Jump to ratings and reviews
Rate this book

หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา

Rate this book
ฉันไร้เดียงสาตลอดมา ฉันมองโลกแต่ด้านงามเสมอมา, กระทั่งพี่ตาย

นวนิยายอันเปรียบได้กับพยานวัตถุล้ำค่า ถูกเขียนขึ้นจากความคิด ความรู้สึก และความทรงจำของ “อุรุดา โควินท์” นักเขียนสตรีผู้เป็นคนรักของกนกพงศ์ เป็นนิยายที่บันทึกเส้นทางความรัก คล้ายแผนที่อันส่งแสดงนับจากจุดเริ่มต้นจนถึงปลายทาง เพียงแต่คู่รักนักเขียนไม่อาจคาดการณ์ ได้เลยว่าความตายจะเป็นหมุดหลักสุดท้ายในชีวิตของเขา

ในแวดวงวรรณกรรม คู่รักนักเขียนมักเป็นที่จับตามองโดยเฉพาะนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับ “กนกพงศ์ สงสมพันธ์” และ “อุรุดา โควินท์” สองนักเขียนที่ตัดสินใจใช้ชีวิตปลีกจากสังคมด้วยกันเพื่อสรรสร้างงานเขียนอย่างมีคุณภาพ

ภายหลังจากที่กนกพงศ์เสียชีวิต อุรุดาจึงตัดสินใจเขียนนวนิยาย “หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา” เพื่อบันทึกเรื่องราวความรักระหว่างกันและกันตราบจนลมหายใจสุดท้าย ระหว่างทางของความรักมีอุปสรรคให้ฟันฝ่ามากมาย

408 pages, Paperback

Published June 1, 2017

17 people are currently reading
114 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
62 (34%)
4 stars
84 (46%)
3 stars
25 (13%)
2 stars
4 (2%)
1 star
6 (3%)
Displaying 1 - 30 of 43 reviews
Profile Image for Ariya.
592 reviews72 followers
February 11, 2018
รู้สึกติดค้างนวนิยาย(หรืออัตชีวประวัติ)เล่มนี้อยู่ที่ไม่ได้เขียนถึง เพราะตั้งใจจะเขียนถึงหนังสือที่อ่านด้วยกันกับเพื่อนทุกเดือน เป็นการรวบรวมความคิดไว้กลับมาอ่านเองทีหลัง เลยกลับมาเขียนย้อนหลังซะหน่อยหลังจากนอนไม่หลับ และมีชื่อ อุรุดาตามหลอกหลอน หวังว่าเขียนรีวิวเสร็จแล้วจะทิ้งชื่อและหนังสือเล่มนี้ออกจากหัวไปได้ซักที

คำถามที่คุยกับเพื่อนหลังจากอ่านและคิดว่าน่าคิดต่อ ไม่ใช่เพราะกับหนังสือเล่มนี้ แต่กับนวนิยายเรื่องอื่นที่ผู้หญิงเขียนคือ เราอาจจะยอมรับว่านี่คืองานของผู้หญิงเขียน แต่มันคืองานที่เชิดชูคุณค่าของผู้หญิงจริงๆ หรือเปล่า? ที่น่าสนใจคือเพื่อนที่อ่านด้วยกันมีคำตอบหลากหลายมาก บางคนบอกว่ามันไม่ได้ยกย่องคุณค่าความเป็นผู้หญิง เพราะอุรุดาก็ยังอยู่ในเงาของนักเขียนผู้ชายด้วยการนำเรื่องของเขามาเขียนเล่า บางคนก็ไม่เห็นด้วยเพราะงานเขียนอุรุดาเน้นการเล่าถึงอารมณ์ผู้หญิงจนหาสาระแก่นสารไม่ได้ แต่บางส่วนก็บอกว่างานชินนี้ทำให้เห็นตัวตนของผู้หญิงชัดเจน โดยเฉพาะการเขียนเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ไปจนถึงว่าจริงๆ แล้ว งานชิ้นนี้ไมไ่ด้ถูกครอบงำด้วยตัวตนกนกพงษ์แต่เป็นตัวตนอุรุดาเองนั่นแหละที่มองย้อนกลับไปและเรียบเรียงความรู้สึกของเธอเองในช่วงที่มีความสัมพันธ์กับคนรัก เล่าไปด้วยกันกับการบรรยายสถานที่ ฉากที่เข้มข้นจนคนอ่านหลายคนรู้สึกได้ถึงความสมจริง และเห็นอุรุดาเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ เป็นผู้หญิงที่มีเสียงของตัวเอง และยิ่งคนที่ติดตามอ่านอุรุดามาตลอด ก็มีความเห็นว่างานเขียนของเธอเป็นการเยียวยาตัวเองจากความสูญเสียคนรัก ซึ่งก็เน้นย้ำไปอีกว่า เล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการดังกล่าว แต่เป็นช่วงที่เธอเริ่มทำใจได้ หนังสือเลยเน้นการบรรยายฉากที่ nostalgic และ(น่าจะ)ซาบซึ้งกว่าเล่มสมัยคนรักเสียชีวิตช่วงแรกซึ่งอารมณ์เศร้า เสียใจมากกว่า (จากคำบอกเล่าของคนที่อ่านงานของนักเขียนคนนี้) และยิ่งน่าสนใจถ้าจะมีใครอ่านหรือเขียนบทความเรื่องการเยียวยาตัวเองผ่านงานเขียนของผู้หญิง โดยเฉพาะอุรุดาเป็นกรณีศึกษา

แต่พอมองอีกด้านหนึ่ง งานเขียนของอุรุดาสร้างความลำบากใจให้กับมุมมองต่อการอ่านของเราอย่างมาก เพราะตัวตนของนักเขียนแทงทะลุกรอบของตัวบท และเรื่องเล่าออกมา การเขียนในฐานะเป็นอัตชีวประวัติที่เล่าในแบบนวนิยาย ทำให้การอ่านงานชิ้นนี้โดยไม่รู้สึกผิดที่เกลียดตัวละครในเรื่อง หรือความน้ำเน่าในบางบทแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนเขียนเรียกร้องให้คนอ่านรู้สึกอินไปกับเรื่องของตัวเอง จนทำให้การอ่านงานอย่างการวิจารณ์งาน = วิจารณ์ตัวคนเขียน/ตัวละครในชีวิตจริง

แต่ถ้ากลั้นใจมองข้ามจุดนี้ไปแล้ว และวิจารณ์ตรงๆ สำหรับเรา หนังสือเล่มนี้ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าสนใจในฐานะงานเขียนของผู้หญิง แต่่ก็เป็นการศึกษาในแง่ตัวนักเขียนมากกว่าการศึกษาชิ้นงาน งานเขียนของอุรุดาในความคิดดเห็นของเราจึงไม่ได้มีคุณค่าในตัวมันเอง ถ้าไม่ได้มองไปถึงประวัตินักเขียนหรือข้อมูลส่วนตัว งานของเธอจึงเป็นแค่การสะท้อนความรู้สึกอารมณ์ส่วนบุคคล ภาษาหรือโครงเรื่องไม่ได้เรียกร้องการตีความของคนอ่านนอกเสียจากจะนำไปผูกโยงกับความคิดของคนเขียนหรือช่วงเวลานั้น ในขณะที่แก่นสารของหนังสือไม่มีคุณค่าในตัวมันเองให้น่ากลับไปคิดต่อ นอกจากจะปฏิบัติต่องานชิ้นนี้เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ความทรงจำของอุรุดาที่มีต่อกนกพงษ์

เราอาจจะเรียกร้องมากไป แต่วรรณกรรมมากมายสามารถเป็นได้ทั้งประวัติศาสตร์ของตัวนักเขียนและมีคุณค่าในการสร้างความหมาย การเล่าเรื่อง ที่เปิดไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ แต่นวนิยายชิ้นนี้กลับมีคุณค่าเฉพาะกับตัวนักเขียนเองและเลือกที่จะเป็นแค่นั้น แต่ไม่มีประโยชน์สำหรับการอ่านการเขียนเพื่อหวังให้สร้างความหมายของภาษาในงานวรรณกรรมไทยไปสู่รูปแบบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แม้แต่กับประเด็นเรียบง่ายอย่างเรื่องความรัก ความสัมพันธ์
Profile Image for Nhischarnun Nunthadsirisorn.
126 reviews49 followers
January 21, 2018
นิยายเล่มแรกของปี
สารภาพเลยว่าไม่ได้เป็นแฟนงานเขียนของอุรุดาและกนกพงศ์
และเลือกอ่านเล่มนี้เพราะความเผือกล้วนๆ
ใช่! เรื่องราวรักๆใคร่ๆนั้นเชิญชวนให้เราเสนอหน้าไปรับรู้เสมอ!!
ชื่อเสียงเรียงนามในเรื่องเล่านี้มีที่เคยได้ยินบ้างและได้ยินเป็นครั้งแรกบ้าง
เราอ่านบทต่อบทได้อย่างไม่เหนื่อย แต่หิว! หิวอาหารที่บรรยายผ่านถ้อยคำ หิวภูเขาและทิวทัศน์
เราเชื่อว่าอุรุดาต้องผ่านความสาหัสสากรรจ์ทางความรู้สึกมา

การเขียนเรื่องนี้เป็นนิยาย ทั้งไม่ง่ายและไม่ยาก
มันเป็นเรื่องของเธออยู่แล้ว แน่ล่ะ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอคนเดียว
มันเป็นเรื่องที่เธอรู้จักดี ประสบการณ์อัดแน่นในเธอ
แต่เธอคงผ่านคำถามมานับครั้งไม่ถ้วนว่าจะเล่ามันออกมาได้อย่างไรและเล่าแค่ไหน

นอกเหนือจากเรื่องรักของคนสองคน ของนักเขียนสองวัย
นิยายเล่มนี้ยังเต็มไปด้วยประโยคโดนใจเรา มาร์คไว้ตั้งหลายจุดแหน่ะ
ที่จำได้แม่นคือ ... ไม่ต้องทำอะไร ทำงาน แล้วงานจะปกป้องพูจากทุกสิ่ง...

