top.510 reviews116 followersFollowFollowNovember 11, 2018คุณเคน โมริ นักข่าวและผู้เขียนได้แรงบัลดาลใจจากหนังสือรวมเรียงความจากเด็กๆ ที่ประสบภัยในลักษณะเดียวกัน เขาเดินทางสู่พื้นที่ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิถล่มภูมิภาคโทโฮคุในวันที่ 11/03/11 และแสดงเจตนารมณ์ต่อเด็กและผู้ปกครองที่จะขอความร่วมมือให้น้องๆ ช่วยเขียนเรียงความบอกเล่าความรู้สึกในวันนั้น ซึ่งเพิ่งจะผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่เดือน (เด็กๆ ทั้งหมดเขียนให้ในขณะที่ยังอยู่ในศูนย์อพยพ) และเรียงความบางส่วนก็ถูกนำมาบอกเล่าและขยายความต่อในเล่มนี้ด้วยความที่เด็กที่เขียนให้มีหลายช่วงวัย ทั้งประถมต้นจนถึงมัธยมปลาย การใช้ภาษา ความคิด และบรรยากาศของเรียงความก็จะหลากหลาย บ้างโศกเศร้าเพราะยังหาสมาชิกครอบครัวไม่พบ บ้างสับสนงุนงงกลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว บ้างร่าเริงแจ่มใสเพราะได้หยุดวิ่งเล่นกับเพื่อนทั้งวัน แต่ส่วนใหญ่จะหมองหม่น ยิ่งเมื่อรวมกับบทขยายความที่ผู้เขียนเรียบเรียงจากบทสนทนากับทางผู้ปกครองแล้ว ความหนาหนักของเหตุการณ์ยิ่งแจ่มชัด หลายครอบครัวสูญเสียบุคคลสำคัญไปมากกว่าหนึ่ง ทั้งยังสูญสิ้นที่พัก บ้าน ร้าน อาชีพการงาน บางคนถึงกับพูดกลายๆ ว่าหมดหวังแล้ว.. แต่ทุกวันนี้เมื่อตื่นขึ้นกลับพบเพียงความเป็นจริงว่า เขาไม่มีบ้าน ไม่มีงาน ไม่มีอะไรเลย อาสึโอะถึงกับบอกว่า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงฆ่าตัวตายตอนเช้า นั่นเพราะช่วงกลางคืนยังพอดื่มเหล้าให้สมองมึนงงได้ แต่เวลาเช้ามีเพียงความสิ้นหวัง ..เรื่องราวของคุณพ่อผู้สูญเสียภรรยา และลูกสาวที่สูญเสียแม่ ในต้นเล่มทำเราน้ำตาคลอ คุณพ่อผู้ไม่อาจยอมรับความจริงได้ เอาแต่พูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย เราเลือกย้ายกลับมาที่นี่เพราะผม ถ้าผมรู้ตัวเร็วกว่านี้ จนถึงถ้าเธอไม่มาเจอคนอย่างผม คนที่หายไปน่าจะเป็นผมมากกว่า .. (นอกจากภรรยาแล้ว เขายังสูญเสียลูกชายคนเล็กวัย 4 เดือน ญาติฝั่งภรรยา และญาติฝั่งตนไปพร้อมกันด้วย)ในเรียงความเราจะได้อ่านมุมมองของเด็ก (ที่บางเรื่องผู้ปกครองเองก็อยากรู้ แต่ไม่กล้าถาม) ในเรื่องเล่าต่อจากนั้นเราก็ได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่การใช้ชีวิตของครอบครัวทั้งก่อนและหลังสึนามิ ไล่เรียงมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังหนุ่มสาว เติบโตในเมืองและพบรัก (จุดนี้ได้บรรยากาศอันเดอร์กราวน์ของมุราคามิมาก) ซึ่งเบื้องหลังนี้ก็เติมเต็มเรียงความและทำให้หนังสือมีคุณค่าในด้านการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นมากขึ้นด้วย เราเองอ่านแล้วยังอยากไปเยือนเมืองริมทะเลพวกนี้เลยประเด็นน่าสนใจอีกอย่างที่ผู้เขียนทิ้งไว้ คือการพูดถึงความพยายามในการฟื้นฟูสภาพเมืองเกิดแบบครั้งแล้วครั้งเล่า และความตั้งใจที่จะอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งเดิม ทั้งๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก การไม่ย้ายไปอยู่ในเมืองอื่นของผู้คนเหล่านี้ มันสะท้อนอะไรได้หลายๆ อย่าง เหตุใดชาวญี่ปุ่นที่ปกติไม่ยึดติดกับที่อยู่อาศัยใดนานๆ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามสถานที่ทำงาน ถึงผูกพันธ์กับเมือง ขนาดไม่เกรงกลัวคลื่นยักษ์ที่คร่าชีวิตผู้คนที่เขารักได้ขนาดนี้?เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่หนังสือมอบให้ผู้อ่านคือพลังในการดำเนินชีวิต แม้ทุกครอบครัวจะหมดเนื้อหมดตัว บ้านเก่ายังผ่อนไม่เสร็จต้องสร้างบ้านใหม่ อีเวนท์โปรเจ็คที่วาดไว้ว่าจะใช้อาคารเก่าแก่ของเมืองดึงดูดนักท่องเที่ยวต้องล้มครืน ฯลฯ แต่ลงท้ายพวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยความหวัง มีครอบครัวเป็นกำลังใจ เด็กได้ความอบอุ่นจากพ่อ พ่อได้กำลังใจจากลูก ตามที่เด็กคนนึงในเล่มบอกในเรียงความ ขอให้ทุกคนสู้ไปด้วยกัน หยัดยืนด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน และขอให้มีชีวิตอยู่ด้วยกัน
