Wuttipol✨289 reviews74 followersFollowFollowNovember 29, 2021"บางครั้งการอ่านบทกวีเหมือนการมองดวงอาทิตย์ที่ต้องการแว่นกันแดดเพราะแสงจัดจ้ามากเกินควรบางครั้งบทกวีเหมือนดวงจันทร์จะเห็นได้ชัดก็ต่อเมื่อความมืดโรยตัวบางครั้งบทกวีก็เหมือนดวงดาวจะมองได้ก็จากที่ห่างไกล ริบหรี่แสงบางครั้งดาวที่เราเห็นบางดวงร่วงหล่นไปเนิ่นนานมากแล้ว"ถ้าใครเคยอ่านงานแปลของ Rumi มาก่อนจะเห็นอิทธิพลของกวีในงานของซะการีย์ยา อมตยา ที่มนัส ปรัชญาถาวรกุล เคยแปลเอาไว้ ตัวอย่างเช่น“เธอมิใช่หยดหนึ่งในมหาสมุทรทว่าเธอคือมหาสมุทรทั้งมวลในหยดหนึ่ง”หรือ“ข้าฯได้เพียงมองหาตัวข้าฯที่แท้ทว่าตัวตนแห่งข้านั้นได้สูญไปสิ้นแล้วพรมแดนแห่งชีวิตที่เป็นอยู่ได้มลายไปท่ามกลางมหาสมุทรเกลียวคลื่นแตกสลายสติฟื้นตื่นขึ้นอีกครั้งพระสุรเสียงแห่งพระองค์ปลุกข้าฯหวนคืนสู่ตัวตนที่แท้มันเป็นเช่นนี้เสมอทะเลแปรผันตนเองพร้อมบรรดาฟองคลื่นก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปแบบแห่งสรรพชีวิตครั้นทะเลส่งสำเนียงวาจาแห่งพระองค์มาให้สดับสรรพางค์กายแห่งฟองคลื่นเหล่านั้นจึงได้สลายตนกลับคืนสู่มหาสมุทรอีกครา”ซะการีย์ยา อมตยา เองก็คงได้แรงบันดาลใจมาจาก Rumi ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราไม่สามารถคาดหวังให้กวีสร้างสรรค์ผลงานจากสุญญากาศขึ้นมาได้ ไม่มีกวีที่ไหนในโลกทำได้ กวีทุกคนต้องได้แรงบันดาลใจอย่างน้อยมาจากที่ใดที่หนึ่ง ซะการีย์ยา อมตยาก็เคยมีผลงานแปลจากภาษาอาหรับของซัยยิด กุฏบ์ มาก่อน แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก (หรือครั้งสุดท้าย) ที่กวีหลายๆ คนจะได้รับ "แรงบันดาลใจ" จาก Rumi ซะการีย์ยาอาจจะได้แรงบันดาลใจจากกวีคนอื่นด้วย แต่ถ้าเทียบบทกวีของ Rumi กับของซะการีย์ยา เราจะเห็นอิทธิพลของ Rumi ค่อนข้างชัด ปัญหามันอยู่ตรงที่พอกวีจำนวนมากได้แรงบันดาลใจจาก Rumi บ่อยเข้าๆ ก็จะกลายเป็นว่าพอนึกถึงกวีนิพนธ์อาหรับก็จะนึกถึงแต่ Rumi จนกลายเป็นภาพเหมารวมไปซะแล้ว ทั้งๆ ที่ Abolqasem หรือ Ferdowsi หรือแม้กระทั่ง Nizami Ganjavi ก็ไม่ได้มีผลงานที่ด้อยไปกว่า Rumi เลย ลองเทียบกับตอนที่เรานึกถึงกวีนิพนธ์อังกฤษหรืออเมริกัน เราไม่ได้นึกถึงแต่ Shakespeare หรือ Whitman เรานึกถึง Yeats นึกถึง Dickinson หรือแม้กระทั่ง Frost และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ยิ่งทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าคนบ้านเราที่ไปเรียนภาษาและวรรณคดีอาหรับแล้วมาเขียนบทกวีทำไมไม่ได้แรงบันดาลใจจาก Hafez หรือ Saadi หรือ Sohrab Sepehri หรือกวีอาหรับคนอื่นๆ (ที่รายชื่อและผลงานคุณภาพคับแก้วยาวเป็นหางว่าว) ในภูมิภาคนั้นบ้างอันนั้นยังไม่เท่าไหร่ ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่โวหารภาพพจน์ (อุปมาโวหาร) เปรียบบทกวีกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ฯลฯ นั้นไม่ใช่ของใหม่เลย มีกวีก่อนหน้าซะการีย์ยาที่ใช้โวหารภาพพจน์แบบนี้มาเป็นศตวรรษแล้ว การใช้โวหารภาพพจน์เปรียบไปในทางเดียวกันมันก็จะดูทำให้บทกวีที่หลายๆ คนยกย่องนักหนาดูซ้ำซากไปถนัดตา จะมียกเว้นก็แค่วรรค "ความมืดโรยตัว" ที่ดูใช้ได้เพราะใช้บุคลาธิษฐานได้น่าสนใจ แต่ซะการีย์ยาก็ไม่ได้ต่อยอดไปให้น่าสนใจกว่านั้น