Jump to ratings and reviews
Rate this book

ดังนั้นจึงสิ้นสลาย

Rate this book
นวนิยาย (พยายามโรแมนติก) ของนักเขียนหนุ่มเรื่องนี้ นำเสนอเรื่องราวของคนสามรุ่น บอกเล่าที่มาที่ไปซึ่งเป็นความขัดแย้งและสืบเนื่องกันมา จนทำให้ตัวละครหลักที่ชื่อ 'ชอบ อนุจารี' ตัดสินใจกระทำการบางอย่างต่อชีวิตของตัวเอง

ประจักษ์พยานทั้งหลายในนวนิยายเรื่องนี้ อาทิ อนุทิน จดหมาย นิยายขนาดสั้น อีเมล และเศษซากของความทรงจำ นับเป็นเครื่องยืนยันที่เหลืออยู่ถึง ‘ภาวะที่รางเลือนอันชัดเจน’ ของคนคนหนึ่ง รวมถึงเป็นการยืนยันของการมีอยู่และการสิ้นสลายไปพร้อมๆ กัน

ไม่บ่อยครั้งนัก ที่นักเขียน (หนุ่มร่วมสมัย) จะสามารถนำเสนอเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ การเมือง และความรัก ให้อยู่ในรูปแบบของนวนิยายในระดับที่เรียกว่า 'เอาอยู่' มีทั้ง 'ความลึกซึ้งกินใจ' และ 'ความจริงจังในเชิงวิพากษ์'

----------------------
" […] สิ่งเดียวที่เป็นความจริงยิ่งกว่าในทุกๆ สิ่งของชีวิตที่คุณได้ถือกำเนิดเกิดมา คุณต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่ามีหรือไม่มีคนรัก ไม่ว่ามีหรือไม่มีคนชัง เราต่างเกิดและตายโดยลำพัง เสียงที่คุณปรารถนาได้ยินจากขอบฟ้าไกลโพ้นนั้นไม่เคยมีอยู่จริง […] "

บางส่วนจาก ดังนั้นจึงสิ้นสลาย

300 pages, Paperback

First published March 1, 2015

2 people are currently reading
22 people want to read

About the author

กล่าวสำหรับข้าพเจ้าเอง เมื่อได้เงินค่าลิขสิทธิ์มา ข้าพเจ้าก็ไม่เคยนำเงินไปให้คนไร้บ้าน หรือคนยากไร้ หรือกระทั่งมอบให้กองทุนการต่อสู้ทางการเมืองต่างๆ ข้าพเจ้านำไปใช้ส่วนตัวเสียจนเกือบหมด อาจเพราะข้าพเจ้าไม่ได้มีมากพอจะแบ่งปัน หรืออาจเพราะจริงๆ แล้วข้าพเจ้าเห็นแก่ตัวเองมากกว่า

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
11 (44%)
4 stars
11 (44%)
3 stars
2 (8%)
2 stars
1 (4%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 6 of 6 reviews
Profile Image for Cioran.
87 reviews
February 25, 2016
วิเคราะห์ “ดังนั้นจึงสิ้นสลาย” โดย นิธิ นิธิวีรกุล ด้วยวิธีการแบบ New Criticism เป็นหลัก

การตีความนวนิยายเล่มนี้ด้วย―เป้าหมายที่อยู่ในใจของผู้เขียนระหว่างที่เขียน―หาอ่านได้ที่นี่: http://www.aftershake.net/?p=932

จากนี้ไปจะเป็นการตีความนวนิยายเล่มนี้ด้วย―สิ่งที่โครงสร้างและวัฒนธรรมของตัวอักษรที่ร้อยเรียงออกมาเป็นนวนิยายเล่มนี้―บอก, ไม่ว่าผู้ที่สร้างโครงสร้างและวัฒนธรรมของตัวอักษรเหล่านั้น หรือ ผู้เขียน จะบอกเช่นไร

