Pawarut Jongsirirag710 reviews139 followersFollowFollowJanuary 30, 2024เคยอ่านประวัติศาสตร์ แล้วมีความตะหงิดขึ้นมาในใจ ว่ามันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นบ้างมั้ยครับหนังสือเล่มนี้เป็นรวมบทความของ อ.บรรพต ที่พาเราไปสำรวจถึงประวัติศาสตร์ที่เราเชื่อกันมามานานนม ที่ภายหลังถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริง มีการปลอมแปลงเนื้อหา บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง แต่กลับกลายเป็นว่าความเท็จเหล่านี้กลับครองการรับรู้ของคนทั่วโลกมานานนับหลายสิบหรือปลายร้อยปี แม้จะถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริงแต่ในทุกวันนี้คนก็ยังคงรับรู้ประวัติศาสตร์ที่เป็นความลวงเหล่านั้นมากกว่าความจริงที่ปรากฎอยู่ดีมีหลายเรื่องในเล่มที่เคยได้อ่านหรือได้ยินผ่านๆว่าประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ไม่น่าใช่เรื่องจริง แต่ไม่เคยได้อ่านรายละเอียดว่ามันจริงเท็จอย่างไรบ้าง จนได้มาอ่านในเล่มนี้สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเล่มไม่ใช่การนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เป็นความจริง แต่เป็นเหตุผลเบื้องหลังว่าเพราะอะไรมันจึงเกิดความลวงหลอกพวกนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งมีหลายเหตุผลมากมายเลยครับ ทั้งที่ตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อชื่อเสียงของตนเอง หรือเป็นการหวังผลทางการเมืองบางอย่าง (ซึ่งส่วนมากเป็นแบบนี้) รวมไปถึงอคติจากการตรวจสอบเอกสารโบราณที่ทำให้การตีความผิดเพี้ยนไปประวัติศาสตร์ทั้งหมดในเล่ม เน้นหนักไปที่ภาคพื้นยุโรป ซึ่งมีทั้งเหตุการณ์แมสๆที่เราเคยได้ยินกัน เช่น กาลิเลโอคือผู้ต่อสู้เพื่อความเชื่อของตนเองในการพิสูจน์ว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งความจริงแล้ว แทบจะไม่ใช่ความจริงเลยด้วยซ้ำ เป็นกาลิเลโอเองมากกว่า ที่หากใช้ศัพท์ในปัจจุบัน คือ เปรี้ยวตีนไปหน่อย เลยนำพาซึ่งความเดือดร้อนให้กับตัวเอง หรือ มาร์ติน ลูเธอร์ไม่ได้เขียนข้อคัดค้านคริสจักรเเล้วเอาไปตอกไว้ที่หน้าประตูวิหารวิตเทนแบร์ค แต่ส่งข้อคัดค้านไปด้วยความนอบน้อมและสันติให้แก่ผู้ที่มีอำนาจใจขณะนั้นพิจารณา และเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจไม่แพ้กันคำถามสำคัญที่แท้จริงตามมาหลังจากอ่านจบ คือ เเล้วเราจะรู้ความจริงพวกนี้ไปทำไม ความลวงที่เรารับรู้มานั้น (ในแง่ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลของมัน เพียงเเต่มีความต่างในด้านรายละเอียด เช่น กาลิเลโอไม่ได้ต่อสู้กับศาสนจักรแบบที่เราเข้าใจ แต่เขาก็ขึ้นศาลศาสนาในเวลานั้นอยู่จริง) ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก ประมาณว่ารู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นการรู้ความจริงจะมีประโยชน์อะไรผมคิดว่า การเข้าใจในรายละเอียดทางประวัติศาสตร์มีผลต่อความคิดและการรับรู้ของเรามากเลยละครับ เหมือนกับโดมิโน หากตัวแรกล้มแล้ว มันก็จะส่งผลกระทบต่อตัวต่อมาให้ล้มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่หากความรับรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปของเรากลับทำให้โดมิโนตัวแรกไม่ล้มละ ผลมันก็จะส่งผลกระทบในวงกว้างกว่าที่เราเข้าใจแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น กาลิเลโอ (ไม่ได้แค้นอะไนปู่แกนะครับ แค่ประวัติศาสตร์ช่วงของแกทำให้เห็นภาพได้ดี) เราเข้าใจกันมาตลอดว่าศาสนจักรในช่วงเวลานั้นมืดบอดทางด้านวิทยาศาสตร์และไม่เปิดใจรับรู้อะไรที่ขัดกับความเชื่อทางศาสนาเลย ใครที่คัดค้านก็จับทรมาน ประหารโดยการเผาทั้งเป็น ซึ่งทำให้การรับรู้หรือภาพลักษณ์ของเราต่อศาสนาคริสต์ออกจะเป็นตัวร้ายมากๆๆๆๆอย่างที่ความจริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นขนาดนั้น เพราะ เอาเข้าจริง ศาสนาคริสต์ในเวลานั้นก็ไม่ได้ปิดตายทุกแง่มุมและนักบวชก็ไม่ใช่พวกกอดตำราปิดหูปิดตากันทุกคน ยังมีพื้นที่ของความเป็นไปได้ที่ศาสนจักรจะรับความจริงอื่นเข้ามาอยู่บ้าง โดยอาจจะขอให้พิสูจน์อย่างชัดเจน หรือค่อยๆเปลี่ยนแปลงทีละน้อย พูดง่ายๆว่า เรารับได้ แต่ขอให้ไม่หักดิบกันขนเกินไปได้มั้ย ซึ่งปู่กาลิเลโอของเรา ไม่เอาครับ 5555 และด้วยความเปรี้ยว กวนเขาไปทั่ว เลยทำให้งานเข้าแกเสียอย่างงั้น ซึ่งงานเข้าที่ว่านี้ก็ไม่ได้หนักหนาดังที่เราเข้าใจ ซึ่งรายละเอียดอยากให้ลองไปอ่านบทนี้กันนะครับ สนุกมาก เผลอจะสนุกที่สุดในเล่มเลยด้วย หากความเข้าใจตั้งต้นว่าจริงๆเเล้ว ศาสนจักรก็อาจจะไม่ได้ไร้เหตุผล ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ขนาดนั้น ผมคิดว่ามันส่งผลถึงการรับรู้ของเราต่อคริสตศาสนาในทุกวันนี้ได้เลยด้วยซ้ำไป มันจึงทำให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ส่งผลต่อการมองโลกและทำความเข้าใจปัจจุบันอย่างแน่นอน การรับรู้เข้าใจความจริงทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันคือการสร้างกรอบให้กับความคิดความเชื่อของเรา หรือพูดอีกด้านนึง มันคือสิ่งที่สร้างตัวตนของเราในทุกวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พออ่านจบเเล้ว ก็นึกสงสัยเลยว่า ยังมีประวัติศาสตร์แมสๆอะไรอีกบ้างที่เป็นความลวง รอวันที่ความจริงจะปรากฎต่อสายตาของชาวโลก .....non-fiction