกมให้ทัน ก่อนนครหลวงคาเพนเทียจะล่มสลายด้วยน้ำมือของเธอ

362 pages, Paperback

Published January 1, 2016

4 people are currently reading
75 people want to read

About the author

กัลฐิดา

106 books114 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
11 (36%)
4 stars
15 (50%)
3 stars
3 (10%)
2 stars
0 (0%)
1 star
1 (3%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for Allukah.
46 reviews
February 10, 2018
รีวิวรวบยอดเล่ม 1-6

LOST เรื่องราวของเด็กสาวกำพร้าที่เดินทางไปยังดินแดนอื่นด้วยพลังลึกลับโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ หรือความบังเอิญใด แต่เป็นเพราะความเกี่ยวพันมากมายที่โยงยาวกลับไปครั้นอดีตกาล จะรีวิวแบบไม่เจาะลึกตัวพล็อตมากนัก อยากจะพูดถึงการสร้างตัวละคร แนวคิดและทัศนคติที่แฝงอยู่ในเรื่องมากกว่า ซึ่งการันตีว่ามีสปอยเล็กน้อยแน่นอน

ในฐานะที่เคยอ่านเซวีน่า นิยายเรื่องแรกของกัลฐิดามาเกิน 10 ปีแล้ว จึงอยากจะลองอ่านซีรีส์ล่าสุดของนักเขียนคนนี้ดูอีกสักครั้ง หลังจากที่เคยลองอ่านเดรกเกอร์ แต่ขัดใจกับนางเอกเลยดรอปเรื่องนั้นลงกองดองไปก่อน เมื่อเริ่มอ่าน LOST ก็พบว่าสไตล์ รายละเอียด แทบไม่แตกต่างจากเซวีน่า เช่นเดียวกับแนวคิดสุขนิยมสมบูรณ์แบบที่ผู้เขียนเคยพูดว่าตั้งใจให้เข้มข้นขึ้น บีบคั้นขึ้นเพื่อความสมจริง แต่เรากลับสัมผัสถึงความเรียลนั้นได้น้อยกว่าที่ควร

จริงอยู่ที่ผู้เขียนสร้างโลกได้อลังการ กอปรด้วยดีเทลส์หลากหลาย เพราะอยากให้เรื่องออกมาดูเรียล แต่ความเรียลไม่ได้ขึ้นกับโลกที่สร้างออกมาเพียงอย่างเดียว ยังไม่นับว่าผู้เขียนหยิบยกรายละเอียดหลายๆ อย่างจากงานเดิมของตัวเองมารีไซเคิลซ้ำๆ นักอ่านที่เคยอ่านหรือติดตามงานของกัลฐิดาจะทราบทันที ว่ามีจุดที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันอย่างไร ทั้งในแง่ของตัวละคร สิ่งของ ความคิด จุดสตาร์ท จุดเชื่อม หรือแม้กระทั่งการคลี่คลายปมต่างๆ

อเล็กซ์ นางเอกจอมขี้เหนียวของเรื่อง ทะเล้น ตรงไปตรงมา มีนิสัยพูดกับตัวเองตลอดเวลาทั้งๆ ที่ปกติคนเราสามารถคิดในใจก็ได้ ตอนแรกยังเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ตอนหลังจะทรงพลังที่สุดเสมอ ส่วนพระเอกจะต้องมีบุคลิกเงียบขรึม ดูเย็นชาตลอดเวลา แต่เมื่อมีความรักก็จะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับกลุ่มผองเพื่อน บุคคลรอบตัวคู่พระนาง ที่เหมือนจะหลุดคาแรกเตอร์กันไปเสียหมด (แต่เดิมที่มีคาแรกเตอร์คล้ายกันอยู่แล้ว แยกไม่ออกว่าใครเป็นใครเวลาพูด) จากคนที่เคยเรียบร้อยสุขุม นิ่งเป็นน้ำ ก็กลายเป็นคนขี้โวยวาย รุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ชวนให้คิดว่า หากตัวละครไม่มีความรัก อาจจะส่งผลดีกับเนื้อเรื่องและตัวเขาเองมากกว่า

ทั้งที่เรื่องวนเวียนกับการปกครองเมือง อาณาจักร แต่กลับขาดแคลนตัวละครวัยผู้ใหญ่ และคนชรา ซึ่งถึงจะมีบทบาทแทรกแซมอยู่บ้าง ก็ไม่เคยโดดเด่นเกินหน้าเกินตาเหล่าตัวเอกและกลุ่มเพื่อนผู้เยาว์วัย อัจฉริยะเก่งกาจเหนือผู้อื่นในทุกด้าน รูปงามไร้ที่ติ ไม่มีข้อบกพร่องให้ครหา คนสูงวัยมีบทบาทเพียงแค่คนรับใช้ ตัวประกอบไร้ความสำคัญ พ่อแม่ และตัวร้ายที่สร้างขึ้นให้ตายเท่านั้น