เราเห็นความไม่อ่อนข้อของนักเขียนสองคน และเราชื่นชม
จากเรื่องรักหนุ่มสาว เมื่ออ่านใกล้จบเล่มฉันเห็นความรักในงานเขียนชัดขึ้นทุกที

บางทีฉันก็คิด ถ้ากนกพงศ์ไม่ตาย อุรุดาจะเขียนแบบทุกวันนี้มั้ย
บางทีถ้ากนกพงศ์ไม่ตาย เขาจะชนะหรือแพ้ในการงานของเขาสักแค่ไหน

ไม่รู้ ไม่รู้ แต่ฉันเองก็ควรจะต้องไปทำงานของฉันบ้าง
เล่มนี้ไม่ได้สนุกจนประทับจิตตรึงใจ แต่มันมีเนื้อหาง่าย ๆ ที่ไม่ประดิษฐ์
เราขอให้สี่ดาวเลย ถือว่าเดือนนี้ได้อ่านเล่มนี้จบก็เป็นการอ่านที่มีคุณภาพอยู่นะ
เดือนหน้าจะอ่านให้มากขึ้นฮะ.

เราเอง.





Profile Image for Wannida.
125 reviews49 followers
January 20, 2018
หนังสือที่อ่านจบเป็นเล่มแรกของปี 2018 ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นหนังสือต้นปีหรืออะไรเลย แต่เป็นเล่มที่ต้องอ่านให้จบ เลยจบ แล้วก็ให้อะไรมากกว่าที่คาด

ฉันไม่อินกับเรื่องความสัมพันธ์เท่าไรนัก แต่ฉันอินเหลือเกินกับฉาก บรรยาย อาหาร วิถีชีวิตในเรื่อง ไม่ใช่อะไรหรอก อ่านแล้วมันเหมือนเห็นภาพของที่บ้าน ในสวน คนใต้ อาหารใต้ ภาษาทองแดง บ่ะ แล้วมันรีเลทน่ะ (ชนิดที่ทำให้ฉันต้องลุกมาทำแกงส้มกิน แก้ลงแดง) อุรุดาเขียนได้อย่างมีชีวิตชีวา เก็บรายละเอียด ละเมียดละไม และใช่แล้ว มีน้ำเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบที่สุดในเล่ม คือพาร์ทการดิ้นรน ค้นหา ตัวตนการเขียน แล้วเธอค้นพบ! เธอพบน้ำเสียงของตัวเอง น้ำเสียงในการเขียนที่เป็นเอกลักษ���์ และเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด
เหมือนอย่างที่เธอบอก
"ในการเขียนเราไม่อาจเป็นคนอื่น และภาษาย่อมมาจากทัศนียภาพชีวิตเรา"
ฉันเอง ที่ก็เป็นคนพยายามเขียน อยากเขียนให้ดี ก็เหมือนมองเห็นตัวเอง ที่ดิ้นรนอยู่กับการเขียน แม้จะยังไม่เทียบเท่า แต่ก็ให้รู้สึกมีเพื่อน ไม่โดดเดี่ยวกับการ "ทรมานอันแสนหวาน" กับการเขียนนัก น้ำตาก็ไหลเป็นพักๆ ด้วยความรู้สึกว่า ฉันเข้าใจ มันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก (ซึ่งจุดนี้อุรุดาเล่าออกมาได้ดีมาก ต้องผ่านการบีบคั้น เข้าใจตัวเองเท่าไหนกันนะถึงเล่าได้ชัด กระชับ กินความขนาดนี้) แต่นั่นแหละ การเขียนมันยาก แต่เราก็ยังอยากจะทำ ฮือ

อ่านแล้วก็อยากไปตามอ่านเล่มอื่นๆ ของอุรุดา และอยากกลับไปอ่าน ยามเช้าของชีวิต อีกรอบ น่าจะอินกว่าเดิม
Profile Image for ดินสอ สีไม้.
1,075 reviews179 followers
July 6, 2017
ตัวตนของอุรุดาอยู่ในหนังสือเล่มนี้เต็มไปหมด ..

ภาษาของอุรุดาสวยมาก ตัวอักษรมีความรู้สึก
มันสั่นไหว สะท้านสะเทือนขณะเล่าเรื่อง
เราชอบวิธีเล่าของเธอด้วย มันไม่ได้ทื่อๆ ซื่อตรง
แต่มันค่อยๆ ดึงความรู้สึกนึกคิดของเราออกมา
Profile Image for MonoNoAware.
268 reviews36 followers
June 24, 2025
ฉันเริ่มอ่านและอ่านจบในช่วงปลายของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่สายฝนโปรยปรายแทบทุกวัน

“สะเทือนใจ อ่อนไหว ยวบยาบเป็นบางช่วงบางตอน ไม่เศร้า ไม่หน่วง ไม่ดิ่ง แต่อินไปกับทุกเรื่องราวที่คุณอุรุดาเล่าออกมา”

ฉันหลงรักหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่เริ่มอ่านจนกระทั่งอ่านจบ ฉันรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งในความหมายที่ว่า นครศรีธรรมราชคือบ้านเกิดของฉัน น้ำตกอ้ายเขียว หรือน้ำตกในเขียวนั้น ฉันก็เคยไปอยู่หลายครั้งหลายครา นพพิตำ กรุงชิง ฉันก็เคยแวะเวียนไปอยู่บ้าง และวิถีชีวิตที่คุณอุรุดาได้เอื้อนเอ่ยในหนังสือนั้น คือสิ่งที่ฉันคุ้นเคย ไม่ว่าคุณอุรุดาจะกล่าวถึงสิ่งใดในระหว่างที่ใช้ชีวิตกับคุณกนกพงศ์ ฉันรู้จัก และฉันเข้าถึง

คุณอุรุดา ทำให้ฉันอยากกินแกงเลียง กับน้ำพริก ซึ่งเป็นเมนูที่น้อยครั้งมากๆ ที่ฉันจะนึกถึง หรือแทบไม่เคยนึกถึงเลยด้วยซ้ำ ระหว่างอ่านได้ครึ่งเล่ม ฉันก็ออกไปหาผักมาทำแกงเลียง ซึ่งแม้จะได้มาจากตลาดก็ตาม แต่ฉันก็คิดนะ ว่าถ้าฉันอยู่ที่บ้านเกิด ผักพวกนั้นน่ะหรือ ฉันแค่เดินออกจากบ้านไปก็ได้ผักมาเต็มกำมือ เหมือนคุณอุรุดาที่แค่เดินไปสวนหลังบ้าน

คุณอุรุดา ทำให้ฉันอยากกินแกงกะทิไก่กับกล้วยเถื่อน และฉันก็รีบตอบแม่โดยทันทีที่แม่ถามว่ากลับบ้านรอบนี้อยากกินแกงอะไร ซึ่งแกงกะทิไก่กับกล้วยเถื่อนไม่เคยจะอยู่ในความคิด เพราะทุกครั้งที่กลับบ้าน เมนูแกงส้มหมูหยวกกล้วยคือเมนูแรกเสมอที่แม่จะทำให้กิน

ผักกูด ใช่ ฉันอยากกินผัดผักกูดมาก และฉันก็ได้กิน แต่เป็นผักกูดลวกกินกับขนมจีนน้ำยาฝีมือแม่ แต่เดี๋ยวเมนูผัดผักกูดคงต้องมาอย่างแน่นอนในไม่ช้า

“หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา” เล่มนี้ คุณอุรุดาเล่าถึงความรักที่มีต่อคุณกนกพงศ์ได้อย่างลื่นไหล สวยงาม เรียบง่าย น่าติดตาม ไม่มีช่วงไหนเลยที่เบื่อหน่าย ไม่มีตอนไหนเลยที่ต้องเร่งอ่านเพื่อให้ได้รู้เรื่องราวในบทต่อไป อ่านจบแล้ว ก็ไม่รู้สึกเหมือนจบ ฉันรู้สึกอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่ให้จบ ซึ่งฉันไม่เคยมีความรู้สึกนี้เลยต่อหนังสือเล่มไหนมาก่อน แบบที่อ่านจบก็คือจบ กับบางเล่มที่อยากกลับไปอ่านซ้ำ

แต่กับเล่มนี้มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ฉันอยากอ่านมันอีก อ่านมันอีกต่อไปเรื่อยๆ อ่านเรื่องราวชีวิต วิถี ความรัก และความงดงามต่อไปแบบไม่ให้จบ แต่ไม่ใช่การกลับไปอ่านซ้ำ เพื่อดื่มด่ำเหมือนหนังสือเล่มอื่น ไม่ใช่ แต่ฉันอยากอ่านเรื่องราว ที่เป็นเหมือนชีวิตประจำวันของคนสองคน ของนักเขียนสองคนไปเรื่อยๆ แบบนี้ทุกวันๆ แม้ทุกวันของพวกเขาจะมีชีวิตประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ แต่นั่นแหละ มันทำให้เรียกว่าวิถีชีวิตประจำวัน ตื่นนอน ชงกาแฟ ออกไปหลาด ซื้อกับข้าว ทำกับข้าว ก่อกองไฟ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เดินขึ้นลงระหว่างชั้นบนและชั้นล่าง ปาร์ตี้บ้างกับเพื่อนฝูง และกิจกรรมก่อนนอนของคนสองคน “มีเซ็กส์”

ฉันชอบที่คุณอุรุดาพูดถึงความคลั่งรักคุณกนกพงศ์ตลอดทั้งเล่ม และฉันก็ชอบคุณกนกพงศ์ที่แม้ไม่แสดงออกหรือเคยพูดคำว่า “รัก” คุณอุรุดาออกจากปากเลยสักครั้ง แต่เขากลับแสดงออกในมิติความคลั่งไคล้ในเซ็กส์กับคุณอุรุดา ฉันว่าเรื่องเซ็กส์ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่มนุษย์มักไม่พูดถึง ว่ามันเป็นสิ่งที่ประคับประคองความสัมพันธ์ของมนุษย์หรือครอบครัวไว้ได้ ถึงแม้อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคนก็ตามที

อ่านจบ เหมือนไม่จบ เหมือนแค่พักไว้ครึ่งทาง ฉันอยากอ่านต่อ แม้ว่าภาคต่อจะเป็นชีวิตของคุณอุรุดา ที่ไม่มีคุณกนกพงศ์แล้วก็ตามที แต่ฉันอยากอ่านต่อจริงๆ

___________

“วรรณกรรมทำให้เราเข้าใจมนุษย์และชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่อย่างหมดจด แต่อย่างน้อยก็มากกว่าไม่มีวรรณกรรม” (หน้า 197)
Profile Image for bubblemustard.
166 reviews22 followers
June 23, 2023
เราได้รู้แล้วว่าท่วงทำนองของภาษามันเป็นยังไง หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ

สวยงาม ละเมียดละไม และเป็นจังหวะเฉพาะตัว เรื่องเล่าเรียบง่าย ใจความสำคัญแทรกไว้ทุกในตัวอักษร เข้าใจเลยว่าความรู้สึกที่ท่วมท้นจากนักเขียนส่งต่อมาถึงคนอ่านมันเป็นแบบนี้นี่เอง

สารภาพว่าเราไม่ค่อยอ่านงานเขียนของคนไทย น้อยมาก เล่มที่เคยอ่านที่พอจะนึกออกล่าสุดก็คือความสุขของกะทิ แล้วก็นึกไม่ออกแล้ว แต่บอกเลยว่าหลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราตกหลุมรักงานเขียนของคนไทยเข้าเต็มๆ

หนังสือเล่มนี้ เรายืมจากแอป TK read สะดุดตากับชื่อหนังสือมากๆ (จริงๆ เคยเห็นชื่อหนังสือมาผ่านๆ นานแล้ว) พอเห็นเอ้า ยืมได้ ก็เลยกดยืมมา ใช้เวลาอ่านสามวัน แอบเสียดายที่ได้อ่านเวอร์ชั่นอีบุ๊ค ถ้าได้จับรูปเล่ม แผ่นกระดาษ ต้องอินมากกว่านี้ (ที่อินมากอยู่อล้วแน่ๆ)

ภาษาของคุณอุรุดาสวย ในเล่มมีการกล่าวถึงน้ำเสียงของตัวเองในงานเขียน ใช่เลย เห็นภาพมาก เพราะเรากำลังอ่านอยู่นี่ มันเป็นเสียงเรียบๆ สงบ แต่หนักแน่น ตัวตนและน้ำเสียงในตัวหนังสือของคุณอุรุดาถูกถ่ายทอดออกมาชัดเจน อ่านแล้วนึกภาพตามได้ไม่ยาก กลิ่นฝน สวน ทุเรียน เงาะ บรรยากาศบ้านเช่าสองชั้น หม้อหุงข้าวสนาม ลานทราย ทุกอย่างเห็นภาพชัดได้ไม่ยากเลย การเดินเรื่องในช่วงแรก บอกตรงๆ ว่าชวนเขินมากๆ 5555555 อ่านไปเขินไปด้วย และคุณอุรุดาเขียนโดยเล่าสลับกับปัจจุบันบ้างเป็นบางช่วง ไม่ทั้งหมด เลยเข้าใจเลยว่าทำไมถึงตั้งชื่อว่าหยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา

เนื้อเรื่องอิ่มเอมใจสำหรับการเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ+นิยาย อินได้ไม่ยาก รู้สึกไปตามที่คุณอุรุดาบรรยายไว้ง่ายมาก บางอย่างอินจนแบบ ฮึ่ย อะไรของคุณกนกพงศ์เนี่ย !? แอบโมโหเบาๆ 555555 ทุกตัวอักษรมีความรักและคิดถึงแทรกอยู่ ทั้งๆที่เราไม่รู้จักนักเขียนสองท่านนี้มาก่อน แต่คุณอุรุดาเขียนให้คนอ่านงานของตัวเองหน้าใหม่ๆ รู้สึกเหมือนว่ารู้จักเขามานานได้ เก่งจริงๆ

สำหรับเราเล่มนี้ ดีมากๆ อ่านแล้วรู้สึกสงบ เราจะอ่านงานเขียนของคนไทยอีกหลายๆ เล่มแน่ๆ อาจจะเลือกเล่มที่อ่านง่ายๆ อย่างเช่นนิยายรักก่อน 55555555 แล้วค่อยขยับไปเรื่อยๆ ดีใจจัง ได้เจอหนังสือเปิดโลกการอ่านของเราอีกเล่มแล้ว :)

ปล.หนังสือเล่มนี้ทำให้เราอยากกินแกงเลียง! แกงส้ม! ปลาสลิดทอด! น้ำพริก! ผักต้ม! ขนมโก๋! และทุเรียนกวนมากกกกกกมากกกกกกกกก
Profile Image for Pawit Mahattanasing.
88 reviews33 followers
March 31, 2019
ผมรู้สึกพลุ่งพล่าน และไม่สามารถเขียนโดยไม่สปอยเนื้อหา แต่ก็จะพยายามสปอยให้น้อยที่สุด ซึ่งก็ทำได้โดยเขียนถึงแค่เฉพาะประเด็นเล็กๆ น้อยๆ น่ะนะ ผมนึกถึงบทกวีของไม้หนึ่ง ที่เขียนว่า "...ตายได้ดี พี่ชาย ตายได้ดี..." จำรายละเอียดไม่ได้ละ แต่สื่อสารประมาณว่า สังคมมันเปลี่ยนแปลง มีความยอกย้อน คุณค่าความดีความงามมันแปรเปลี่ยน แล้วคนแบบกนกพงศ์คือ... ใช้คำว่าไอดอลได้ไหมหว่า กึ่งๆ จะเป็นไอคอนน่ะนะ เมื่อตายไปแล้วความเป็นไอดอล เป็นสัญลักษณ์ของความดีความงามจากการเป็นนักเขียนในแบบของเขา มันก็ยังคงความดีงามยิ่งใหญ่อยู่ตรงนั้น คือสังคมมันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก จนแม้แต่ไอดอลที่เราเห็นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่หลายๆ คนก็กลายเป็นอะไรที่กลับตาลปัตร ยกตัวอย่าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หงา คาราวาน ฯลฯ ที่สมัยหนึ่งเป็นไอดอลสำหรับหลายๆ คน แต่ดูตอนนี้สิ ฮ่าๆๆ ขอไปอ้วกแป๊บ คือถ้าไม่อยู่ในบรรยากาศช่วงนั้นผมก็ไม่รู้จะบรรยายให้เห็นภาพยังไง สมมติว่าเราเกิดในยุคทีเลดี้กาก้าตายไปแล้วอะนะ เราก็คงไม่เข้าใจลึกซึ้งหรอกว่าเลดี้กาก้ามีอิทธิพลต่อผู้คนยังไง อันนี้คือการสมมติให้เห็นภาพคร่าวๆ

