Jump to ratings and reviews
Rate this book

กษัตริย์ศึกษา #2

พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ: เศรษฐกิจการเมืองว่าด้วยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หลัง 2475

Rate this book
พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ: เศรษฐกิจการเมืองว่าด้วยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หลัง 2475 เล่มนี้ เป็นหนังสือชุด “กษัตริย์ศึกษา” ลำดับที่ 2 ของสำนักพิมพ์ “ฟ้าเดียวกัน” ซึ่งพยายามรวบรวมงานศึกษาที่แวดล้อมสถาบันกษัตริย์ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากเราเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจสังคมไทยอย่างถึงรากโดยละเลยองค์ความรู้เรื่อง สถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าเราจะมีทัศนะต่อบทบาทหรือการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์อย่างไร

432 pages, Paperback

First published January 1, 2014

6 people are currently reading
124 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
24 (66%)
4 stars
10 (27%)
3 stars
1 (2%)
2 stars
1 (2%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 6 of 6 reviews
Profile Image for Patcharawat Charoen-amornkitt.
11 reviews1 follower
April 13, 2014
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่ 2 ในชุด กษัตริย์ศึกษา โดยที่เข้าใจว่าเล่มต่อๆไปก็คงเอาเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์มาตั้งเป็นชื่อหนังสืออีกเช่นเคย โดยเล่มแรกคือ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ(โดนแบนไม่ขายใน AsiaBook) และเล่มนี้ พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ประกอบด้วย 5-6 บทความโดยจำแนกได้อย่างนี้
1. ที่มาที่ไปของ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5
2. การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน และวิกฤตการคลังในยุคของ ในหลวงรัชกาลที่ 6
3. การจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในยุคคณะราษฎร์
4. อธิบายว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร
5. การตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นหน่วยงานราชการ ของรัฐ หรือเอกชน
6. บทบาทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในการลงทุนทางธุรกิจ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ SCG และอื่นๆ

อาจารย์ สมศักดิ์ อินดี้มาก ..อาจารย์เขียนแล้วขีดเส้นใต้คำพูดชุดนึง (โดยขีดเอง) แล้วก็เขียนวงเล็บต่อท้ายว่า ส่วนที่เน้นเป็นของผม ทั้งที่คนอื่นในเล่มเวลาเน้นก็จะใช้ว่า เน้นโดยผู้เขียน อะไรทำนองนี้ ..

