*ไม่ใช่รีวิว เป็นแค่ note ที่จดไว้ระหว่างอ่านเท่านั้น อาจมีเนื้อหาบางส่วนคลาดเคลื่อนได้ ถ้าใครพบว่าข้อมูลส่วนไหนผิดพลาด ขอให้อย่าเพิ่งโทษหนังสือ แต่ให้ถือว่าผมสรุปมาพลาดเองไว้ก่อน
- ช่วง Romantic love phrase ฮอร์โมนของผู้ชายกับผู้หญิงจะถูกปรับมาให้ใกล้เคียงกัน ผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเทอโรน) น้อยลง ส่งผลให้อ่อนโยนมากขึ้น ส่วนผู้หญิงจะมีเทสโทสเทอโรนเพิ่มขึ้น ทำให้คิดน้อยลง กล้าพูด กล้าทำ และมีอารมณ์ xxx มากขึ้น (อาการ Romantic love มีระยะเวลาเฉลี่ย 1-3 ปี)
- สารสื่อประสาท PEA มีโครงสร้างบางส่วนคล้ายยาบ้า ซึ่งคนอินเลิฟจะมีปริมาณของสารนี้สูงขึ้น ส่งผลให้คนอินเลิฟมักจะอารมณ์ดีแบบไม่มีเหตุผล คล้ายๆ กับคนอัพยา (ในชอคโกแลทก็มีสาร PEA เช่นกัน แต่มันไม่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้)
- เวลามองรูปคนรัก สมองส่วนตัดสินใจด้วยเหตุผลจะทำงานน้อยลงกว่าตอนดูรูปคนอื่น
- Love กับ Sex ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน มีการทดลองที่ใช้เครื่อง fMRI สแกนสมองของคนที่ดูภาพโป๊กับภาพคนรัก และพบว่าสมองที่ถูกกระตุ้นเป็นคนละส่วนกัน เวลาดูภาพโป๊ สมองส่วนที่ถูกกระตุ้นคือไฮโปทาลามัสที่ทำหน้าที่ควบคุมความต้องการพื้นฐาน เช่น ความกระหายน้ำ อุณหภูมิร่างกาย ส่วนภาพคนรักจะไปกระตุ้นสมองส่วนคาเดตนิวเคลียส
- ระหว่างมีเซ็กส์ เมื่อทั้งสองฝ่ายถึงจุดสุดยอดจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินออกมา ส่งผลให้ผู้หญิงรู้สึกผูกพันและอบอุ่นมากขึ้น ฟุ้งซ่านน้อยลง แต่ขณะเดียวกันออกซิโทซินก็ไปปิดสวิทช์สมองส่วนระวังภัย ทำให้มีความระมัดระวังน้อยลง จนไม่คำนึงเรื่องท้อง โรคติดต่อ และยอมมีเซ็กส์โดยไม่ใส่ถุงยาง
- จุดประสงค์ของการมีเซ็กซ์นั้น ไม่ได้มีแค่เพื่อการผลิตลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมสปีชีส์ ก่อให้เกิดการเกื้อหนุนกันทางอารมณ์และทางวัตถุตามมา การแสดงออกในรูปแบบของการรักเพศเดียวกันจึงเป็นอีกมิติของวิวัฒนาการที่ทำให้สังคมมนุษย์เราคงอยู่ได้
- ความรักโรแมนติคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของใจ แต่อาบไล้มาตั้งแต่สมองและแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย มีการทดลองที่ให้อาสาสมัครจับวัตถุที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยรอบแรกให้จับเฉยๆ ส่วนรอบสองให้ดูรูปของคนรักไปด้วย ผลปรากฎว่าการดูรูปคนรักทำให้คนสามารถทนเจ็บได้ดีขึ้นจริง (และยังทดลองเพิ่มโดยให้ดูรูปของดาราที่หน้าตาดีแทนรูปคนรักด้วย แต่ผลปรากฏว่าไม่ว่าจะหล่อหรือเซ็กซี่แค่ไหน ก็ไม่อาจบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เท่ารูปคนรัก) และผลจากเครื่อง fMRI ยังบอกให้รู้ว่า การดูรูปคนรักจะไปกระตุ้นสมองส่วนเดียวกับที่ยาแก้ปวดอย่างมอร์ฟีนไปกระตุ้นอีกด้วย