ตรงนี้น่าคิดว่าถ้าหลายศตวรรษก่อนมีบทกวีที่เปรียบการอ่านบทกวีกับดวงดาว แล้วปัจจุบันศตวรรษที่ 21 ก็ยังมีบทกวีที่เปรียบการอ่านบทกวีกับดวงดาวอยู่ นั่นหมายความว่ากวีนิพนธ์ไทยร่วมสมัยไม่ได้พัฒนาไปไหนไกลเลยใช่หรือไม่ส่วนตัวชอบ free verse แต่กวีไทยยุคนี้เขียน free verse แบบไม่เข้าใจลูกเล่นของ free verse หลายๆ บทที่ออกมามันเลยแป้ก ซึ่งน่าเสียดายมาก เพราะพอบทกวีพ้นออกจากกรอบฉันทลักษณ์ได้แล้ว มันมีลูกเล่นแพรวพราวร้อยแปดพันเก้าให้เอามาใช้ได้ แต่ก็ไม่เอามาใช้กันการเขียนบทกวีโดยอิงกับ abstraction แล้วพยายามเขียนอธิบายความเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ในตัวบทเกินความจำเป็นก็เป็นอีกเรื่องที่กวีสมัยนี้ทำพลาดกันซะเยอะ เช่นวรรคที่บอกว่า "ที่ต้องการแว่นกันแดด เพราะแสงจัดจ้ามากเกินควร" วรรคนี้มีลักษณะเดียวกับอีกหลายๆ วรรคในบทเดียวกันและบทอื่นๆ ที่ไม่น่าจะเป็นวรรคที่จำเป็นต้องมี ซึ่งกวีหลายคนรวมทั้งซะการีย์ยาเองก็ไม่ได้เฉลียวใจกันเลยว่าการทำแบบนี้ทำให้บทกวีขาดความลุ่มลึกไปมาก กลายเป็นบทกวีไม่ต่างกับงานเขียนเฝือๆ ดาดๆ ที่เราเห็นกันจนเซ็งแล้ว อันนี้รวมถึง "บทสนทนาแห่งขุนเขา" ที่อุตส่าห์ไปเขียนถึงฮาวายด้วย
Pawarut Jongsirirag724 reviews142 followersFollowFollowOctober 21, 2024กาลก่อนเขาตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคม และผู้คนในฐานะของส่วนหนึ่งสังคมกาลนี้เขาตั้งคำถามถึงคนในฐานะของกวี และหน้าที่ของหวีที่มีต่อผู้คนและสังคมแม้คำถามจะเปลี่ยนไป แต่การถ่ายทอดความงดงามและการก่อรูปความสงสัยภายในจิตใจ ยังคงมือถึงและเอาอยู่เสมองานชิ้นนี้ยังน่าประทับใจไม่ต่างจากเล่มแรกครับthai
Ariya600 reviews73 followersFollowFollowJuly 22, 2015ชอบวิธีการตั้งคำถามถึงการถ่ายทอดบทกวีของคนเขียนเอง ซึ่งนำเสนอความไม่แน่ใจของตนเมื่อต้องเขียนกลอนในฐานะกวีผู้ "ไม่เคยพูดความจริง" เพราะ "เล่าความจริงไม่ได้" ให้ออกมาเป็นบทกวีได้ออกมาซื่อตรงต่อตัวเอง และตอกกลับไปถามสังคมและสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีส่วนทำให้ความเป็นปัจเจกถูกริดรอนไปทีละน้อย ส่งผลให้การถอยกลับเข้าไปสู่ตัวตนราวกับกำลัง "ดำดิ่งลงไปสู่ภายในนั้น" สร้างความคลางแคลงและความโดดเดี่ยวให้เกิดกับผู้เขียนบทกวี กลายเป็นว่านักเขียนต้องกลายเป็นคนอื่น แต่ไม่ใช่เพื่อเข้าใจผู้อื่น และส่วนสำคัญที่ทำให้กวีนิพนธ์ชุดนี้โดดเด่นคือการทำให้การเขียนกลอนไม่ใช่การสื่อความรู้สึกแต่เพียงภายใน แต่จริงๆแล้วเป็นวิธีการตอบโต้กับอำนาจทางการเมืองจากมือที่มองไม่เห็น เป็นวิธีการของคนตัวเล็กที่ตั้งคำถามกับทุกอย่างและดิ้นรนเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนและพื้นที่ของตัวเอง2015
Black Cat25 reviews1 followerFollowFollowOctober 7, 2025เป็นงานเขียนของแก ที่ผมรู้สึกธรรมดาที่สุดกว่าเล่มอื่นของแก ทั้ง 1 และ 3
Radit Panjapiyakul102 reviews11 followersFollowFollowDecember 25, 2014รวมบทกวีเล่มที่ 2 ของซะการีย์ยา อมตยา ยังคงยอดเยี่ยมลึกซึ้ง โดดเด่นทั้งด้านการใช้ภาษา ประเด็นที่หยิบยกมา quotes และการอ้างอิงต่างๆในเล่มแสดงความรอบรู้ของผู้เขียน เป็นงานที่ไม่ด้อยกว่า "ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" เล่มแรกที่ได้รับรางวัลซีไรต์เลย