ในเรื่องช่วงหลังๆ กนกพงศ์เหมือนน้อยใจว่า งานของเขาแม้แต่เพื่อนที่เคยอ่านอย่างตื่นเต้นก็ไม่ค่อยจะให้ความสนใจอีกต่อไป หรือกลุ่มคนที่เขาต้องการสื่อสาร น่าจะเรียกว่าชนชั้นกลางได้นะ ก็มีงานจากนักเขียนซึ่งมีความสดใหม่ (ในตอนนั้น) เป็นรูปแบบใหม่ น้ำเสียงใหม่ ต่างจากเขา และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างขวางกว่า ก็คงไม่ต้องเว้นชื่อหรอก อ่านดูก็รู้ว่าคือปราบดาหยุ่นนั่นแหละ ตอนนั้นกำลังมาแรง แต่ในความที่เข้าถึงกลุ่มแฟนๆ ที่กว้างขวาง ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าแฟนๆ ของเขาอ่านงานของเขาอย่างซีเรียสขนาดไหน ส่วนหนึ่งเพราะพี่แกหล่อด้วยไง+มีแฟนเป็นดารา ฮ่าๆๆๆ อันนี้ก็ขำนิดหน่อย ไม่รู้ว่ากนกพงศ์จะนึกถึงจุดนี้หรือเปล่า คือมันคาบเกี่ยวมากว่าแฟนๆ ของปราบดาหยุ่นเป็นแฟนงานเขียน หรือติดตามเพราะความหล่อเหลาภาพความเป็นเซเลป ภาพลักษณ์ของเขาออกแนวๆ ขบถๆ นิดหน่อย มันก็คงมีสเน่ห์สำหรับสาวๆ อะนะ อิอิ สำหรับคนที่บอกว่าไม่เห็นจะหล่ออะไร คือคุณไม่เข้าใจนะ ถ้าได้อยู่ในบรรยากาศช่วงนั้นคุณจะเข้าใจ ที่น่าตกใจก็คือ ช่วงนั้นบรรดานักเขียนจะมีแวดวง มีกลุ่มเฉพาะของพวกเขา แต่ปราบดาหยุ่น มาจากนอกแวดวง แล้วดังขึ้นมาไง

มีคติในแวดวงนักเขียน หรือมุมมองที่มีต่อนักเขียนในยุคก่อนๆ ซึ่งผมคิดว่าบ่มเพาะมาจากนักเขียน หรือศิลปินระดับโลกในอดีต ประเภทที่ว่าเขียนจนตาย พยายามให้สำเร็จหรือไม่อย่างนั้นก็ตายไปเสียเลย เขียนอย่างทะนงองอาจ เขียนด้วยชีวิต เขียนอย่างเบ่งกล้าม อะไรทำนองนั้น ยกตัวอย่างจากแวดวงอื่นหน่อยนึง แวนโก๊ะ เขาก็มุ่งมั่นอุทิศเวลาของชีวิตเพื่องานศิลปะอะไรไป มีธีโอ น้องชายซับพอร์ต เออ เห็นภาพเปรียบเทียบ กนกพงศ์กับเจน อะไรแบบนั้น เมื่อเราอ่านประวัติศิลปินผู้ประสบความสำเร็จและหนทางอันยากลำบากที่เขาเผชิญ ความยากลำบากตรงนั้นสร้างภาพโรแมนติก คือความคิดว่า นักเขียนสร้างงาน อุทิศเวลา อุทิศชีวิต ตรากตรำทำงานหนัก ทั้งที่สุ่มเสี่ยงกับความสูญเปล่า ตรงนั้นเหมือนมีประกาย ความยิ่งใหญ่ ความสูงส่ง เป็นแบบนักเขียนใน Hunger มุ่งมั่นที่จะเป็น หิวโหย ซมซาน ก้าวร้าว รวดร้าว เท่เหลือหลาย ทีนี้อุรุดาฉายภาพให้เราเห็นจากมุมมองอีกด้าน ซึ่งน่าตื่นเต้นมากนะเมื่อเราได้รับรู้เรื่องราวจากมุมมองนั้น

คติเรื่อง ความยิ่งใหญ่ ความมุ่งมั่น ความสูงส่ง ของนักเขียน ไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อเฉพาะตัวนักเขียนรุ่นต่อๆ มา แต่ส่งถึงคนรอบตัวของเขาด้วย ส่งถึงนักอ่านด้วย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ใครๆ ก็อยากจะร่วมขบวนแห่ของทีมแชมป์ ความคาดหวังของแฟนๆ มันกดดันนะเฮ้ย โดยเฉพาะกับงานเขียน มันไม่ใช่งานที่ชั่งตวงวัดคุณค่าได้ แม้แต่งานที่นักเขียนเห็นว่าดีแล้ว แต่คนอ่านอาจจะไม่ชอบ หรือไม่อ่านเลยก็ได้

ความเรียบง่าย ใช้คำง่ายๆ ของผู้เขียนนั้นยั่วล้อกับความยาก ความขรึมขลัง ถ้าเราจะฟุ้งไปเองอาจบอกได้ว่ายั่วล้อความยาก ความขรึมขลังแบบนักเขียน(ชาย)ทั้งหลาย แม้ความคงเส้นคงวากับน้ำเสียงที่ดูจริง มีสเน่ห์ ทำให้บางช่วงรู้สึกว่าผู้เขียนอาจไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น (ยั่วล้อ) แต่ถึงที่สุดผมคิดว่าผู้เขียนตั้งใจ (ยั่วล้อ) เอ๊ะ!

หรือแม้แต่หากเราคิดว่า ...จะเรียกว่าอย่างไรดี ถ้าเป็นนักเขียนชายอาจจะเรียกว่า "เขียนให้ดูหล่อ" ถ้าเป็นนักเขียนหญิงเรียกว่า "เขียนให้ดูสวย" จะได้ไหม ถ้าหากคิดในมุมนั้นว่าผู้เขียน บิด "ให้ดูสวย" นั่นก็ยังน่าทึงอยู่ดี ดีงามอยู่ดี

เรื่องเกี่ยวกับรางวัลซีไรต์ มีแง่มุมที่ตลกแบบร้ายๆ งานของอุรุดานั้นดีจริง แม้จะไม่ได้ซีไรต์ก็ตาม (แต่งานกนกพงศ์ได้ซีไรต์) ซึ่งพอคิดเปรียบเทียบกันมันก็ขำๆ ดี ผมคิดว่างานรางวัลซีไรต์แทบทั้งหมด ผมใช้คำว่าแทบทั้งหมดเพราะผมไม่ได้อ่านทั้งหมด งานรางวัลซีไรต์แทบทั้งหมดมีบุคลิกแบบขรึมขลัง แบบกนกพงศ์ (อาจจะช่วงต้น) ทั้งนั้นเลย แต่ถ้าสักวันหนังสือเล่มนี้หรือนักเขียนเกิดได้รางวัลสำคัญขึ้นมา มันก็จะเป็นอะไรที่ดีไปอีกแบบ ในแง่ที่ว่า... ผมหมายถึงมันจะเป็นซีนที่สวยงาม นี่ผมก็ฟุ้งซ่านล่วงหน้าไปก่อน เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้รางวัลอะไรเลยก็ตาม ก็ยังสวยงามอยู่ดี

ตอนอ่านที่ วาด รวี เขียนถึงแง่มุมที่ว่าเหนือชั้นกว่าเงาสีขาว ผมยังคิดว่า กล่าวเกินจริงไปหรือเปล่า หลังจากอ่านแล้วผมก็ค่อนข้างโน้มเอียงน่ะนะ แต่ผมจะไม่ตัดสินล่ะ ผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลต่อคำกล่าวนั้น