- อาการอกหักที่ทำให้รู้สึกปวดที่หัวใจไม่ได้เป็นแค่อุปมา หากร่างกายหลั่งอะดรีนาลีน (และฮอร์โมนเครียดอื่นๆ) ในปริมาณมาก และไปจับเข้ากับตัวรับสัญญาณที่กล้ามเนื้อหัวใจ มันจะส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกโหวงๆ ที่หัวใจ หรือถ้าระดับอะดรีนาลีนสูงเกินปกติมากๆ อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้เลย
- เมื่อเราขาดน้ำ สมองจะสั่งให้เรากระหายน้ำเพื่อออกตามหาน้ำมาชดเชยสู่ร่างกาย เมื่อเราขาดความรักความอบอุ่น สมองก็จะสั่งการให้เรารู้สึกถึงความเหงา เพื่อให้ร่างกายออกตามหาความรักความอบอุ่นมาชดเชยเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน
- การแสกนสมองพบว่า ความอบอุ่นทางกายและทางใจมีตัวรับสัญญาณอยู่ในสมองส่วนเดียวกัน (Insular Cortex) คนขี้เหงาจึงมีแนวโน้มจะชอบดื่มอะไรอุ่นๆ (หรือทำให้ร่างกายอุ่น เช่นอาบน้ำร้อน อาบน้ำนานๆ) เพื่อลดความหนาวเหน็บในใจ ร้านกาแฟจึงเป็นแหล่งพักพิงของคนขี้เหงาอย่างไม่ต้องสงสัย
- สัตว์สังคมอย่างมนุษย์เราไม่ได้ต้องการเพียงใครก็ได้ที่อยู่เคียงข้าง แต่ต้องการแค่ใครสักคนที่เราไว้วางใจ อยากใช้ชีวิตด้วย อยากเติบโตและก้าวสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ไปด้วยกัน
- มีงานวิจัยเรื่องความเจ้าชู้ที่น่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่ง โดยนักวิจัยได้นำหนูมาสองชนิด คือ หนูแพรี่กับหนูมอนเทน
- ทั้งๆ ที่หนูสองชนิดนี้มีความต่างทางพันธุกรรมไม่ถึง 1% แต่หนูแพรี่ดันเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว ส่วนหนูมอนกลับเป็นสัตว์คาสโนวา
- สาเหตุเป็นเพราะหนูสองชนิดนี้มียีนซึ่งส่งผลถึงการผลิตฮอร์โมนที่ต่างกัน โดยความต่างที่ว่าคือการที่หนูแพรี่มีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน ส่วนหนูมอนเทนไม่มี
- นักวิจัยจึงฉีดยาต้านออกซิโทซินเข้าไปในหนูแพรี่ ผลปรากฎว่าหนูแพรี่กลายเป็นหนูคาสโนวาเหมือนหนูมอนเทน แต่พอนักวิจัยฉีดออกซิโทซินเข้าไปในหนูมอนเทนบ้างกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะในสมองของหนูมอนเทนไม่มีตัวรับสัญญาณออกซิโทซิน
- นักวิจัยจึงสันนิษฐานว่า ความเจ้าชู้ในมนุษย์อาจเกี่ยวข้องกับความหนาแน่นและการกระจายตัวของตัวรับสัญญาณออกซิโทซิน ซึ่งแต่ละคนมีต่างกัน และเป็นผลมาจากพันธุกรรม
- คนเจ้าชู้ย่อมมีแนวโน้มจะมีลูกมากกว่าคนไม่เจ้าชู้ พันธุกรรมเจ้าชู้จึงแพร่ขยายจากรุ่นสู่รุ่น และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโลกเราจึงเต็มไปด้วยคนเจ้าชู้
_______________________________________________________
Favorite Quote
ประโยคที่ดีต้องมีคำเริ่มต้น คำกลาง และคำปิดท้าย
ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือประโยคว่า "ผมรักคุณ"
- Robert Brault