Jump to ratings and reviews
Rate this book

ซึ่งมิอาจปลอบประโลม

Rate this book
นวนิยายเรื่องแรกของอาจารย์มหาวิทยาลัย วัย ๓๖ ปี
เรื่องนี้ ได้รับรางวัล RTL อันอาจจะถือเป็นรางวัลมหาชน
ของนักอ่านชาวฝรั่งเศส ในปีแรกที่พิมพ์ คือ ค.ศ. ๒๐๐๖

--------------------------------------------------------------

"ซึ่งมิอาจปลอบประโลม" เล่มนี้ อ้างถึงความทุกข์ของพระแม่มารี เมื่อสูญเสียพระเยซูคริสต์ ตัวละครเอกเปรียบตนเองเป็น Master Dolorosa หรือแม่พระมหาทุกข์ เพราะตนเองก็เสียลูกชายไปเช่นกัน เพลงที่ตัวละครเอกชอบฟังคือ Stabat Mater หรือ พระแม่ผู้ยืนคร่ำครวญ ซึ่งบรรยายความทุกข์ของพระแม่มารี ขณะยืนอยู่ใกล้ฐานไม้กางเขน แหงนมองพระผู้ไถ่บาปซึ่งถูกตรึงอยู่ นอกจากจะเปรียบตัวเองเป็นแม่พระมหาทุกข์แล้ว ตัวละครเอกยังพอใจทนทุกข์ให้ถึงที่สุดก่อนตาย โดยปรารถนาให้ตนเองป่วยเป็นโรคนิโอเบ กล่าวคือเป็นอัมพาตจนแข็งทั้งตัว นวนิยายเล่มนี้สำหรับทุกคนที่มีแม่ และทุกคนที่เป็นแม่ แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็กเริ่มอ่าน

216 pages, Paperback

First published January 5, 2006

3 people are currently reading
27 people want to read

About the author

Anne Godard

11 books3 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
19 (28%)
4 stars
20 (30%)
3 stars
13 (19%)
2 stars
11 (16%)
1 star
3 (4%)
Displaying 1 - 11 of 11 reviews
Profile Image for Nawara H..
125 reviews39 followers
December 9, 2015
ทีแรกเรานึกว่ามันเป็นการบ่นบ้าของคนที่เศร้า แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเศร้า ไปๆ มาๆ มันคืออาการของคนติดกับความเศร้า เป็น narcissism ที่หลงใหลได้ปลื้มว่าการมีก้อนเศร้าพันธนาการคือเครื่องเชิดชูว่า "แก" เลิศลอยกว่าคนที่หลงลืม

มันอาจเป็นภาระของคนที่พยายามจดจำว่า ความตายของคนที่รักพรากอะไรไปจากชีวิต หากหลงลืมหรือเลอะเลือน ก้อนเศร้าที่รัดรึงไว้ก็จะโบยตีอย่างไม่รู้ผ่อนพัก ซ้ำร้ายยังเจือจานไปสู่ความแค้นเคืองที่ไม่มีใครร่วมโศกเศร้า มีเพียง "แก" แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เฝ้าจดจำวันเดือนและรายละเอียดของคนจากจรให้ยังคงอยู่

ไม่รู้ว่าโกดาร์ดใช้อาวุธแบบไหนถึงเล่าห้วงอารมณ์ภายใน แล้วลากโยงไปยังชีวิตแต่ละห้วงของลูกชายและตัว "แก" เอง วิดิโอเทป และการฝึกเปียโนได้อย่างแนบสนิท มองไม่เห็นตะเข็บแบบนี้ (อาจจะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่เป็นความรู้สึกทึ่งแบบเดียวกับตอนอ่านเล่ม หยามเหยียด ของโมราเวีย)

บทรำพึงของคนจมความเศร้าตายคงเป็นแบบนี้ แถมเป็นการจมดิ่งแบบที่ตัวเองไม่หือไม่อือจะโผล่ขึ้นมาไยดีอะไรแล้วทั้งนั้น ที่ว่า 'มิอาจปลอบประโลม' ก็คงเพราะยินดีอย่างยิ่งแล้วที่จะจมจ่อมในบ่อเศร้าที่ตัวเองขุดไว้นี่แหละ
Profile Image for Atisak Chuengpattanawadee.
26 reviews8 followers
March 22, 2016
ผมหลงรักหนังสือชื่อเพราะ-ปกสวยเล่มนี้ ตั้งแต่แรกเห็น ซื้อมาตั้งแต่วันแรกๆ ที่วางแผงเมื่อหลายเดือนที่แล้ว พอได้มาก็เปิดอ่านทันทีด้วยความกระหายตั้งใจว่าจะอ่านรวดเดียวจบ ด้วยความที่หนาแค่ 200 หน้านิดหน่อยเท่านั้น แต่ปรากฏว่าพอนั่งลงและเปิดอ่านกลับอ่านได้ไม่เกิน 20 นาที และไม่เกิน 20 หน้า ก็ต้องปิดลงแล้วก็วางทิ้งไว้ เมื่อเวลาผ่านไปก็กลับมาเริ่มเปิดอ่านใหม่อีกครั้งแต่ก็ไปไม่รอด ไม่เกิน 20 หน้าเหมือนเดิม เป็นแบบนี้มา 2-3 ครั้ง