Thanawat441 reviewsFollowFollowJune 19, 2019“ที่นี่คือบ้านของพวกผม ไม่ว่าจะเกิดภัยอันตรายจากภูเขาไฟหรือทะเล พวกผมก็เกิดมาจากที่แห่งนี้”หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ขายดราม่าหนังสือเล่มนี้ทำออกมาในรูปแบบสารคดีที่รวบรวม “เรียงความ” จากเด็กๆ “ผู้รอดชีวิต”แต่ละบทเปิดด้วย “เรียงความ” ของแต่ละคนและค้นหาลงไปในรายละเอียด มิติของจิตใจ ครอบครัว และชุมชนผ่านการสัมภาษณ์ของคุณ Ken Moriซึ่งการเขียนบทสัมภาษณ์ก็ทำออกมาได้ดีจริงๆ ไม่มีการสร้างดราม่า บิวด์ความโศกเศร้าใดๆ ทั้งสิ้นแต่ Ken Mori ใช้ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้น และผลกระทบที่ตามมา มาถ่ายทอดให้กับผู้อ่านเป็นความโศกเศร้าที่ไร้ดราม่าแต่อ่านแล้วยากที่จะห้ามไม่ให้ตัวเองน้ำตารื้นยิ่งลองคิดดูว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นยังไงนี่ยิ่งไปใหญ่Ken Mori เล่าได้น่าสนใจมาก เพราะไม่ได้เอาผู้ประสบภัยมานั่งคร่ำครวญให้ฟัง แต่เล่าที่มาที่ไป บริบทชีวิตของแต่ละคน, เหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นในสายตาของ “เด็กผู้รอดชีวิต” และชีวิตที่ต้องเดินต่อไปหลังจากนั้นภาพที่เป็นปกหนังสือ ภาพประกอบในหนังสือที่เป็นรูปจดหมายลายมือเด็กๆ และรูปวาดสึนามิในความคิดของเด็กชวนสะเทือนใจมากสึนามีที่ญี่ปุ่นเกิดขึ้นในปี 2011 ยุคที่เรามีเทคโนโลยีมากมาย ยุคที่มี smartphone ยุคที่มี social mediaเมื่อไปย้อนดูคลิปรายงานข่าวเกี่ยวกับสารคดีสึนามิครั้งนั้น จะเห็นได้เลยว่าผู้ประสบภัยก็ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนกับเราๆ ท่านๆ นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองชนบทที่ไม่มีอะไรเลยทั้งระบบเตือนภัย ทั้งการซ้อมรับภัยพิบัติ ทั้งความตื่นตัวของชุมชน ญี่ปุ่นมีครบแต่พอภัยธรรมชาติระดับสึนามิมา ก็ต้านไม่ไหวแม้ระบบเตือนภัยครั้งนั้นสามารถช่วยชีวิตไว้ได้มหาศาลก็ตามผู้เขียน เขียนสรุปบทส่งท้ายไว้ได้ดีมาก เป็นการถอดบทเรียนผ่านการสัมภาษณ์ ลงไปคลุกคลี และทำการบ้านค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าสึนามิสอนอะไรบ้าง และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้สึนามิยังคงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อคนญี่ปุ่นริมฝั่งทะเลอยู่- พึ่งพาสิ่งก่อสร้างอย่างกำแพงกั้นน้ำมากเกินไป เชื่อมั่นว่ากำแพงกั้นน้ำขนาดใหญ่จะต้านทานพลังธรรมชาติอย่างสึนามิไว้ได้- เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต กลับเป็นตัวการทำให้ละเลยกฏพื้นฐานที่ว่าอย่าอยู่ในที่ราบ- ชาวประมง ยังไงๆ ก็จะกลับไปอยู่ที่ราบชายฝั่งเหมือนเดิม- พื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดสูงกว่าโตเกียวและปริมณฑล เป็นเหตุให้ต้องขยายพื้นที่อยู่อาศัย และที่ทำมาหากินลงมาอยู่ที่พื้นราบ- ลักษณะพิเศษบางประการ เช่น ความเป็นท้องถิ่นนิยม การกลับไปอยู่ที่อยู่อาศัยเดิมเพราะมีสุสานบรรพบุรุษ เป็นต้นขอให้มีชีวิ��อยู่ด้วยกัน…ประโยคนี้บอกทุกอย่างผู้รอดชีวิตสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ทั้งคนในครอบครัว ทรัพย์สิน อาชีพ ที่สะสมมาทั้งชีวิต และสูญเสียกระทั่งสเกลระดับเมืองที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนมาตรวัดความสูญเสียของแต่ละคนนั้น ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วลองสมมติตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ เป็นผู้ประสบภัยเอง ใจจะสั่นสะท้านเลยทีเดียวแต่ผู้รอดชีวิตนั้นมีชีวิตชีวิตและสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทุกคนเดินต่อไปได้เพราะใครคนหนึ่งคอยเป็นที่พึ่งให้ใครอีกคนขอให้มีชีวิตอยู่ด้วยกัน… แล้วเราก็จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยกันPSญี่ปุ่นก็ยังเป็นญี่ปุ่นวันยังค่ำ ขอเชิญชวนให้ search ดูรูป จะได้เห็นการรับมือ กับระดับการฟื้นฟูของเมืองประสบภัยjapanology non-fiction
Nan 19 reviewsFollowFollowApril 25, 2022หนังสือรวบรวมเรียงความของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกิดเมื่อ 11 มีนาคม 2011 เด็ก ๆ ที่เขียนเรียงความมีตั้งแต่วัยประถมถึงมัธยม การขอให้เขียนเรียงความเกิดจากคนเขียนตระเวนไปตามศูนย์อพยพต่าง ๆ วิธีการเล่าเรื่องเป็นเรียงความของเด็ก ๆ พร้อมรูปถ่ายเด็กที่เขียน จากนั้นเป็นบันทึกการสัมภาษณ์เด็ก ๆ และคนในครอบครัว อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจและเศร้าไปในเวลาเดียวกัน เรียงความของเด็ก ๆ ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ มา แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของเขา หลาย ๆ คนต้องสูญเสียพ่อแม่ หรือญาติ ๆ พออ่านในส่วนที่เล่าถึงการอพยพและการฟื้นฟูเมือง รู้สึกทึ่งในความสามัคคีและเป็นระเบียบมาก ๆ คือสมกับกับเป็นคนญี่ปุ่นจริง ๆ
Nattapan2,398 reviews77 followersFollowFollowFebruary 4, 2019It is impossible to stop my tears from falling down.japanese-non-fiction
Prapatsara34 reviews6 followersFollowFollowMay 5, 2016เรียงความของเด็กผู้ประสบภัยซึนามิ ในเดือนมีนาคม 2011 ที่ญี่ปุ่น พูดว่าเป็นเรื่องของผู้ประสบภัย ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องการสูญเสียบ้าน สูญเสียคนที่รัก ยังมีอารมณ์ของการเริ่มต้นใหม่ การดูแลห่วงใยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกันชอบตอนนึงมาก เป็นเรื่องของเด็กชายเกเรวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่สนใจคนรอบข้าง ทะเลาะกับพี่น้อง แต่ในวันที่สึนามิกระหน่ำเข้ามา เขาเป็นคนช่วยชีวิตน้องสาว ช่วยให้แม่มีกำลังวิ่งหนีคลื่นยักษ์ หลังจากที่ทุกคนสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ ต่างคนก็รู้ว่ารักกันมากแค่ไหน แล้วเริ่มใช้เวลาที่เหลือด้วยกันให้มีค่ามากที่สุดจริงๆแล้ว ถึงวิกฤติจะเป็นตัวการทำให้หลายสิ่งพลังทลาย แต่พร้อมๆกัน วิกฤติก็ส่งเสริมความเป็นระเบียบให้หลายสิ่งเรื่องอื่นก็เหมือนกันวิกฤติของความรัก ถ้าผ่านมันไปด้วยกันได้แล้ว ก็ทำให้เข้าใจกันมากขึ้น รักกันมากขึ้นหรือวิกฤติเศรษฐกิจก็ไม่ต่าง มีงานศึกษาหลายงานพบว่าหลังวิกฤติเศรษฐกิจแต่ละครั้ง เศรษฐกิจของประเทศในแถบเดียวกันจะมีการบูรณาการกันมากขึ้น (เช่น ตลาดของแต่ละประเทศถูกกระทบจากข้อมูลข่าวสารเดียวกัน ในเวลาใกล้เคียงกัน, ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น)
Itymtakhang Itymtakhang4 reviews1 followerFollowFollowApril 16, 2016Best book of the world and my world.lollipop-flowers