หัวใจของนวนิยายเล่มนี้ในทัศนะของตัวผู้เขียนเองคือ นวนิยายเผาสลิ่ม แต่หากดูจากสังคมตัวอักษร ภาพที่ถูกวาดออกมาคือ นวนิยายว่าด้วยอรรถศาสตร์แห่งประวัติศาสตร์ไทย โดยอรรถศาสตร์คือศาสตร์ที่ว่าด้วยช่องว่างระหว่างบรรทัดที่อยู่ระหว่าง เสียงอะไรบางอย่างและเส้นยึกๆยือๆอะไรบางอย่าง กับ ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นและส่งต่อในหัวของผู้ใช้ภาษานั้นๆ ว่ามันไปมาหาสู่กันอย่างไรระหว่างช่องว่างที่ว่านี้ แตกต่างจากสัญลักษณ์ตรงที่ สัญลักษณ์คือสิ่งที่มีความหมายที่ได้รับการมอบหมายความหมายอีกความหมายหนึ่งนอกเหนือไปจากความหมายเดิม ในขณะที่ ภาษาคือสิ่งไร้ความหมายที่นำมาสร้างความหมาย

ในบทสุดท้ายได้รวบยอดสรุปออกมาว่า ชีวิตทั้งชีวิตของ ชอบ อนุจารี คือการพยายามสร้างความหมายอะไรบางอย่างจากความไม่มี ความไม่มีที่ว่าคือเศษกระจก เพราะกระจกโดยตัวมันเองไม่มี (ความหมาย) อะไรใดๆเลย มันคือสสารที่สะท้อนแสงได้และไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นเลย โดยกระจกอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของการรู้ความจริงที่อยู่ในตัวเราแต่เรามองไม่เห็น เช่นการรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรกับชีวิต แต่มโนทัศน์ของ “กระจก” ที่สะท้อน “ภาพ” ให้ “เรา” เห็นนั้นเป็นอรรถ ส่วนสสารที่สะท้อนแสงได้นั้นคือสิ่งไม่มีความหมาย เช่นเดียวกับที่อักษร “ก” เป็นแค่ลายไส้เดือนดิ้นสำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาไทย และมโนทัศน์ของ “ก” มีอยู่จริงแค่ในหัวคนใช้ภาษาไทยเท่านั้น “กระจก” โดยตัวมันเองก็เป็นเพียงลวดลายของอิเล็กตรอนตามระเบียบของกฎคูลอมบ์และไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้น เป็นต้น มโนทัศน์ของ “กระจก” ที่ทำให้แต่งหน้าง่ายขึ้นหรือเสียเวลาในห้องน้ำมากขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงแค่ในหัวของ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” ,อย่างที่วินทร์ เลียววาริณมักเรียก

ชอบ อนุจารี ว่างเปล่า ปราศจากความหมาย และได้พยายามหาความหมายและสร้างอัตลักษณ์ เรื่องนี้ปรากฏชัดในบทสุดท้ายที่เขาเล่าเรื่องวัยเด็กของเขาด้วยรูปแบบที่ไม่มีชีวิต ด้วยคำว่า “เศษกระจก” “ประกอบสร้าง” “ตัดแต่ง” “เศษชิ้นส่วน” “ประดิษฐ์” ฯลฯ ด้วยประโยคว่า “คุณคือเงาของความว่างเปล่าโดยแท้” “คุณจึงรู้จักประดิษฐ์ภาพพจน์ให้คนอื่นจดจำคุณด้วยคำนั้นมากกว่าสถานะที่ตามติดดุจดั่งโซ่ตรวนพร้อมลูกตุ้มถ่วงน้ำหนัก” “รู้แม้ว่าแม่ไม่เคยมีส่วนในเสี้ยวหนึ่งของการโอบกอดให้แนบอกยามตระหนกตื่นจากฝันร้าย คุณไม่อาจปฏิเสธการมีอยู่ของความทรงจำที่เป็นเพียงเงาสะท้อนนั้น...” “คุณเห็นสิ่งใดนอกจากความมืดและความเงียบของคืนวันนี้บ้าง” “เราต่างเกิดและตายโดยลำพัง” “...เขาได้กลายเป็นเชลยของความอ้างว้าง...”