จนมาเมื่อวันหนึ่งสบโอกาสที่ต้องนั่งเครื่องไปกลับกรุงเทพในวันเดียว เลยตั้งใจพกหนังสือเล่มนี้ติดตัวไปด้วย เพราะเวลาระหว่างรอและขณะนั่งบนเครื่องแม้จะเป็นเวลาที่ไม่ยาวนัก แ่มักเป็นเวลาที่นิ่งและมีสมาธิมากกว่าปกติ
นับว่าได้ผล การไปกลับเชียงใหม่-กรุงเทพ-เชียงใหม่ ทำให้สามารถฝ่าด่านหนังสือเล่มนี้ไปได้กว่าครึ่งค่อนเล่ม และกลับมาอ่านต่อที่บ้านจนกระทั่งเพิ่งจบลงเมื่อสักครู่

"ซึ่งมิอาจปลอบประโลม" เป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงความรู้สึกของแม่ที่สูญเสียลูกชายคนโตไป หากดูจากชื่อเรื่อง "ซึ่งมิอาจปลอบประโลม" และปกที่ดูสวยงาม อาจจะโน้มนำให้เราคิดถึงเรื่องราวแสนเศร้าแต่จรรโลงใจอะไรทำนองนั้น

แต่หนังสือเล่มนี้ไปไกลกว่านั้นมาก "ซึ่งมิอาจปลอบประโลม" กลับหมายถึงความศักดิ์สิทธิ์ของความสูญเสียและความศักดิ์สิทธิ์ของความเศร้า และการเป็นผู้ที่ซึ่งมิอาจปลอบประโลม กลับไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ผู้ที่ต้องจมอยู่กับความเศร้าจนมิอาจปลอบประโลมได้ แต่หมายถึงผู้ที่อยู่กับความเศร้าที่ศักดิ์สิทธิ์จนไม่ต้องการการปลอบประโลมใดๆ

เป็นผู้ที่ใช้ความโศกเศร้าสูญเสียเป็นแก่นแกนหลักในการดำรงตัวตนและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดื่มกินความโศกเศร้า!!!

ในขณะที่อ่านผมรู้สึกสะดุ้งเป็นพักกับความจริงเกี่ยวกับความสูญเสียที่หนังสือเล่มนี้บอกเล่า เป็นความจริงที่น้อยคนนักจะล่วงรู้ และเป็นความจริงที่แม้บางคนรู้ก็ไม่อยากจะยอมรับมัน

หนังสือเล่มนี้มีลีลาการเขียนที่ต้องอาศัยสมาธิในการอ่านมากสักหน่อย ถ้าใครอยากลองชิมก็นับว่าเป็นหนังสือที่น่าสนใจ แต่ถ้าถามว่าผมแนะนำให้อ่านไหม คงจะไม่กล้าแนะนำครับ ใครใคร่ลองก็ลองเอาเองแล้วกัน ตัวใครตัวมันครับ
This entire review has been hidden because of spoilers.
350 reviews3 followers
August 29, 2017
Un libro tutto tristezza... tanta tristezza... troppa tristezza...
6 reviews
May 4, 2024
หลายปีที่แล้ว ฉันเปิดอ่านไปได้นิดหนึ่ง แล้วก็ปิด เพราะ empathize กับตัวละคร (แม่) ไม่ได้ ทำให้หลงลืมไป

ไม่นานมานี้ จัดชั้นหนังสือใหม่ ทำให้ค้นพบอีกครั้งโดยบังเอิญ เป็นครั้งที่หลงรักและวางไม่ลง