ผมไม่คิดว่าการที่ใครจะมีบุคลิกแบบที่เรียกว่าไม่มีวุฒิภาวะไม่มีความเป็นผู้ใหญ่จะเป็นเรื่องอ่อนด้อย ไม่ว่าจะเลือกทางที่พร้อมจะตายไปกับความมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงหรือตายไปกับความหวังที่สูญสิ้น หรือเลือกทางที่พยายามอยู่ให้ได้ดีที่สุดกับสิ่งทีมีหรือสิ่งที่เหลืออยู่ ผมไม่คิดว่าการเลือกทางไหนเลวหรือดีไปกว่ากัน ถ้าเป็นคนรักของเรา เราก็คงอยากให้อยู่ต่อใช่ปะหล่ะ เออในมุมนี้อาจจะจริงก็ได้ บางทีความรักมันก็ทำให้โจทย์ชีวิตเปลี่ยน ตรงประโยคนี้อันที่จริงผมอยากหลีกเลี่ยง ไม่อยากเขียนอะไรเลี่ยนๆ แบบนี้เลยให้ตายเหอะ
Profile Image for รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์.
Author 11 books109 followers
August 31, 2017
สนุกดีครับ แต่ยังสงสัยอยู่ว่าถ้าคนที่ไม่ได้แวดล้อมในบริบทของกนกพงศ์ เช่น เคยอ่านหนังสือของกนกพงศ์จะอ่านรู้เรื่องไหม ส่วนแฟนคลับอย่างผมก็ฟินไปสิครับ ฮา
Profile Image for Nithiwadee Hochueai.
5 reviews1 follower
September 30, 2018
เหมือนแอบอ่านไดอารี่เพื่อน อ่านจบแล้วรู้สึกว่า ชื่อเรื่องช่างเข้ากับเนื้อในจริงๆ เป็นหนังสือเล่มแรกในรอบหลายปีที่อ่านแล้วติดงอมแงมจนต้องหยิบติดมือไปทุกที่
Profile Image for MT.
643 reviews84 followers
March 8, 2024
ถ้ามีนักเขียนหญิงไทยที่เขียนงานautofictionดีๆแบบสุวรรณี สุคนธาอีกคนก็คงดีในยุคนี้ แต่สู้มีนักเขียนหญิงที่ไม่ต้องเป็นคนที่สองหรือทายาททางจิตวิญญาณของนักเขียนคนใดคนนึงมันจะไม่ดีกว่าหรือ ?

- เป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับงานชิ้นนี้ที่ไม่ถูกgatekeeperจากสนพ.ใหญ่ รวมถึงรางวัลซีไรต์ตีตกงานที่ฟังดูไม่วรรณกรรมเสียเลยอย่าง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เราว่าเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ สำหรับ "คนๆนึง (ซึีงผันตัวเป็นนักเขียน)" ที่อยากจะเล่า อยากจะบอก หรืออยากจะเผยอะไรก็ตามแต่ มากน้อยแค่ไหนในชีวิตของตนรวมถึงความสัมพันธ์ที่ฟังดูชวนjuicyกับคุณกนงพงค์ ด้วยน้ำเสียงและท่าทีของตัวเองแบบนี้โดยไม่แคร์ว่าคนจะมองยังไง รวมถึงกรรมการซีไรต์ปีนั้นเองด้วยที่เลือกให้งานชิ้นนี้อยู่ในshortlistเดียวกับพี่แหม่มและอ.อารยาที่งานอาจดูเข้าทางเวทีมากกว่า ไม่รู้ว่าให้เข้าไปเพราะเจตนาใด (เพราะกระแสพลังผู้หญิงหรือเพราะงานมีพาดผิงถึงเวทีตัวเอง ?) แต่เราว่าเป็นเรื่องดีและดูเปิดพรมแดนวรรณกรรมร่วมสมัยของไทยจริงๆ

- เราว่าส่วนนึงที่ทำให้เราอินงานเล่มนี้มากๆเพราะ ปีที่แล้วได้อ่านsimple passionของannie ernauxไปด้วยแหละ คือเธอเป็นนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศสที่body of workคือเรื่องราวในชีวิตตัวเองตั้งแต่เด็กยันแก่ งานเธอหลายๆชิ้นreflectทุกอย่างในชีวิต บวกกับยุคสมัยที่ผ่านมาตามแต่ละช่วงวัยของเธอ(อาทิเช่น ช่วงการทำแท้งยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายในช่วงวัยรุ่น) งานในภาพรวมทุกเล่มจึงqualifiedพอที่ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม แต่กับspกลับเป็นงานที่ดูส่วนตัวและไม่มีความเป็นวรรณกรรมแต่ใดเลยถ้าเทียบกับงานเล่มอื่นๆ เพราะทั้งเรื่องว่าด้วยชายหญิงนิรมามคู่นึงซึ่งแอบเป็นชู้กัน(อารมคล้ายๆin the mood for love) อาจมีเพียงสำนวนที่ละเอียดละออและการพรรณาถึงสภาวะตลคเท่านั้นที่ดูqualified กลับมาที่งานคุณพูซึ่งเนื้อเรื่องอาจจะมาทรงคล้ายๆกันกับsp แต่คุณพูนั้นเทียบกับคุณอานนี่ไม่ได้เลยในเชิงรสวรรณกรรมรวมถึงผลงานในภาพรวม ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้เราชอบงานคุณพูเล่มนี้มากๆ พอมันไม่อยู่ในขนบหรือพยายามจะเป็นอะไร งานมันเลยท้าทายคนอ่าน สนพ รวมถึงเวทีซีไรต์ว่าqualityของงานเล่มนี้ในฐานะ "literary fiction" "วรรกกรรมแห่งอาเซียน" หรืออะไรก็ตามแต่ ว่าคุณค่าของมันคืออะไรกันนะ ฉันตีพิมพ์เพราะอะไร ฉันให้เข้ารอบเพราะอะไร ฉันอ่านเพราอะไร ยิ่งเราอยู่ในยุคที่นักเขียนไทยเริ่มหันมาทำself-publishมากขึ้น มีniche marketเป็นของตัวเอง ขายเป็นebookบ้าง ขายเป็นเล่มบ้าง จนเผลอๆกำลังซื้อของสนพ.เล็กๆเหล่านี้สู้กับสนพ.ใหญ่ๆได้หมดแล้ว การอ่านงานเล่มนี้ในตอนนี้มันเลยดูเป็นอะไรที่visionaryดีสำหรับมติชนนะ เพราะหลังงานเล่มนี้ วรรณกรรมไทยร่วมสมัยมันเลยเป็นเรื่องของน้ำเสียงและประเด็นที่จะอยากเล่าจริงๆ โดยไม่ได้แคร์ภาษาหรือcriterionแบบวรรณกร๊รมวรรณกรรมอะไรแล้ว แต่ก็น่าเสียดายที่มติชนเองก็ไม่ได้ตีพิมพ์งานน้ำเสียงแบบหยดน้ำหวานออกมาอีก คือมันอาจมีเรื่องราวแบบนี้น้อยมากๆ แต่เรายังอยากให้สนพ.สำรวจงานน้ำเสียงแบบนี้ในหลายๆมุมเหมือนกัน แต่ก็นั้นแหละ งานแบบนี้ได้ตกไปอยู่ในself pubที่เป็นเพเยอร์หลักในตอนนี้หมดแล้ว เรายังเชื่อว่าสนพ.ใหญ่ยังเป็นตัวแปรสำคัญอยู่ในเชิงการกำหนดและขัดเกลารวมถึงการหาคุณค่าจากวรรณกรรมที่มีน้ำเสียงของคนเจนใหม่(หรือเก่า)แบบนี้อย่างไรใเพื่อไม่ให้ถูกตีตราว่างานน้ำเสียงเหล่านี้เป็นเพียง นิยายประโลมโลก นิยายใต้เตียงชาวบ้าน หรือ วรรณกรรมplatform หรือเป็นคอนเทนต์ดาษๆตามเว็บไซต์

- เราชอบความการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดของนิยายเล่มนี้มากๆ แม้จะมีการเฉลยไว้ล่วงหน้า แต่นิยายทั้งเรื่องมันยังคงดำรงอยู่ไปเรื่อยๆไม่ต่างในหนังเรื่องthe eternal sunshine of spotless mind ต่างหน่อยตรงที่คู่พระนางเรื่องนั้นกำลังถูกลดความทรงจำออกไปหมด แต่กับเรื่องนี้คือการเดินทางนั้นยังไม่มีสิ้นสุด ตราบเท่าที่ความทรงจำยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องจริง เรื่องแต่ง รวมถึงเรื่องที่ยังไม่เคยเล่าที่อยู่ในหัวคุณพู คิดว่าคงมีอะไรอีกมากที่นิยายสี่ร้อยหน้าเล่มนี้ไม่สมรบรรจุเข้าไปได้ นักอ่านเป็นเพียงสักขีพยานแค่ในบางช่วงขณะและโมงยามนึงระหว่างคนทั้งสองเท่าที่คุณพูอนุญาติแค่นั้นแหละ

- ชอบความsubversiveเรื่องความเป็นเพศหญิงของคุณพูในเรื่องมากๆ เราว่ามันมีมิติที่ดีที่เธอทั้งยอมและไม่ยอมที่จะอยู่ในนักฐานะนักเขียนหญิง(ถ่ามกลางนักเขียนชายฉกรรจ์) หรือในฐานะเด็กของกนกพงค์ คุณพูจึงใช้วรรณกรรม ในการโต้กลับ หยอกล้อ รวมถึงสยบยอมกับสิ่งเหล่านี้ได้ชวนหัวแต่ก็ลึกซึ้งดี ทั้ง การพูดถึงเรื่องสถานะทางการเงินระหว่างอยู่ที่คีรีพรหม(ค่าต้นฉบับที่ไม่พอยาไส้ จนต้องไปขอเงินแม่มา) การมองกนกพงค์ด้วยfemale gazeจัดๆ(เอวและหน้าที่เบาะบาง) การทำให้คุณกนกพงศ์เป็นmuseในงานเขียนตัวเอง การล้อเลียนความเป็นนักเขียนซีไรต์ของคุณกนก ความเป็นวรรณกรรมของงานเล่มจึงผลิบานออกมาจากเรื่องเล่าเหล่านี้ งานชิ้นนี้เลยจริงใจและโดนเส้นเรามากๆ