ส่วนเหตุผลที่เขาทรมานกับสภาพไร้ความหมายและดิ้นรนหามันนั้น ดูจะสรุปลงอย่างกระชับได้ใจความในบทสุดท้ายฉากที่เขาเห็นภาพถ่ายศพเพศหญิงในเหตุการณ์ทางทางการเมืองซึ่งทำให้เขาเห็นภาพคนรักแล้วขอให้ทหารปล่อยตัวจากบ้านไม้หลังนั้นทันที หรือในฉากนวนิยายขนาดสั้นของชอบ อนุจารี ภาคปฐมบทตอนที่เขาสารภาพว่าไม่รู้ว่าทำไมหนีออกจากบ้านแล้วถึงไม่ไปเป็นคนจรจัด แต่กลับขวนขวายทำงานร้านสะดวกซื้อแทน และฉากคนจรจัดขี้ในที่สาธารณะในบทสุดท้ายที่กลายเป็นภาพอนาคตของคนที่ไม่ทำตามคำสั่งจนชอบ อนุจารีต้องดิ้นรนทำตามสิ่งที่สังคมชั้นบนสั่ง... นั่นก็คือ ชอบ อนุจารี ไม่รู้และไม่เข้าใจแต่ก็ถูกมันบงการ แต่ก็ถูกมันกำหนดชีวิตทั้งชีวิตของเขา―ความที่มนุษย์ต้องการจากข้อมูลดิบของชีวิต: รูปแบบและโครงสร้างแบบเรื่องเล่าอันมีเริ่ม กลาง และ จบ มีความขัดแย้ง ไคลแม็กซ์ และ บทสรุป มีความปะติดปะต่อ มีแก่นเรื่องที่ชัดเจน และมีการลำดับเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่ายและกระตุ้นให้อยากติดตาม มีฉากหลังที่สอดรับกับเนื้อเรื่องและตัวละคร มีตัวละครที่ไม่ว่าดีหรือร้ายก็น่าสนใจ ชวนให้เห็นใจ ชวนให้แคร์ว่าเรื่องจะดำเนินไปอย่างไรและตัวละครจะต้องเจอกับอะไร มีธีมที่เร้าความสนใจและดึงตัวตนของตัวละครให้ออกมาเป็นรูปธรรม มีตอนจบที่น่าพอใจ; happy ending; happily ever after―นั่นเอง หรือที่นักปรัชญา Ray Brassier เรียกสั้นๆว่า “Our psychological need for narrative ความต้องการเชิงจิตวิทยาในเรื่องเล่า ของพวกเรา” ตัวอย่างเช่น “เรียนสิ่งที่ชอบ ทำงานที่รัก มีบ้านน่าอยู่ มีรถน่าขับ อยู่กับคนที่รัก มีลูกที่น่ารัก ตายอย่างสงบ” “ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน” “ประสูติ ถูกตรึงกางเขน ฟื้นคืนชีพ” ฯลฯ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ Oscar Wilde หมายถึงตอนที่เขาเขียนว่า “Life imitates art more than art imitates life ชีวิตเลียนแบบศิลปะมากกว่าที่ศิลปะเลียนแบบชีวิต”

ประเด็นก็คือ การถูกทอดทิ้งของชอบ อนุจารี ทำให้ต่อมหาพล็อตของเขาทำงานหนักกว่าคนอื่นๆนั่นเอง เมื่อความพยายามของเขาล้มเหลว เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับที่คนตายจากความอดอยากปากแห้ง ชอบ อนุจารี เฉาตายเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์แห่งความหมาย แม้จะมีน้ำและแร่ธาตุเหลือเฟือก็ตาม