ผมว่าอ่านได้อย่างสบายใจนะครับ ไม่รุนแรง ไม่กระทบจิตใจผู้อ่าน(ในแง่สำหรับคนอ่อนไหวง่าย ถ้าผู้ถึงเรื่องสถาบัน) ..อ่านไว้ให้สงสัย เปิดมุมมองประวัติศาสตร์ให้หลากหลาย อ่านไว้ก็ไม่เสียหาย ..เพราะเล่มนี้จะตอบค่อนข้างชัดว่าทำไม Forbes จึงจัดอันดับให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ประวัติศาสตร์ ไม่มีใครรู้หรอกว่าความจริงที่แท้จริงคืออะไร เราเพียงได้แค่มองผ่านการศึกษาที่เป็นระบบเท่านั้น บางคนมองอย่างนึง บางคนมองอีกอย่าง ..อ่านแล้วอย่าไปจริงจังเยอะ อ่านไว้เอาสนุกให้มีเรื่องเล่า เรื่องคุยเวลาจิบกาแฟ จิบเบียร์ก็น่าจะโอเคแล้ว
Profile Image for Pae Ponsiri.
112 reviews23 followers
August 1, 2023
พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ เป็นหนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เน้นหลังปี ๒๔๗๕
เนื้อหามาจากบทความของนักวิชาการหลายคน ทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ส่วนการจัดลำดับบทนั้นก็เป็นไปตามไทมไลน์ของเนื้อหา
.
ข้อเสนอหลักของเล่มตามที่ผมเข้าใจก็คือ การจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สมัยใหม่มันเริ่มเข้ามามีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และ ๖
ภายหลังการเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและการบริหาร ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ก็ทำให้เกิดการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยกลุ่มคณะราษฎร
ปัญหาหนึ่งที่คณะราษฎรต้องจัดการคือเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่พยามจะให้อิงกับเจ้าลดลง และจะให้อิงกับรัฐมากขึ้น (ช่วง คณะราษฎร​ vs. ร.๗ น่าสนใจมาก)​
.
ดังนั้นในทางหลักการแล้วสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงควรเป็นของชาติ เป็นของรัฐ ใช้ในกิจการของประเทศ เพื่อส่วนรวม หลักการนี้ถูกพยามวางเอาไว้ตั้งแต่สมัยคณะราษฎร
แต่ภายหลังรัฐบาลคณะราษฎรถูกโค่นลง โดยคณะปฏิวัติ ๒๔๙๐ กับความพยามฟื้นฟูอำนาจของกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ จนถึงในช่วงเวลาต่อ ๆ มาด้วย สิ่งนี้ก็จะมีผลต่อสถานะสำนักทรัพย์สินฯ เช่นกัน
ทำให้เวลาต่อมา ในทางปฏิบัติ สำนักทรัพย์สินฯเริ่มมีสถานะกำกวมมากขึ้น เริ่มทำกำไรจำนวนมาก และเริ่มจะถูกตีความให้ค่อนกลายเป็นของส่วนตัวของกษัตริย์มากขึ้นทุกที​ (สถานการณ์​แบบนี้​คงมีผลกระทบใหญ่ต่อประเทศชาติในอนาคต)​
.
้เป็นเล่มที่ไม่ได้อ่านยากมาก แต่เนื้อหาดี มีอ้างอิงข้อมูลครบครันในภาคผนวกประกอบ เล่มนี้ยังช่วยแก้ต่างความเข้าใจผิด ๆ ของผมบางเรื่องด้วยทั้งการที่เศรษฐกิจตกต่ำจนเกิดการปฏิวัติจะไปโทษเป็นเพราะพฤติกรรมส่วนตัวของ ร.๖ คงไม่ได้ (ดูบท พรเพ็ญ)​ เล่มนี้ทำให้เห็นการต่อสู้การตีความสถานะของสำนักทรัพย์สิน​ฯ กันวุ่นวาย (ดูบท สมศักดิ์)​ และเห็นตัวเลขการลงทุนและรายได้ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ๆ (ดูบท พอพันธ์)​
.
แต่ตอนนี้เล่มนี้คงกลายเป็นเพียงอดีตที่ไว้บันทึกประวัติศาสตร์​ ที่อาจอธิบายปัจจุบันไม่ค่อยได้ดังก่อนแล้ว เพราะการเปลี่ยนรัชสมัย และการจัดการทรัพสินส่วนพระมหากษัตริย์​ใหม่ ที่สำนักทรัพย์สิน​ฯตัดคำว่า"ส่วน"ออกแล้ว และการใช้ชื่ออื่น ๆ ... คงต้องรออ่านงานชิ้นใหม่ ๆ ในอนาคต และติดตามสถานการณ์​ด้วยใจกังวล
Profile Image for Kin.
510 reviews164 followers
October 25, 2020
ดีงาม อยากให้ทุกคนได้อ่านมากๆ ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร การถกเถียงเรื่องนี้ไม่ควรยุติด้วยความเชื่อง่ายๆ ว่าเค้าจ่ายภาษีด้วยนะ หรือเห็นไหมว่าเขารวยแค่ไหนเท่านั้น

จุดเด่นใหญ่ๆ ของเล่มนี้มีอยู่อย่างน้อยสองอย่าง หนึ่งคือบทนำให้ภาพรวมของประเด็นทั้งหมดนี้ได้ดีมาก จนทำให้เข้าใจประเด็นย่อยๆ ในบทอื่นได้ง่ายขึ้นเยอะมากๆ สองคือภาคผนวกที่เต็มไปด้วยหลักฐานชั้นดีจำนวนหนึ่งที่เอาอ่านเองได้เลยถ้าไม่เชื่อการตีความของบทความในเล่ม

ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้คือสถานะของทรัพย์สินและสำนักทรัพย์สินค่อนข้างคลุมเครือ เลื่อนไหล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้แล้วแต่การตีความ อะไรเป็นอะไรจึงน่าถกเถียงมาก แต่ก็ถกเถียงได้ยากเสมอมา
Profile Image for Nattawat Supachawarote.
37 reviews2 followers
March 24, 2021
หนังสือว่าด้วยวิวัฒนาการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ช่วงสมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (รัชกาลที่ 5) จนถึงก่อนปี 2550

-----

ก่อน 2416 ทรัพย์สินในราชสำนักไม่ได้ถูกแยกส่วนชัดเจน อำนาจบริหารทั้งหมดอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของพระมหากษัตริย์ (ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากขุนนางชั้นสูงอยู่บ้าง)

แต่เหตุจากสนธิสัญญาเบาริง (2398) ซึ่งเป็นการสร้างตลาดทุนนิยมเสรี ราชสำนักไม่สามารถผูกขาดทางเศรษฐกิจได้ รวมถึงมีการใช้เงินตราในการแลกเปลี่ยนมากขึ้น ทำให้การคลังของพระราชสำนักมีความซับซ้อน และถูกฉ้อฉลจากเจ้านายชั้นหัวเมืองต่างๆ การคลังของราชสำนักจึงตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ เจ้าขุนมูลนายต่างๆ เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีดำริที่จะปฏิรูปการคลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระองค์มีอำนาจอิสระจากการควบคุมของเหล่าเสนาบดีในการใช้พระราชทรัพย์ และเพื่อให้สะดวกต่อการลงทุนจากโอกาสทางเศรษฐกิจในขณะนั้น