- ชอบความnonlinearของงานเล่มนี้มากๆ มันดูมีความหลังสมัยใหม่ดี ตัวตนในอดีตกับตัวตนในปัจจุบันฟังดูเป็นคนเดียวกัน แต่เธอทั้งสองไม่ใช่คนเดียวกัน คุณพูในปัจจุบันและคุณพูในอดีตไม่เคยมาบรรจบกันและเพื่อมาเป็นอุรุดา โควินท์ได้จริงๆ (อย่างน้อยก็ในงานชิ้นนี้) สำหรับคนที่เคยผ่านการเล่าแบบนี้จนเอียน แต่งานเล่มกลับนี้กลับให้อะไรใหม่ๆกับเราได้ ก็ถือว่าประเสริฐมากแล้ว เชฟ คิส
Profile Image for Prapatsara.
34 reviews6 followers
July 19, 2017
ความทรงจำและการใช้ชีวิตของนักเขียนหนุ่มตลอดกาล จากมุมมองที่เราจะไม่มีวันได้รู้จากหนังสือของเขาเอง หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคนรักของเขา หากงานเขียนของเขาเล่าถึงเหตุผล หนังสือเธอเล่าถึงความรู้สึก เขาเป็นคนที่(อาจเรียกได้ว่า)เย็นชา เธอคือคนที่อ่อนไหวใส่ใจรายละเอียด หนังสือของเขาจะไม่ค่อยเล่าถึงเรื่องความรัก แต่หนังสือของเธอจะเล่าถึงความรัก (ที่ร้อนแรงด้วย!)

อ่านเพลินมาก อินไปกับความทรงจำเก่าๆ บังเอิญว่าอ่านเล่มนี้ในหน้าฝน ทำให้เข้าถึงบรรยากาศฝนเดือนพ.ย. ที่ตกแบบโหมกระหน่ำที่หุบเขาฝนกลางไพร ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันยาวนานนับสัปดาห์

ตอนที่เธอโกรธ เราก็เคืองเขาไปด้วย ตอนที่เธอรัก เราก็ชื่นชมเขาตาม

พีคที่สุดคือตอน ที่เธอข้อเท้าพลิก เพราะช่วยนำทางให้เพื่อนของเขา ตอนกลางคืนกลางป่า แต่เธอยังต้องลากตัวเองลงมาจากภูเขา ทั้งๆที่รู้ว่าการฝืนแบบนั้นมันเจ็บมาก แต่เขากลับไม่แสดงความห่วงใย ไม่ถาม ไม่แบก ให้เดินลงคนเดียว ข้อเท้าบวมมาก จนมาถึงบ้านเพื่อน และเพื่อนต้องบอกว่า ปล่อยให้เดินบดลงมาแบบนี้ได้ยังไง ทรมานแย่...น้ำตาไหลแหมะ อย่างห้ามไม่ได้ คนอะไรช่างใจร้าย
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Woravich Sittiwang.
15 reviews31 followers
January 22, 2018
เสน่ห์ของการอ่านเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าตอนจบ แต่เป็นเรื่องเล่าระหว่าง 300 กว่าหน้า 5 ปีในขณะนั้นและ 10 ปีที่จากมา
ยอมรับว่าขณะอ่าน ตั้งแต่บทแรกจนบทสุดท้าย นอกจากจะได้ยินเสียงฝน ยังได้กลิ่นของความรัก ความคิดถึง ปะปนกับความเจ็บปวด ความตายไปพร้อมกันอย่างผะอืดผะอม วิธีเล่าเรื่องตัดสลับระหว่างอ��ีตที่หอมหวานแต่แสนรวดร้าว และปัจจุบันที่ต้องเข้มแข็ง บอกเล่าความพยายามอย่างสาหัสสากรรจ์ที่เธอจะเย็บบาดแผลที่กลัดหนองกองเลือด ซึ่งผ่านมาเนิ่นนานแต่ไม่เคยลดระดับความเจ็บปวดลง แม้จะเจียนตายหรือใช้เวลากว่าสิบปีเพื่อนั่งร้อยด้าย แต่เพื่อที่จะต้องก้าวข้าม ยอมรับ และเติบโต ไม่มีเหตุผลที่ต้องไม่ยอมเปียก..สักวันมันจะแห้งไป ฉันทึ่งและนับถือกับความแกร่งนี้
และสิ่งที่ถูกจริตที่สุดคงเป็นภาษาแบบอุรุดาที่แสนจะเรียบง่ายแต่ต้องมนต์ ไร้ความพยายามแต่ดูทรงพลัง แม้ว่าช่วงแรกจะปรับอารมณ์ไม่ถูก แต่ผ่านไปหลายบทมันกลับชวนให้เราลงดิ่งสู่ทุกห้วงอารมณ์ของเธอ ทั้งสุขสันต์หรรษาหรือเศร้าใจ อยากใส่ผ้าปาเต๊ะ จัดบ้านทำครัว เย็บปลอกหมอน แม้แต่ร่วมรัก.. แต่มีอีกอย่างที่ฉันยังไม่กล้าทำเหมือนเธอ คือร้อยด้ายเย็บบาดแผลของตัวฉันเองบ้าง
Profile Image for YuzuChu.
300 reviews20 followers
January 28, 2025
ความอ่อนโยนของพี่เหมือนดอกหญ้าริมทาง เบ่งบานในทุกสภาพอากาศ ไม่อาจบังคับให้เบ่งบาน เรียบง่าย สามัญ และอายุสั้น


ให้คะแนนยากมากกก กับอะไรก็ตามที่ Based on True Story ตอนแรกว่าจะให้ 4 แต่ปัดให้ถึง 5 เพราะทำฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นได้ เก่ง 🥹👍

เผลออ่านยิงยาวเพราะคุณกนกพงศ์โคตรเหมือนพ่อฉัน ไอ้การไม่บอกว่ารัก เฉไฉ ไขสือ แล้วปัดเป๋ไปบอกว่าก็อยู่ด้วยกันมาตลอด, อายุ 40 แล้วไม่บอกรักหรอกแทนเนี่ย การอ่านเรื่องนี้ทำให้ลืมไปเลยอะว่านี่มีปมไม่ชอบอ่านงานที่ตัวเอกเป็นนักเขียน แล้วเรื่องนี้มีนักเขียนตั้ง 2 คน ไม่สิ เพื่อนเขาก็นักเขียน มีนักเขียนเต็มไปหมดในเรื่องนี้!!555

เพิ่งเคยอ่านงานคุณอุรุดาเป็นครั้งแรก ภาษามีเอกลักษณ์และอ่านเพลินมาก บางคำตลกด้วย อารมณ์ขันของเราคลิกกันนะเนี่ย ทุกคำที่ใส่มาครบจบในตัวมันเอง ไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความ ไม่กี่พยางค์ที่เขียนลงไปสื่อครบจบทุกอย่างแล้ว ทุกคนรู้ตอนจบเพราะเกริ่นไว้ก่อนเข้าเรื่องราวและจากปกหลัง ก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือยด้านที่น่าหลงใหล เปี่ยมไปด้วยศรัทธา และด้านที่น่าเบือนหน้าหนีของตัวนักเขียนหนุ่มที่จากไปเช่นกัน

สำหรับความรักในเรื่องนี้ ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นเรื่องจริง เราก็คงต้องขอกระซิบด้วยภาษาชาวบ้านว่า Toxic มาก เห็นแก่ตัวตามคำเคลม นี่คือผู้ชายที่ถ้าแกล้ง ๆ เอาไปปรึกษาศิราณีคนดังเมื่อไหร่ หลายคนรวมถึงฉันด้วยอาจเชียร์ให้คุณอุรุดาเลิกกับเขาซะ คุณต้องรักตัวเองนะคะ พูดได้แหละ คุณเขาก็จะเลิกตั้งหลายครั้ง 😂 แต่ก็นะ นี่คือชีวิตจริง ก็คนมันรักอะ

ถ้าชีวิตนี้ไม่ได้รักเขา ก็ไม่อาจเป็นตัวเราที่รักตัวเองได้อย่างทุกวันนี้
.... มันได้ฟีลประมาณนั้นแหละ