ทางฝั่งของตัวโกง มักเป็นเหรียญที่มีด้านเดียว มีแต่สีดำสนิทตรงข้ามกับฝั่งตัวเอกที่เป็นสีขาวล้วน ไม่มีคุณงามความดี หรือลักษณะอื่นที่ทำให้คนอ่านชื่นชอบ เมื่อเข้าสู่ด้านมืดก็จะชั่วถาวร กลับตัวกลับใจไม่ได้ เกิดมาเพื่อเป็นคนเลว บ้าอำนาจ โลภโมโทสัน และตายไปเพื่อบรรลุเป้าของเรื่องเท่านั้น

ภาคเดียวของ LOST ที่รู้สึกว่าฉีกแนวจากสไตล์เดิมของนักเขียนที่สุดแล้ว คือเล่ม 3 หยดน้ำตาของเหล็ก ที่ตัวละครหลักเคยผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมาก่อน และคิดจะกระทำการปิตุฆาต มีการปูเรื่อง ย้อนความ และบิลด์อารมณ์เจ็บปวดดราม่าได้ดี กระทั่งช่วงสุดท้ายหลังฉากต่อสู้แสนอลังการ เราคาดหวังว่าหยดน้ำตาของเหล็ก จะทุกข์ทรมานจริงๆ ดั่งที่ผู้เขียนอ้างไว้ แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดไคลแมกซ์ ตัวละครที่สมควรตายกลับถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ ทำให้ทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาแต่แรกนั้นพังทลายลง อีกภาคที่เนื้อหาคล้ายๆ กันคือเล่ม 5 ที่มีตัวละครหลักตัวนึงตาย แต่ก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ยิ่งบ่งชัดว่าผู้เขียนไม่อาจละทิ้งแนวคิดสุขนิยมได้

ตั้งแต่เรื่องเซวีน่า นักเขียนมักให้ความสำคัญกับการเสียสละ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรแก่การยกย่อง แต่การเสียสละจะมีประโยชน์อะไร หากมันไม่ใช่การเสียสละอย่างแท้จริง ในเมื่อตัวละครที่สละตนเองเพื่อส่วนรวม สามารถหวนฟื้นจากความตายได้เพียงไม่นาน ทำให้คุณค่าของฉากกินใจนั้นลดน้อยลง และหมดความหมายไปโดยปริยาย การกล่าวว่าตัวละครตัวนี้ เป็นบุคคลน่าสงสาร โชคร้าย ลำบากยากเข็ญ แต่หากผู้เขียนไม่แสดงให้เห็นมากพอ ก็ยากที่จะโน้มน้าวให้คนอ่านเห็นใจ หรืออินร่วมไปกับตัวละครนั้นได้เลย

อีกจุดที่ต้องเอ่ยถึง คือหลังจากเล่ม 4 ที่เพื่อนพระเอก ครีส ร่วมมือกับนักบวชสาวคู่ของตัวเอง ถอนมนต์ดำออกจากเทเนล่า ตัวร้ายหลักของซีรีส์มาตั้งแต่ต้น ครีสได้รับการสถาปนาขึ้นครองเมืองต่อไป มีฉากที่ผู้เขียนบรรยายถึงความไม่ชอบพอใจของประชาชนต่อเจ้าเมืองคนใหม่ และสนับสนุนเทเนล่าอย่างชัดเจนก่อนหน้านี้ แต่จากนั้นผู้เขียนก็เขี่ยประเด็นนี้ทิ้ง ทั้งที่ตอนแรกอารัมภบทมาเกินครึ่งเล่ม ไม่มีฉากว่าครีสต้องรับมือกับแรงกดดันยังไงจากทั้งสภาทั้งประชาชน ในหลักความจริงแล้วพลเมืองคงจะต้องไม่พอใจเจ้าเมืองคนใหม่ อาจถึงขั้นเกลียดและต่อต้านครีส เรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบต่างๆ น่าแปลกที่เมืองแห่งความรู้ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดอิสระ มีแนวโน้มที่จะเกิดความต้องการล้มล้างระบอบปกครองแบบศักดินา กลับไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ทั้งที่ก็มีข่าวพฤติกรรมฉาวโฉ่ของเจ้าเมืองคนล่าสุดหลุดรั่วออกมา แต่กลับสามารถครองเมืองต่อไปได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เข้าใจว่าปมหลักไม่ใช่ประเด็นการเมือง แต่อย่างน้อยผู้เขียนก็ควรจะแทรกรายละเอียดเหล่านั้น เพื่อสื่อให้เห็นถึงความยากลำบากในการปกครองเมืองด้วย ไม่ใช่เกริ่นขึ้นมาแล้วตัดจบง่ายๆ อย่างที่กระทำ