เราจะเห็นได้ว่าเรื่องราวของยาย แม่ และเพื่อนๆ ของชอบ อนุจารี เราได้สดับเสียงแห่งวิญญาณจากปลายปากกาและแป้นพิมพ์ของเจ้าตัวโดยตรง ในขณะที่เมื่อพูดถึงตัวเขาเอง เรากลับได้นวนิยาย หรือ เรื่องที่แต่งขึ้น สองเรื่อง แทน เราได้คำว่า “เขา” “คุณ” จำนวนมาก แต่ “ผม” เพียงไม่กี่คำ ทั้งๆที่ในส่วนของคนอื่นๆเราได้ “ฉัน” “ผม” กันอย่างเต็มอิ่ม แม้กระทั่งอีเมลล์เรายังได้เห็นแค่ที่คนอื่นตอบเขา ไม่ได้เห็นสิ่งที่เขาเขียนเองโดยตรงเลย ทั้งๆที่นวนิยายเล่มนี้ทั้งเล่มคือเรื่องราวของชอบ อนุจารี และเหตุผลที่เขาปลิดชีพตนเอง แต่ข้อเท็จจริงที่เรารู้เกี่ยวกับเขากลับมีแค่ที่ “เด็กชายต้น” ที่รับจดหมายของชอบ อนุจารีมา บอกเรา จากที่เขาเคยได้รู้จักชอบ อนุจารีมา เท่านั้นเอง เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาโดยตรงเพียงแค่ว่า เขาจบ ม.ปลายจากการศึกษานอกระบบในค่ายทหารตอนเป็นทหารเกณฑ์ เข้ามหาฯลัยที่เดียวกับต้น มีปัญหาครอบครัวและปัญหาความรัก รู้จักกับพิมตอนไปกิจกรรมเปิดหมวกร่วมกับมหาฯลัยอื่นสมัยมหาฯลัย ออกตามหาแม่จนโดนทหารจับไปทรมาน เป็นต้น นอกจากนั้นเรารู้จากที่คนอื่นเดาเอาหรือที่เขาเขียนในสิ่งที่ระบุชื่ออย่างชัดเจนว่าคือนวนิยาย (ขนาดสั้น) ซึ่งเจ้าตัวก็บอกเองในนวนิยายว่าชอบปั้นน้ำเป็นตัวเพียงใด ชอบประดิษฐ์ภาพพจน์ แต่งเรื่องโกหกแล้วบอกว่าเป็นอัตลักษณ์ เพียงใด ก็ยากที่จะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือคำลวงกันแน่

กระทั่งการเขียนนวนิยายทิ้งไว้เป็นจดหมายลาตายเอง ก็เป็นไอเดียที่ชอบ อนุจารี ขโมยมาจากเด็กชายต้น จากอีเมลล์ที่เด็กชายต้นส่งมา

กระทั่งการลงมือกระทำอัตวินิบาตกรรมของชอบ อนุจารีเอง ก็เป็นอีกหนึ่งคำลวง เป็นชีวิตที่ว่างเปล่าที่ถมด้วยคำลวงแล้วถูกความว่างเปล่ากลืนกินจนสูญสิ้น แต่พอสูญสิ้น ก็สูญสิ้นด้วยคำลวงอีก เพราะว่าจดหมายลาตายของจริงส่วนใหญ่จะแทบไม่มีคำที่เกี่ยวข้องกับความคิดนามธรรมเลย จะเต็มไปด้วยคำที่เป็นรูปธรรม ส่วนจดหมายลาตายของคนที่จะถูกประหารหรือใกล้ตายหรือของปลอม จะมีคำพวกนี้เยอะ เช่น “สักวันคุณจะรู้ว่าผมรักคุณแค่ไหน”: http://blogs.scientificamerican.com/b...

ชัดเจนว่าจดหมายลาตายของชอบ อนุจารี ส่งกลิ่นของปลอม

หากดูจากความลวงมากมายในนวนิยายเล่มนี้ และบทสรุปเรื่องการกดชัดโครกของห้องข้างบน ตัวบทดูจะส่อไปทางชอบ อนุจารีถูกฆ่าแล้วทำให้เหมือนฆ่าตัวตาย ทว่า คนร้ายไม่แม้แต่จะพยายามทำให้มันเหมือนจดหมายลาตายของจริง และมีความสามารถทางวรรณศิลป์สูงจนต้องตั้งคำถามว่าทำไมมาฆ่าคน ทำไมไม่ไปเป็นนักเขียน? แต่ก็ชัดเจนเช่นกันว่าคนชื่อชอบ อนุจารีไม่น่าจะได้ฆ่าตัวตาย

แต่ถ้าหากชอบ อนุจารี ไม่ใช่คนล่ะ?