ไม่ว่าจะสิ่งที่เขาทิ้งไว้ ทุกอย่างที่ได้สอนไป และช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันทำให้เกิดเป็นผลงานชิ้นนี้รวมถึงเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าจดจำและตราตรึงในอนาคต ถึงได้ชื่นชมว่าสุดยอดมากที่เปิดเปลือยด้านที่ไม่น่าเข้าหาและน่าน้อยใจของเขาให้คนอ่านได้เห็น แต่ก็ทำให้เข้าใจในเวลาเดียวกันว่ามีความอ่อนหวานซุกซ่อนอยู่ในนั้น แม้ไม่ได้บอกคำรักแต่กลับแสดงออกทุกครั้งด้วยการกระทำและผลงานที่ทิ้งเอาไว้ คือเข้าใจอะว่าทำไมถึงรักมากจนแทบจะถวายชีวิตขนาดนี้ และบางช่วงเวลาก็เกลียดชังคนคนนี้อย่างสุดหัวใจเหมือนกัน

มันไม่ได้มีแค่การเชิดชูหรือระลึกถึงตัวนักเขียนที่จากไปจนมีแต่ด้านดี ๆ แต่มีตัวตนของคนที่คอยอยู่เคียงข้างอย่างเธออยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเป็นมุมมองที่เราชอบพอสมควรเลย คุณอุรุดาไม่ได้จมหายไปกลายเป็นเพียงคนรักของนักเขียนดัง หรือเป็นแม่บ้านพ่วงสถานะนักเขียนที่อุทิศตนคอยสนับสนุนอำนวยความสะดวกคนบนชั้น 2 อยู่ทุกวี่วันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แต่เธอโดดเด่นและแสดงคุณค่าของตัวเองออกมาด้วยความมั่นใจ เป็นตัวตนที่เข้มแข็งเอามาก ๆ

มีการปกป้องและเคารพความเป็นหญิงด้วยกัน ทั้งกับตัวเอง แม้กระทั่งแฟนเก่าของคุณกนกพงศ์ และชื่นชมว่าทุกคนคือหนึ่งในคนรักเจ้าของความทรงจำอันงดงามของนักเขียนท่านนั้น เราประทับใจจุดนี้แบบ...มาก (แต่ดีเทลการเลิกราที่ลงในเรื่องก็ไม่ค่อยน่าเข้าข้างสักเท่าไหร่ คบซ้อนเพราะไม่กล้าเลิกไรงี้ แต่ก็อะ ๆๆ ชีวิตคนเรา ผิดพลาดกันได้ แต่จะให้อภัยมั้ยก็อีกเรื่อง)

และเข้าใจว่าคงไม่ได้เล่าหมดทุกอย่างหรอก ก็เป็นมุมมองของมนุษย์สองคนไป ต่างเคยทำพลาดและเรียนรู้ด้วยกันทั้งนั้น อย่างเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะบรรยายเยอะหน่อย ส่วนเรื่องที่ตัวเองมีส่วนผิดก็จะบรรยายน้อย ๆ เข้าไว้ มีความละอายใจเล็ก ๆ แอบซุกซ่อนอยู่ในถ้อยคำไป และพูดถึงแบบไม่เจาะลึกมากนัก ซึ่งเข้าใจได้ นี่คือหนึ่งในเรื่องราวจากปลายปากกาของเธอเหมือนกัน เป็นชีวิตของเธอ เรื่องของเธอ ตัวเขาในสายตาเธอ และมุมมองของเธอที่มีต่องานเขียนและความเปราะบางของเขากับเธอเวลาถูกรัดรึงและผูกมัดด้วยหน้ากระดาษเหล่านี้ ตัวตนความเป็นนักบัญชีของเธอที่ไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องเงินให้อยู่ได้ด้วยความเชื่อใจ ซึ่งขัดแย้งกับตัวคุณกนกพงศ์ผู้ไม่ชอบพูดเรื่องเงินทองอย่างรุนแรงเป็นอะไรที่ซี้ดดดดมาก

เราชอบซีนเวลาคุณอุรุดาพูดถึงแม่เป็นพิเศษ ทั้งตอนที่บอกว่า 'สำหรับแม่ ฉันคือลูกผู้สามารถแพ้ได้หมื่นพันครั้ง' และ 'ฉันไม่แคร์ถ้าใครจะทักว่าโทรม แต่ต้องไม่ใช่แม่ ความห่วงใยของแม่สั่นคลอนฉัน' เป็นประโยคที่อ่านแล้วก็จึ้กเข้ามาในใจจนน้ำตาคลอเหมือนกันค่ะ

และพอจะเข้าใจ บางอย่างในเนื้อเรื่องคงตั้งใจสงวนไว้ ให้มีแค่ตัวเองที่รู้เท่านั้นตอนได้กลับมาอ่านเพียงลำพัง ดีใจที่ได้อ่านนะคะ

ส่งท้าย อ่านละแอบได้แรงบันดาลใจอยากจับปากกาเขียนเหมือนกันนะ นี่ไม่เคยเขียนนิยายมาก่อนเลย แต่อ่านแล้วดันเกิดความคิดว่าอยากเขียนขอบคุณกับเล่าชีวิตตัวเองแบบนี้ในช่วงบั้นปลาย ทุกปีอาจสรุปชีวิตตัวเองมาเขียนเก็บไว้ แล้วค่อยเอามารวมเป็นหนังสืออนุสรณ์ไว้แจก ณ งานศพตัวเองในภายภาคหน้า แต่งบพิมพ์ไม่น่ามี จะทำเป็นไฟล์ pdf อัปขึ้น drive ให้ลูกหลานไปแปะ qr code ไว้หน้าโลง ฝากฝังคนเก่งเทคโนโลยีสักคนเอาไปอัปลง meb ให้อ่านฟรีก็ไม่เลว *เป้าหมายชีวิต UNLOCK*

เขาประสบความสำเร็จในการเขียนแล้วนะ อย่างน้อยเรื่องราวของเขาก็ให้ข้อคิด ช่วยปลอบประโลมการสูญเสียในแบบที่เข้ากับเราพอสมควร แล้วก็ช่วยผลักดันคนอื่นได้ด้วย :)
Profile Image for Satang Cottoncandy.
156 reviews58 followers
May 23, 2023
ในหนังสือเขียนไว้ว่าเป็นนวนิยาย แต่ก็เหมือนบันทึกความทรงจำเสียเหลือเกิน ก็ไม่ผิด เล่มนี้เขียนจากประสบการณ์​ของผู้เขียนนี่นา อ่านจบแล้วชอบ ชื่อหนังสือเหมาะกับเรื่องนี้จริงๆ มีทั้งความรักและมีเรื่องที่ทำให้มีอารมณ์​ด้านลบ และเสียน้ำตา

ไม่สามารถเขียนเรื่องย่อคร่าวๆ ได้ บอกได้แค่ว่าเป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวความรักแ��ะอย่างอื่น ระหว่าง "ฉัน" และ "พี่" ในเรื่อง นักเขียนหนุ่มสาว ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพรหมคีรี เริ่มตั้งแต่ก่อนรัก ใครคนหนึ่งจากไป และหลังจากนั้นอีก 10 ปี

เป็นเรื่องที่เราจับโครงยากมาก จะบอกว่าเล่าตามไทม์ไลน์ก็ไม่ใช่ ตัวหนังสือของผู้เขียนค่อยๆ พาเราไหลไปกับเขา บางบทบางตอนมีทั้งอดีต ปัจจุบัน​(ในเรื่อง) ตัดสลับกันอย่างแนบเนียน แค่พูดถึงประเด็นเดียวกันทั้งอดีต ปัจจุบัน​ก็ยึดโยงเกี่ยวพันกันไปหมด เป็นความทรงจำ และประเด็นที่อยากพูดถึง?