เป็นเรื่องของแม่ซึ่งไม่อาจปล่อยลูกไปจากอ้อมอก ไปมีอิสรภาพ เติบโตในแบบของพวกเขาเองได้ ฉันไม่รู้ว่าแม่ในเรื่องเป็นนาร์ซิสซิสต์หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากไปทางนั้น เพราะฉันเห็นแม่หลายคนในชีวิตจริงเป็นเช่นนี้ ทั้งที่พวกเธออาจไม่รู้หรือไม่จัดอยู่ในบุคลิกภาพที่บิดเบี้ยว

และมันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับ 'แม่' ในตอนที่เธอเติบโตขึ้นมา ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้ทำความเข้าใจหรือคลี่คลาย ตลอดทั้งเรื่อง ฉันพบความพยายามที่แม่คิดอ่าน--ซึ่งทั้งเรื่องนี้เป็น Internal Monologue--ในการที่จะจดจำตนเอง ทิ้งร่องรอยของตนเองไว้ในโลกนี้ กับใครสักคนบ้าง ซึ่งก็คือลูก ๆ ที่เธอเล่นเกมประสาท Abuse ให้พวกเขาต้องติดอยู่กับเธอตลอดไป เป็นส่วนหนึ่งของตัวแม่ เรื่องราวของแม่ตลอดไป...แต่แม่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับกาลเวลา

ลูกชายคนโตของแม่ฆ่าตัวตาย ฉันสรุปได้ว่าการตัดสินใจของเขามาจากอะไร และทำไปเพื่อการใด แต่ฉันจะขอเก็บไว้กับตัวเอง...แต่ลูกชายคนโตนั้นต่างจากลูกคนอื่น ๆ ของแม่ จะว่าเขาเป็น Codependent ก็อาจจะได้ หากแม่เป็นนาร์ซิสซิสต์ต่อลูก

มันจะมีประโยชน์ถ้าใครที่กำลังเผชิญกับความสัมพันธ์แม่-ลูก แบบเป็นพิษอยู่จะค้นหาคำเหล่านี้ ก่อนที่ลูกจะต้องตัดสินใจทิ้งแม่เพียงเพื่อจะได้มีชีวิตของตัวเอง เหมือนลูกคนอื่น ๆ ในเรื่องนี้ที่ไม่ตาย

ส่วนตัวฉันมีความสัมพันธ์กับแม่ที่ไม่ค่อยสบายนัก แถมเป็นบ้านที่อยู่ใน fatherlessness เหมือนในเรื่องนี้แหละ พอคลี่คลายบาดแผลของตัวเองในวันเวลาที่เติบโตขึ้นมาแล้ว ฉันจึงอ่านเข้าใจเรื่องนี้และชื่นชอบ นักเขียนหญิงจะเล่าเรื่องแบบนี้ต่างจากนักเขียนชายอยู่นะ ชอบที่เอาไปเชื่อมโยงกับข้อวิจารณ์ Mentality ของศาสนาคริสต์อย่างเนียน ๆ ได้ แต่อาจไม่ใช่ในแบบที่ใครคาดคิด

"...ฉันยังสนใจอยู่ที่เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ความเงียบ ความยากลำบากในประสบการณ์บางอย่างที่อธิบาย หรือพูดออกมาง่าย ๆ ไม่ได้" -Anne Godard

อยากอ่านงานแนว ๆ นี้ของเธออีก แต่ฉันไม่รู้ภาษาฝรั่งเศส ไม่มีแปลภ���ษาอังกฤษด้วย .__.

<3<3<3
7,055 reviews83 followers
February 22, 2018
2,5/5. Ce qui débutait pourtant bien tombe rapidement dans une longue lamentation et description de souvenirs. Mélange de nostalgie et de profonde dépression. Un livre tout sauf joyeux. Malheuresement, rien ne semble accrocher, pas de lacune majeure non plus, simplement une série d'éléments moyens (écriture, histoire, descriptions, absence de profondeur, de réflexion, etc.) font qu'on termine le livre avec un grand bofff et une profonde envie d'en finir, avec à peu près tout. Pas un très bon livre e ttrès démoralisant en plus.
7 reviews
January 22, 2019
อ่านเล่มนี้แรก ๆ ค่อนข้างต้องใช้ความจดจ่อพอสมควร ช่วงแรกรู้สึกเบื่อกับการพรรณนาความรู้สึกที่อ่านแล้วอึดอัดตาม แต่พอตัวละครเริ่มเล่าภูมิหลัง สาเหตุ ปมในอดีตต่าง ๆ จึงจะรู้สึกน่าติดตามขึ้น หลังอ่านจบรู้สึกว่าเล่มนี้ไม่ใช่หนังสืออ่านเพลิน ค่อนข้างต้องใช้ความพยายามในการอ่านให้จบ
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Paulo Teixeira.
928 reviews14 followers
September 26, 2019
(PT) "L'Inconsolable" trata-se da história de uma mulher em processo de luto pela morte do seu filho mais novo. Isolada em sua casa, sem contacto com o resto da sua familia, mergulha nas suas memórias, tentando encontrar uma razão para aquilo tudo.
Profile Image for Iskai Yseris.
19 reviews1 follower
August 1, 2024
This book is heavy, strong and powerful in the sane time, we feel the emotions and slowly discover the life of the lady we're given the thoughts of, and slowly dive into her past, what happened, what she knew, or didn't knew, about her own family.
Profile Image for fahlun.
40 reviews1 follower
July 1, 2025
ข้าพเจ้าทราบมาว่า ตัวคนเขียนอย่างอานน์ โกดาร์เป็นผู้หลงใหลในการอ่านนวนิยายและงานชีวประวัติ หล่อนว่าภาษาของมันจะมีความพิเศษกว่ารูปแบบอื่น ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับความเห็นนั้นเพราะมันให้ความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกันกับตอนอ่านหนังสือเล่มนี้