และอีกทัศนคติหนึ่งที่ค่อนข้างขัดใจ คือ sexism หรือการกดขี่ทางเพศอย่างชัดเจน ถึงผู้เขียนจะกล่าวว่าในโลกของลิบาเนีย ผู้ชายนั้นเป็นใหญ่ แต่เราไม่ชอบการ “ทำเรื่องผิดให้เป็นถูก” ของเรื่องนี้มาก มีหลายต่อหลายฉากที่แสดงออกชัดเจน เรื่อยมาตั้งแต่ภาค 4, 5, 6 ที่ตัวละครชายเด่นๆ สามารถบังคับผู้หญิงให้ตกเป็นของตนได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด เพราะตัวเองมีอำนาจเหนือผู้หญิงคนนั้น รวมถึงคนทั้งเมืองอยู่แล้ว บางฉากเกิดขึ้นในตอนที่ผู้หญิงหมดสติอยู่ ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากอีกคน ซึ่งนั่นไม่ต่างจากการบังคับข่มขืนแม้แต่น้อย

มีการพยายามยัดเยียดข้อเสียให้บางตัวละครในฝั่งพระนาง เช่นนิสัยเจ้าชู้และนอนกับหญิงสาวไม่เลือกหน้า แต่เมื่อข้อติเหล่านั้นไม่ส่งผลลบต่อเนื้อเรื่องจึงไม่อาจนับได้ว่าเป็นข้อเสียจริงๆ อีกทั้งจากที่อ่าน ผู้เขียนก็ไม่ได้มีเจตนาจะใส่ให้เป็นจุดตำหนิ แต่ต้องการเพิ่มมูลค่าความเป็นที่ต้องการของตัวละครชายเสียมากกว่า ในฐานะนักอ่านคนหนึ่ง กลับรู้สึกว่าผู้ชายที่มีลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ผู้ชายที่น่าพึงประสงค์ แต่บางคนอาจจะชื่นชอบและรั��ได้กับการถูกละเมิดทางเพศ ในเมื่อผู้ชายกลุ่มนั้นมาจากตระกูลใหญ่ และจะขึ้นครองเมืองดำรงตำแหน่งสูงสุดในภายภาคหน้า

มีสองสามประโยคที่เพื่อนพระเอกพูดทำนองว่า “ความรักกับความเกลียดอยู่ใกล้กันนิดเดียว บางทีมันอาจเป็นสิ่งเดียวกัน” กับ “เพราะรัก...จึงต้องได้มาครอบครอง แม้จะต้องโดนเกลียดก็ตาม” เห็นชัดว่าผู้เขียนพยายาม justified หรือบิดเบือนความผิด ให้เป็นเรื่องถูกต้องและชอบธรรม ด้วยการอ้างถึง “ความรัก” แต่หากมองในแง่ของความจริง หากหญิงโชคร้ายไม่ได้ชอบพอกับผู้ชายคนนั้นก่อนหน้านั้นล่ะ นั่นก็ไม่แตกต่างจากคดีข่มขืนที่เห็นบนพาดหัวข่าวทุกวันเลย การที่ผู้ชายหล่อเหลา ร่ำรวย และเป็นที่ต้องการของหญิงสาวทั้งโลก ไม่ได้แปลว่าผู้ชายคนนั้น จะมีสิทธิ์กระทำตามอำเภอใจกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ แต่แน่นอนว่าเรื่องย่อมดำเนินไปตามแนวคิดสุขนิยม สุดท้ายสาวๆ ทุกผู้คนที่ถูกกระทำจนไม่น่าให้อภัย ก็ลงเอยด้วยการอยู่ครองคู่อย่างมีความสุขชั่วลูกหลาน