พระองค์ทรงสามารถปฏิรูปคลังได้สำเร็จในปี 2433 หลังการสิ้นอำนาจของตระกูลบุนนาค และเจ้านายวังหน้า มีการตั้งกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินราชสำนัก โดยมีกรมย่อยสังกัดอยู่รวม 13 กรม หนึ่งในนั้นคือกรมพระคลังข้างที่ที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ หรือพระคลังข้างที่ (privy purse)

การบริหารรายได้ของพระคลังข้างที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาจากการลงทุน เก็บค่าเช่าที่ดิน การออกเงินกู้ และแบ่งมาจากรายได้แผ่นดินที่ร้อยละ 15

ด้วยความเป็นทุนที่ใหญ่สุดในสยาม และอยู่ในการจัดการของผู้ที่สามารถกำหนดทิศทางประเทศได้ ทำให้พระคลังข้างที่สามารถเพิ่มพูนปริมาณทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้อำนาจในการเข้าถึงสิทธิพิเศษในการลงทุนต่างๆ และช่วยพยุงธุรกิจที่มีปัญหาที่พระคลังข้างที่ถือเอาไว้ได้

ช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะย่ำแย่ ผนวกกับการส่งออกข้าวของไทยลดลงจากสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่อำนวย ทำให้สภาพการคลังของประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติ

แต่กระนั้นค่าใช้จ่ายหลักของประเทศยังคงไปกระจุกตัวอยู่กับการทหาร การบริหารประเทศ (เงินเดือนข้าราชการ) และราชสำนัก ร่วมกับการใช้นโยบายการเงินการคลังแบบอนุรักษ์นิยม (ใช้น้อยกว่าที่หาได้) เคราะห์ซ้ำด้วยวิกฤติค่าเงินทำให้การคลังไม่สามารถฟื้นตัวได้

ปัญหาเศรษฐกิจนี้ส่งผลต่อเนื่อง แม้ในสมัยรัชกาลที่ 7 จะพยายามตัดลดงบประมาณด้านราชสำนักแล้ว แต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่ก็ทำให้ปัญหาซึมลึกจนแก้ไขได้ยาก รัชกาลที่ 7 จึงพยายามเอาข้าราชการชั้นผู้น้อยออกเพื่อลดรายจ่ายอีกทางหนึ่ง

ปัญหาปากท้องของประชาชนจากวิกฤติเศรษฐกิจและการกำจัดข้าราชการชั้นผู้น้อยนี่เองที่เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งระหว่างทางราชสำนัก และบรรดาเจ้านายที่ได้รับผลกระทบร่วมมือกับข้าราชการรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษา จนเกิดเหตุการสยามภิวัฒน์ 2475

หลังการปฏิวัติ รัฐบาลระบอบใหม่เริ่มเข้าไปจัดการกับพระคลังข้างที่ ระหว่างนั้นก็มีการวีโต้จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นระยะ ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ทรงตัดสินใจสละราชสมบัติ และมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แก่รัชกาลที่ 7 ในที่สุด

การจัดระเบียบพระคลังข้างที่ใหม่ มีการถกเถียงกันในสภาอย่างกว้างขวางถึงนิยามของทรัพย์สินส่วนพระองค์ และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยวัตถุประสงค์การจัดระเบียบพระคลังข้างที่ก็เพื่อลดทอนอำนาจพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นฐานทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลคณะราษฎร

เมื่อพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ออกใช้ในปี 2479 ก็ได้แบ่งทรัพย์สินที่มาจากพระคลังข้างที่เดิมออกเป็นออกเป็น 3 กอง ได้แก่

1. ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ดูแลโดยสำนักพระราชวัง ไว้สำหรับใช้ส่วนพระองค์ในฐานะบุคคล
2. ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติแผ่นดิน เช่น พระราชวัง ดูแลโดยกระทรวงการคลัง
3. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ Crown Property ดูแลโดยสองหน่วยงาน 1) ส่วนที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้นำไปหาประโยชน์ ดูแลโดยสำนักพระราชวัง 2) ส่วนที่เหลือดูแลโดยกระทรวงการคลัง

ต่อมาเมื่อมีการรัฐประหาร 2490 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และกลุ่มรอยัลลิสต์ ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายควง อภัยวงศ์ มีโอกาสได้ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ขึ้นมาใหม่ในปี 2491