“ซึ่งมิอาจปลอบประโลม” เป็นเรื่องราวของแม่ผู้เสียบุตรคนโตและจมอยู่ใต้ความโศกเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้นมา มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเธอโดยบังเอิญ แต่มันเป็นความโศกที่ถูกเธอโอบกอดรับไว้อย่างเต็มใจ อานน์ โกดาร์ผูกปมสองเรื่องราวเข้าด้วยกัน ก่อนจะเย็บมันติดสนิทไร้ซึ่งรอยตะเข็บ ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าเรื่องราวของลูกชายคนโตมันถูกส่งต่อตั้งแต่ช่วงไหน หรือแท้จริงแล้วมันซ่อนงำคอยจดจ้องผู้อ่านอย่างเรามาตั้งแต่ต้น

หลายรีวิวบอกว่าตัวคนเป็นแม่เหมือนผู้ทระนงในตัวตนที่หลงใหลความเศร้า แต่เมื่อไตร่ตรองดูให้ดีแล้ว ข้าพเจ้ามองว่า การยึดติดต่อความเศร้านี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังเชื่อมหล่อนกับความทรงจำเกี่ยวกับลูกชายซึ่งใกล้จะถูกลืมไปเต็มทีเข้าด้วยกันเสียมากกว่า หนำซ้ำข้าพเจ้ายังเห็นทรอม่าของตัวละครจากเหตุการณ์สงครามในอดีตที่ส่งผลทางอ้อมอย่างแนบเนียนจนหากไม่สังเกตก็คงมองข้ามไป

อย่างไรก็ตาม “ซึ่งมิอาจปลอบประโลม” เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความทุกข์ของพระแม่มารียามสูญเสียพระเยซูคริสต์ไป ตัวคนเป็นแม่ในเรื่องมีการอ้างอิงตัวเองถึง Mater Dolorosa (Our Lady of Sorrows) หรือ พระแม่มหาทุกข์ วัลยา วิวัฒน์ศร (2550) ผู้แปลเรื่องนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับเพลงที่ตัวเอกชอบฟังอย่าง Stabat Mater หรือ พระแม่ผู้ยืนคร่ำครวญ ว่าเป็นเพลงที่บรรยายความทุกข์ของพระแม่มารีขณะยืนอยู่ใกล้ฐานไม้กางเขน แหงนมองพระผู้ไถ่บาปซึ่งถูกตรึงอยู่

ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นเรื่องราวที่อัดแน่นไปด้วยรสชาติของสัลลาปังคพิสัยที่ไม่คร่ำครวญ เปรียบกับมหาสมุทรก็คงเป็นคลื่นลูกใหญ่ใต้ผิวน้ำอันสงบนิ่ง คงเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้บรรยายความรู้สึกข้างในที่ไม่เคยถูกพูดออกมา เจตนาของปลายมีดที่หันออกไปจึงไม่คมมากพอที่จะสร้างบาดแผลให้ผู้อ่านรู้สึกเกลียดความบิดเบี้ยวของตัวละคร

โดยรวมชอบค่ะ อ่านได้เรื่อย ๆ
ปล. ไม่เหมาะกับผู้ที่มีจิตใจอ่อนไหวหรืออยู่ในช่วงที่สภาวะจิตใจไม่คงที่

บทความโดย ฟ้าลั่น
ig: tofahlun #tofahlun
fb: tofahlun
Displaying 1 - 11 of 11 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.