กลับกันทุกอย่างกลับจะยิ่งลงตัวมากขึ้น

ไหนจะความว่างเปล่า ไหนจะความไร้ชีวิตในการใช้ชีวิตกับคำว่า “ประกอบสร้าง” “ประดิษฐ์ภาพพจน์” และการได้เห็นแค่คนอื่นพูดถึงเขาแม้ในสิ่งที่เขาเขียนถึงตัวเอง จะเรียกว่าคนดูจะไม่ใช่อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรียกอย่างอื่นจะดีกว่ามาก

เรียกกว้างๆว่า “สิ่งของ” ก่อน

เข้ากันดีมาก

แต่เป็นสิ่งของชนิดไหน?

ไม่ใช่เครื่องมือหรือเครื่องจักรเพราะชอบ อนุจารีไร้ประโยชน์เกิน

ไม่ใช่อุดมคติเพราะชอบ อนุจารีถูกเผาในเรื่องเป็นสลิ่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในอีเมลล์จากเด็กชายต้นที่มีหลักฐานรองรับรัดกุม

แล้วทำไมนวนิยายเรื่องนี้บอกว่า “พยายามจะโรแมนติก” แต่การเมืองแทบจะล้นออกมาจากหน้ากระดาษ?

นั่นก็เพราะว่าชอบ อนุจารี คือ ประวัติศาสตร์ไทย นั่นเอง

เรื่องรักสามเส้าของยายและแม่ชอบ อนุจารี ภาษาสวยจริง แต่ความน้ำเน่าดูจะขัดกับความละเอียดของการเมืองในเรื่องนี้ไป

จนกระทั่งเรามองว่าชอบ อนุจารีคือประวัติศาสตร์ไทย

รักสามเส้าของยายชอบ ที่รักกับนักเขียนใบ้หัวก้าวหน้าคือคำมั่นสัญญาช่วงปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่ๆนั่นเอง ที่ถูกพัดหายไปตอนทหารและราชวงศ์กลับมา หรือพูดให้ถูกคือไม่เคยได้หายไปไหนแต่แรก คือการจำใจแต่งกับนายทหารนั่นเอง

รักสามเส้าของแม่ชอบ นักสู้หญิงก็คือคำมั่นสัญญาฯช่วง 14 ตุลาฯ ที่ปลิวหายไปตอนทหารและฯกลับมา หรือพูดให้ถูกคือไม่เคยได้หายไปไหนแต่แรก คือจำใจนอนกับนายทหารนั่นเอง การหายไปของแม่ชอบก็คือการหนีเข้าป่าของนักศึกษายุค 14ฯ และการหนีไปต่างประเทศที่ตามมา หลายกรณีคือการหนีไปโดยไม่กลับมาอีก แบบแม่ของชอบ

นวนิยายของชอบฯ คือภาพของยุค 90s ที่โลกาภิวัฒน์ทำให้คนไทยจำนวนมากลืมความเจ็บปวดของประวัติศาสตร์ไทยแล้วหันเข้าสู่โลกส่วนตัวของตนเอง จนเกิดคนที่มีอำนาจแต่ไม่มีความตระหนักเช่นชอบฯ และแฟนเก่าของพิมที่เป็นคนจีนที่ด่าคนต่างจังหวัดว่าเป็นเสนียด จัญไร จนพอการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องก็เกิดเสื้อเหลือง และต่อมา สลิ่ม ในขณะที่คนจนไม่สามารถหนีไปไหนได้ ก็เกิดเสื้อแดง