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีการเปลี่ยนแปลงใจความสำคัญใหญ่ๆ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ใน 3 เรื่อง

ส่วนแรก คณะกรรมการที่ดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์โดยตรงจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน หนึ่งในนั้นให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ โดยรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน (ฉบับก่อนหน้าทรงมีอำนาจเพียงอนุมัติรายชื่อคณะกรรมการ ไม่มีสิทธิแต่งตั้ง)

ส่วนที่สอง การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์ กรณีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหาร หรือการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระบรมราชานุญาต (ฉบับก่อนทรงมีอำนาจเพียงอนุมัติ) สำหรับการใช้สอยให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย (ในฉบับก่อนไม่มีข้อความนี้ เขียนเพียงว่าให้ใช้จ่ายในฐานะทรงเป็นประมุข)

ส่วนสุดท้าย มีการตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (The Crown Property Bureau, CPB) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลทำหน้าที่จัดการทรัพย์ ซึ่งส่วนนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงสถานะของ CPB

สถานะอันคลุมเครือนี้ถูกตีความไปหลากหลายจากกรณีพิพาทที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรอิสระ ทำให้เกิดความสับสนในการใช้กฎหมายมาจัดการข้อพิพาทที่เกิดระหว่าง CPB และคู่กรณี ซึ่งมักจะจบลงที่ CPB ได้ประโยชน์

แนวทางของ CPB หลังเปลี่ยนมือจากคณะราษฎรมาอยู่ในอำนาจของสถาบัน เป็นการมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยมีธุรกิจหลักคือธนาคารไทยพาณิชย์ เครือซีเมนต์ไทย และเทเวศร์ประกันภัย

ส่วนการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ และอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง CPB ได้จัดตั้งบริษัททุนลดาวัลย์ และบริษัทวังสินทรัพย์ เข้ามาบริหารจัดการแทน

ณ ปี 2540 สินทรัพย์ของ CPB คิดเป็น 4.7 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มจาก 3.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2522 หรือคิดเป็น 13 เท่าในช่วงเวลา 18 ปี แม้ CPB จะต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างนั้นอยู่บ้าง แต่เมื่อสิ้นปี 2548 สินทรัพย์ของ CPB ก็มีมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท

ปัจจัยความสำเร็จของ CPB นั้นมาจากการที่มีเครือข่ายกับกลุ่มธุรกิจมากมายทั้งในและต่างประเทศ การถือหุ้นในบริษัทที่มีผู้ผูกขาดน้อยราย ผู้บริหารที่มีความสามารถ และการเป็นหน่วยงานในสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทำให้ได้รับการคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491

-----

บทสรุปแม้ว่าคณะราษฎรจะพยายามจำกัดอำนาจทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการจำกัดอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องล้มเหลว

หลังเกิดการรัฐประหาร 2490 สถาบันกษัตริย์สามารถดึงอำนาจทางเศรษฐกิจกลับมาไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้ง

และด้วยความน่าเชื่อถือของสถาบัน การได้รับคุ้มครองจากกฎหมายพิเศษ ทำให้ CPB สามารถสร้างเครือข่าย และใช้เส้นสายในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ จนทำให้ CPB กลายเป็นกลุ่มทุนชั้นนำของไทยในที่สุด
Profile Image for tongla.
40 reviews5 followers
November 14, 2020
It would not be an overstatement to say that this is one of the most enlightening books in my life. The book already deserves praise for being one of the few documents that ever discussed the Crown Property Bureau directly. But with its high quality scholarship, it deserves even more than that. A special mention should be made to Phorphant Ouyyanont for writing such a well-researched article on the CPB's investments throughout its history and for unearthing the CPB's business networks at work. The book may be famed for its inclusion of Somsak Jeamteerasakul's essay "What is the CPB?," but his essay is easily surpassed in terms of quality by this and, in fact, all the other works in the book.

This book has been eclipsed somewhat by the more "spicy" books like Nattapoll Chaiching's work on the Siamese counter-revolution. Yet, it illustrates most concretely the ways the current Thai political structure affects all of our lives. Despite the trivial truism that history is "ultimately unknowable," we can hope for the most plausible picture, from which we can begin to grasp that which underlies chronically ill Thai politics. And it is for this that every Thai should care about the issue.

Unaware of the extraordinary inequality our country suffers, the typical apathetic upper middle-class may take the book's politico-economic issue as a topic for conversation over a few drinks with friends. But when thinking that, for the majority of Thais (yes, the majority becaues most of us are poor), this is a matter that decides between a prosperous life and a cruel death, one with a speck of humanity has to wonder if it should be treated so lightly after all. A must-read for anyone who is kind enough to care.
Displaying 1 - 6 of 6 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.