จากที่เคยเห็นสนพ. โฆษณา ว่า LOST คือนิยายวรรณกรรมเยาวชน มีเป้าหมายหลักคือกลุ่มเด็กไปจนถึงวัยรุ่น ไม่ใช่นิยายเฉพาะกลุ่มที่กำหนดอายุนักอ่าน ดังนั้นผู้เขียนยิ่งควรระมัดระวังว่าควรจะใส่ค่านิยมแบบไหนปลูกฝังเยาวชน ที่ยังไม่อาจแยกแยะผิดชอบชั่วดี สิ่งใดที่ควรเอาอย่างไม่เอาอย่างได้ มีสื่อและนวนิยายจำนวนมากที่เซตติ้งในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และรุนแรงโหดร้ายกว่านี้มาก แต่เมื่อผู้ชมได้เสพสื่อนั้นเข้าไป กลับพบว่ามันน่าเศร้าและหดหู่ ไม่ใช่ความรู้สึกชวนฟิน หรือน่าโหยหาทั้งสิ้น

หากต้องเลือกว่าชอบตัวละคนไหนมากที่สุด ก็คงจะเป็นอิลกากับวาซาเรีย คู่นี้จะเป็นผู้เป็นคนหน่อย มีสติเวลาคับขันมากที่สุดแล้วในเรื่อง อาจเพราะไม่มีเรื่องความรักมาแทรกแซงทำให้เสียสมาธิ แต่ละคนเลยทำหน้าที่ของตนเองไปได้อย่างดีเยี่ยมไม่ขาดตก

ที่จริงแล้ว ผู้เขียนมีองค์ประกอบที่เลิศเลออยู่ในมือมากมาย ที่อาจสอนให้เยาวชนเติบโตขึ้นในทางที่ดีได้ แต่เวลาเดียวกัน ก็มีการใส่แนวคิดหลายอย่างที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกขัดข้อง ไม่ถูกทำนองคลองธรรมสมกับประเภทนิยายเด็กเท่าไหร่ กลายเป็นว่าฉุดระดับความดีงามของตัวเรื่องลงอย่างน่าเสียดาย เมื่ออ่านจบแล้วจึงเกิดความรู้สึกก้ำกึ่ง และขัดแย้งในใจตลอดเวลา เพราะยังคงติดใจกับค่านิยมเหล่านั้นอยู่นั่นเอง
Profile Image for Kanokkan.
163 reviews16 followers
Read
March 28, 2016
จบแล้วแบบ ค้าง ค้างทุกเล่มจริงๆนะสำหรับหนังสือชุดนี้ คือตอนเล่มแรกๆเปิดตัวคนร้ายคือคนหนึ่ง พอมาจบเล่มนี้คนร้ายมีใหม่ที่เป็นคนที่คาดไม่ถึง แล้วฉากหวานๆพระนางหายากยิ่ง พวกนิยมหวานอย่างข้าพเจ้าเลยหงอยๆ ได้แต่รอสอยเล่มห้ามาดับความค้าง ซึ่งก็ใกล้จบชุดแล้วแค่ 2 เล่มเท่าน้านนน
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Jirawan Jantanakorn.
100 reviews7 followers
February 18, 2017
รู้สึกว่าเขาแก้ปมเรื่องนิสัยของเจ้าชายองค์นี้ไม่ครบอะ
คือเอาสาวๆมาเป็นคู่สืบข่าว
โดยส่วนตัวเเล้วเราไม่ชอบผู้ชายที่ฝืนใจสาวๆมากนัก
และเล่มนี้สงสารนางเอก ไม่มีใครเชื่อใจเลย โดนหลอกใช้มาตลอด TvT
อ้างนู้นนี้นั้น สรุปก็เอาประโยชน์ไว้ แต่คำพูดนางเอกมันก็ไม่น่าเชื่อถือจริงๆ
ยังคงแกว่งไกวกับครอบครัวอย่างยิ่งในด้านความสัมพันธ์ดัดหลัง พี่น้อง ชู้ เถือกๆนี้
14 reviews
May 5, 2020
ในแต่ละตอนจะมีเรื่องราวของแต่ละเมือง ให้ข้อคิดที่แตกต่างกันไป อย่างตอนนี้มีหนึ่งประโยคที่นำมาใช้ คือ อย่ามัวแต่ถามว่าทำไม แต่ถามว่าทำอะไรได้ดีกว่า
Profile Image for Chanita Sripaiboon.
54 reviews
May 9, 2021
เล่มนี้มีประเด็นที่อ่านแล้วรู้สึกหดหู่ ขยะแขยง น่ารังเกียจ เป็นเล่มที่เราว่ามืดที่สุดแล้วของซีรีส์นี้ (tw เลย) ขมขื่นมาก แต่ก็ยังไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครในหลายๆอย่าง แต่อ่านแล้วติดงอมแงม วางไม่ลง
Displaying 1 - 5 of 5 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.