ความไม่ปะติดปะต่อ เป็นชิ้นๆ ของจดหมายลาตายของชอบฯ และนิสัยปั้นน้ำเป็นตัวของเขา คือเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ไทยนั่นเอง จากตอนแรกมีแค่คำบอกเล่าในมุมมองของคนนั้นๆ แล้วแต่ว่าจะไปเจอคนไหน ในอนุทินและจดหมาย ไปจนถึงจุดสูงสุดคือเรื่องแต่งที่ถูกระบุชื่อว่าเป็นความจริงคือนวนิยายของชอบ อนุจารี ที่เด็กชายต้นเชื่อว่าเป็นความจริงแม้จะบอกอย่างชัดเจนว่าคือนวนิยาย

การฆ่าตัวตายของชอบ อนุจารีก็คือความตายของประวัติศาสตร์ไทยนั่นเอง แต่ไม่ใช่จุดจบ เพราะหากเราอ่านนวนิยายนี้แบบนี้ “ชอบ อนุจารี” หรือ ประวัติฯไทย เวียนว่ายตายเกิดหลายรอบ รอบแรกคือนุทินของยาย ตายตอนยายเขียนว่าไม่รู้จะเขียนอะไรดีแล้ว เซ็ง รอบสองคือจดหมายถึงนักสู้หญิงที่จบลงเพราะว่าเธอถูกฆ่าข่มขืน และ ~จุมพลไม่ได้สนใจฉันมากกว่าร่างกาย~ อีเมลล์จบที่ชอบฯเลิกคบต้น และนวนิยายของชอบฯจบตรงชอบฯฆ่าตัวตาย และจากที่เด็กชายต้นสรุป ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามอารมณ์ของชักโครกห้องข้างบนไปเรื่อยๆนั่นเอง

การสูญเสียแม่ของยาย แม่ (อยู่ด้วยกันก็เหมือนไม่ได้อยู่ด้วยกัน) และชอบ และความเสียหายที่ตามมาก็คือภาพของคนไทยที่สูญเสียความตระหนักเพราะโครงสร้างส่วนบนกับเงินหลายพันล้านในโครงการฯ และ สิ่งล่อความสนใจ นั่นเอง เป็นต้น
กระทั่งชื่อ “ชอบ อนุจารี” ที่แปลรวมๆว่า “ความดีเล็กน้อย หรือ ความดีความชอบ กับ การกระทำเล็กน้อยเท่านั้น” ก็เป็นคำจำกัดความส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยได้ง่ายๆเลย

เมื่อรวมประเด็นบุคคลวัตของประวัติศาสตร์ไทยในตัวชอบ อนุจารี เข้ากับประเด็นความอ้างว้างและเป็นมายาของชอบ อนุจารี จึงสรุปได้ว่านี่คือนวนิยายของอรรถศาสตร์แห่งประวัติศาสตร์ไทยนั่นเอง

สรุปได้สั้นๆด้วยฉากในอนุทินของยายของชอบที่บันทึกไว้ว่า นายทหารบอกว่า เดี๋ยวปฏิวัติเสร็จจะแต่งงานกัน หากเอา “เศษกระจก” ออกไปให้หมด ประวัติศาสตร์ชาติไทยอันน่าภาคภูมิใจของเราก็มีแค่นี้เอง ท่ามกลางคำสวยหรูมากมาย แต่งงานเพื่อใช้ยายของชอบ อนุจารีเป็นโสเภณีส่วนตัว กับเรื่องใหญ่ขนาดการปฏิวัติประเทศ คุณค่ามีแค่นั้น เอามาพูดติดกันสั้นๆได้เลย เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เป็นเรื่องเล่นๆด้วยซ้ำ เหมือนบอกว่า “เดี๋ยวพ่อตีกอล์ฟเสร็จแล้วจะพาลูกไปสวนสนุกนะ~”

ปอลิง. เทคนิคปรับในคอมให้พื้นหลังเป็นสีดำและตัวหนังสือเป็นสีขาวเพื่อถนอมสายตานั้นใช้งานได้จริงๆ

Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
719 reviews140 followers
July 30, 2021
พอการเมืองระอุขึ้นมา ก็ไม่เเปลกใจที่ได้เห็นนิยายที่มีฉากหลังเป็นความผันผวนทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เเม้ในภาพเเรกของนิยายเล่มนี้จะทำให้นึกไปเเบบนั้น เเต่จริงๆเเล้ว การเมืองอาจไม่ใชเพียงอย่างเดียวที่ถูกพูดถึงในเล่มนี้

อย่่างเเรกที่สังเกตเห็น คือ การเขียนนิยายเล่มนี้ คล้ายๆกับการกลับไปทบทวนความคิด ความเชื่อทางการเมืองของตัวผู้เขียนเอง

เนื้อเรื่องได้ถูกเริ่มต้นตั้งเเต่ช่วง 2490 จนถึงยุค 2557 โดยถูกเเบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัย 4 เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ผ่านตัวละครตระกูลหนึ่งที่เริ่มจากยายจนไปถึงตัวเอกในยุคปัจจุบัน

ชีวิตของตัวละครดำเนินไป โดยขนานไปด้วย 2 เส้นทาง คือการเมืองที่เปลี่ยนเเปลงไป เเละชีวิตความรักที่ผ่านเข้ามา ทั้งสองเส้นทางนี้ส่งผต่อตัวละครไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง จะดีหรือร้ายทุกอย่างมีผลต่อเนื่องซึ่งกันเเละกัน การที่มัน��ีการร้อยเรียงถึงการเมืองนี้เองที่ผมคิดว่ามันคือการเขียนเพื่อจัดการความคิดเเละความเชื่อทางการเมือง

การเมืองที่เป็นฉากหลังนั้นไม่ใช่การเมืองที่เป็นเพียงการถูกพูดถึงเท่านั้น เเต่ยังมีการตกผลึกทางความคิดของตัวละคร เเละความเห็นทางการเมืองที่ถูกพูดถึงเป็นรายละเอียดของเนื้อเรื่งในเเต่ละช่วงอยู่เสมอ ซึ่งการร้อยเรียงทางความคิดนี้ จะเขียนมันออกมาได้ จำเป็นที่ผู้เขียนต้องทบทวนมันก่อนย่ยเเละสร้างออกมาผ่านตัวละคร

โอเค เราเห็นเเหละว่าการเมืองที่ถูกพูดถึงนั้น อาจมีควมโน้มเอียงบ้างเล็กน้อย เเต่มันไม่ใช่การโน้มไปอย่างไร้ที่มาที่ไป มันคือการโน้มผ่านการกรั่นกรองเเละตกผลึกออกมาเเล้ว เมื่อเขียนเรื่องนี้จบลง ผมคิดว่าผู้เขียนคงได้คำตอบอะไรบางอย่างให้กับตัวเองอย่างเเน่นอน

นอกจากนั้นเเล้ว สิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างไม่ชัดเจนนัก คือการรับรู้ความจริงที่เเตกต่างกัน

การรับร้ความจริงที่เเตกต่างกันนั้นไม่ได้ส่งผลเเค่ความคิดทางการเมือง มันส่งผลถึงความรักของตัวละครในเเต่ละยุคสมัยอีกด้วย ความรับรู้ของเราเอง อาจไม่ใช่ความจริงที่อีกฝ่ายรับรู้ เมื่อความจริงไม่เท่ากัน การกระทำจึงไม่มีวันบรรจบกันได้ ตัวละครเเต่ละตัวจึงเเบกบาดเเผลของความจริงที่เเตกต่างอยู่ตลอดเวลา เเละลงโทษตัวเองด้วยความจริงนั้นตลอดไป

เมื่อความจริงทั้งหมดที่เรารับรู้ อาจไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นความจริงที่ตัวเองจะยึดหน่วงเอาไว้ได้ จึงส่งผลถึงบทสรุปของเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เเละอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ตอนจบมันเป็นอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมา

หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้ตอบเราว่า ใครทำอะไรที่ไหน อย่างไร เเต่บอกถึงคำตอบของคำถามสำคัญประการเดียวที่ถูกพูดถึง

ทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น .....
Profile Image for Ploysay1994.
13 reviews2 followers
March 19, 2018
ขึ้นต้นมาลีลาดี แต่ฉันว่านักเขียนคนนีน่าจะมีปัญหา
ในการจัดการโครงเรื่อง เพราะว่าส่วนปลายมันกุดมาก
เหมือนอยู่ดีๆ จะจบก็จบเลย สัดส่วนระหว่างด้านหน้า
กับด้านหลังไม่ค่อยดี
9 reviews24 followers
December 15, 2015
หากนิยายคือถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ ความคิด จิตวิญญาณของผู้เขียน ผู้อ่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องคือ การอธิบายความเชื่อมโยงของการเมืองต่อผู้คนหรือประชาชน ไม่เพียงแค่ในเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ยังคงมีผลจากรุ่นสู่รุ่น และสุดท้ายนำไปสู่การสิ้นสลายอันรุนแรงซึ่งเกิดจากการกดทับของความรู้สึกพ่ายแพ้และสิ้นหวัง

คำพูดในรูปแบบจดหมายนั้นหวานลื่น จนอ่านไหลไม่ติดขัด ผนวกกับปมที่ผู้เขียนผูกไว้เสียแต่แรก ทำให้ผู้อ่านต้องติดจนวางไม่ลง
มีอ่านติดขัดช่วงท้ายๆ เล่ม อาจเป็นเพราะรูปแบบการสื่อสารที่เลือกใช้ซึ่งทำให้ความต่อเนื่องของน้ำเสียงเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจุดเล็กจุดน้อยที่ไม่อาจทำลายความงดงามของเนื้อเรื่องที่คลายเงื่อน ไปพร้อมๆ กับการปลดปล่อยผู้อ่านให้ด่ำดิ่งไปพร้อมกับตัวละคร

ดังนั้นจึงสิ้นสลาย ไม่ใช่นิยายที่อ่านเอาเศร้าเท่านั้น ทว่ายังอ่านเอาซึ้ง (อีกทั้งซึม) ได้เช่นกัน
นอกจากนั้น หากพิจารณาบริบทการเมืองปัจจุบันไปพร้อมกับตัวบท ก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสการอ่านไปอีกระดับอย่างแน่นอน
Profile Image for Suphap Duangsan.
141 reviews13 followers
February 3, 2016
เรื่องราวความรักที่เจ็บร้าวลึกของตัวละคร 3 รุ่น โดยแทรกเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ตัวละครได้มีส่วนร่วมเป็นประจักษ์พยานทั้งทางตรงและทางอ้อม นับตั้งแต่พ.ศ.2490-พ.ศ.2557 โดยเราต้องปะติดปะต่อเรื่องราวผ่านทาง อนุทิน จดหมาย นิยายขนาดสั้น และอีเมล ท่ามกลางหลักฐานเหล่านี้ เราจะเห็นเค้าลางของปลายทางที่ตัวละครสำคัญ 'ชอบ อนุจารี' ได้ตัดสินใจกระทำลงไป บางทีความทรงจำที่เลวร้ายบางเรื่อง เราอย่ากระโดดลงไปขุดคุ้ยหาคำตอบจะดีกว่า เพราะบางครั้งเราจะปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ และจะจมอยู่ในการค้นหานั้นจนตาย...ก็ยังหาไม่เจอ
Profile Image for Jade Boonkrongtham.
5 reviews12 followers
December 1, 2018
ผู้เขียนนำเอาประเด็นการเมือง เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทย ความรัก ความดำมืดของจิตใจ ความเป็นมนุษย์ มาผูกร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน ปกติเวลาอ่านนิยายอิงการเมืองจะรู้สึกว่าถูกยัดความรู้อยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับเรื่องนี้ผู้เขียนใช้ประเด็นแต่ละด้านเสริมกันและกันได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นนิยายที่อ่านสนุก ชอบความสามารถในการเขียนแบบ stream of consciousness มากๆ รู้สึกเสียดายมากที่หนังสือแบบนี้ขายในราคาสองร้อยกว่าบาท
Displaying 1 - 6 of 6 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.