เพราะสรรพนามที่ใช้เล่าเรื่องคือ "ฉัน" และเหมือนคุยกับ "พี่" ตลอดทั้งเรื่อง ตอนอ่านรู้สึกเหมือนแอบอ่านบันทึกของใครอยู่เลย😂 เป็นการเล่าเรื่อง "พี่" จากมุมของ "ฉัน" มันไม่ได้มีแค่ความรักในความสัมพันธ์ มีอีกตั้งหลายสิ่งหลายอย่าง พบว่า "ฉัน" น่านับถือมาก เข้มแข็งสุดๆ เป็นเราทำไม่ได้

เรารู้ตั้งแต่แรกว่าใครตาย แต่การเลือกที่จะไม่เขียนว่าเขาตายยังไง โมเมนต์นั้นเป็นยังไงแม่ง... ชอบนะ เป็นหนังสือที่เราอมยิ้มให้กับมันมากกว่าอารมณ์​เสียหรือเศร้านะ ที่ชอบอย่างนึงคือบทอัศจรรย์​ เป็นการเขียนแบบที่เราแทบจะไม่ค่อยได้อ่าน

ปล. อ่านเรื่องนี้แล้วได้เปิดเน็ตดูด้วยว่าขนำแปลว่าอะไร 555
2 reviews4 followers
June 1, 2019
ไม่ถูกใจสำนวนภาษา การเว้นวรรค
แต่โดยรวมแล้วประทับใจมาก
เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองนักเขียน เธอ(ผู้เขียน) และคนที่เธอรัก ภายในบ้านเช่าหลังหนึ่งในชนบทของนครศรีธรรมราช ภายใต้เงื่อนไขการใช้ชีวิตที่ขึ้นกับเงินตราอย่างน้อยที่สุด
Profile Image for Bellbomb Bellbomb.
Author 14 books14 followers
November 17, 2017
ไม่แน่ใจว่าครั้งสุดท้ายที่อ่านนิยายซึ่งคนเขียนพูดถึงตัวเอง พูดถึงความรักในการพัฒนางานเขียน และกับทางเลือกในการใช้ชีวิตซึ่งผลักดันโดยความฝัน ความทะเยอทะยานส่วนตัว และความต้องการเป็นที่ยอมรับโดยที่คนในครอบครัวไม่เข้าใจนั้นคือเมื่อไหร่ ถ้าหากนึกครั้งสุดท้ายไม่ออก มันอาจหมายความว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราได้อ่านเรื่องราวแบบนี้ และด้วยสำนวนการเขียนที่เฉียบคม บ่มเพาะจากประสบการณ์ ผ่านกาลเวลาที่กลั่นออกมาจนตกผลึก สำหรับหลาย ๆ คน นี่อาจเป็นหนังสือที่ผู้เขียนอุทิศให้อดีตคนรักซึ่งเป็นนักเขียนระดับตำนานในวงวรรณกรรมไทย แต่ในมุมมองส่วนตัวของเรา นี่คือเรื่องราวการใช้ชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งที่เลือกเติบโตในเส้นทางที่เลือกเอง เผชิญทั้งช่วงเวลาที่ดีและร้ายอย่างเข้มแข็งและด้วยพลังชีวิตที่เปล่งประกายจนน่าตะลึง และก้าวผ่านช่วงเวลาอันเศร้าหมองเพื่อเป็นนักเขียนที่ยังคงยึดมั่นแนวทางของตัวเองไว้ได้แม้กาลเวลาและสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนไป แบบที่สำนวนภาษาอังกฤษเรียกว่า “against all odds” อย่างแท้จริง

หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตาอาจได้รับการจัดหมวดว่าเป็นนิยายรัก แต่สำหรับเรา เราคิดว่ามันควรอยู่ในหมวดบทเรียนชีวิตซึ่งซึมซับและย่อยได้ง่าย แต่ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของเนื้อหาและอารมณ์ในเรื่องลงไปเลย
Profile Image for Looktaan.
26 reviews3 followers
January 25, 2021
เหมือนแอบอ่านไดอารี่ของคนอื่นอยู่ เปิดเพลงคาราบาวไปอ่านไปยิ่งอินมาก55555
ชอบที่ระหว่างเล่าถึงอดีตแล้วตัดมากับความรู้สึกปัจจุบัน ทั้งสุขทั้งทุกข์ในเวลาเดียวกัน อ่านแล้วอยากไปพักกับธรรมชาติ หนีจากเมืองไปใช้ชีวิตกลางป่า ถึงแม้เราจะไม่เคยอ่านหนังสือของสองนักเขียนนี้เลย แต่เล่มนี้เหมือนทำให้เรารู้จักสองคนนี้มากขึ้นมากๆ ยิ่งอ่านหนังสือของนักเขียนเรายิ่งอยากอ่านหนังสืออื่นๆเพิ่มเข้าไปอีก
Profile Image for Nakwan sriaru.
80 reviews21 followers
November 5, 2018
นามธรรมต่างๆ กัดกินคนเราได้มากแค่ไหน เรื่องเล่าของนักเขียนเล่มนี้พอจะมีคำตอบรูปธรรมให้นิดหน่อย
Profile Image for Arthit Thamachart.
15 reviews4 followers
December 3, 2018
“ไม่ว่าน้ำตาชนิดใด หากเรากลืนลงท้อง มันย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเลือดเนื้อให้เราหยิบมาใช้ในยามเหมาะสม”

หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา
อุรุดา โควินท์ – เขียน
---------------

แพ้ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ยอมให้กับคำที่ประกอบรวมแล้วครบความสวยงามสมบูรณ์จริงๆ อยากอ่านตั้งแต่ตอนทราบข่าวว่าพี่พู อุรุดาจะเขียนเป็นตอนๆ ลงนิตยสาร แต่ด้วยนิสัยเป็นคนไม่ชอบอ่านอะไรทีละนิด เลยรอจนรวมเล่มทีเดียวค่อยว่ากัน วันเปิดตัวหนังสือที่ช่างชุ่ยก็ไม่รอช้าไปร่วมด้วย ที่สุดกลับมีเหตุให้ไม่อาจอยู่ต่อได้จนต้องผละตัวออกมาก่อนการเสวนาจะจบลงด้วยซ้ำ แต่นับว่าโชคดีที่ยังได้หนังสือเล่มนี้ติดมือกลับบ้านมาด้วย

เป็นความโชคดี ถือเป็นเรื่องดีจริงๆ ที่ได้อ่าน ไม่เกินหวังและไม่ผิดไปจากหวัง ทั้งที่ปกติยามเราคาดหวังสิ่งใดไว้ ผลที่ได้กลับมามักตรงข้ามเสมอ แต่เล่มนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ผมอ่านรวดเดียวอย่างราบรื่นและจบในสามวัน (400 กว่าหน้า) ด้วยเรื่องที่ง่าย งาม ร่วมด้วยภาษาของผู้เขียนที่จริง ชื่อ ตรง น้อยประดิษฐ์ ทำให้ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ในการตาม จริงๆ เราไม่รู้สึกว่าต้องตามเลยด้วยซ้ำ เพราะความรัก ความสัมพันธ์ บรรยากาศ คราบน้ำตา กลางหุบเขาฝนโปรยไพรนั้นมีพลังมากพอให้ตกหลุมหล่นร่วงสู่เรื่องราวของคนสองคนได้ไม่ยาก

นิยายที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงเรื่องนี้ทำให้เชื่ออย่างปราศจากข้อสงสัยว่าพวกเขารักกันจริงๆ รักกันอย่างยากยิ่งจะอธิบาย แม้ทั้งสองจะเป็นนักเขียนที่มีคลังคำมหาศาลอยู่ในหัวก็เถอะ แต่เรากลับไม่พบท่อนความแจกแจงพยายามให้คนอ่านเชื่อในความรักของเขาทั้งคู่อย่างลงลึกใดๆ จากตัวผู้เขียน เธอทำเพียงพูดความรู้สึกและถ่ายทอดมันออกมาอย่างซื่อและตรงกับความรู้สึกที่สุด และนั่นทำให้คนอ่านรู้สึก ส่วนฝั่งชายในมุมที่ถ่ายทอดโดยคนรักของตนนั้นไม่มีแม้คำรักหลุดออกมาจากปากตัวละครนักเขียนหนุ่มแห่งหุบเขาคนนั้นเลยสักคำ (ซึ่งฝ่ายหญิงก็ตอกย้ำความเป็นหญิงในภาพจำว่าคำรักนั้นสำคัญและขอได้โปรดเอ่ยออกมาเถอะ) แต่ด้วยความรู้สึกที่อวลอยู่ในเล่ม กลับทำให้คนอ่านรับรู้ได้ถึงความรักอย่างสุดที่จะรักชัดเกินกว่านิยายที่พรั่งพรูฟูมฟายด้วยคำรักเกลื่อนกราดหน้ากระดาษเรื่องอื่นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

ส่วนตัวผมพบพี่พู (ผู้เขียนและผู้หญิงของเรื่อง) ตามงานเสวนาวรรณกรรมต่างๆ ทักทายไหว้ลาอยู่หลายครั้ง ส่วนคุณ “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” (อดีตคนรักของผู้เขียนและผู้ชายในเรื่อง) นั้นยิ่งห่าง เพราะรู้จักผ่านงานเขียนของท่านเท่านั้น ไม่เคยเจอตัวจริง กระนั้น คนสนใจวรรณกรรมไทยย่อมทราบเรื่องความรักของคนทั้งสองมาบ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เรื่องระหว่างเขาทั้งคู่ถูกเล่าจากหนึ่งในเจ้าของเรื่องโดยตรง ชอบหลายวรรคทองที่อธิบายความสัมพันธ์ได้ครบความเบ็ดเสร็จในเล่มนี้มาก ยกตัวอย่างข้างล่าง

“ฉันเกลียดความคิดถึงซึ่งไม่สามารถจัดการกับน้ำตา กับใจหวิวไหวเจียนขาด กับมือสั่นเทา กับความหนาวเหน็บเข้ากระดูก ทั้งหมดจะมลายไปหากพี่กอด แต่อ้อมกอดของพี่อยู่ไหน ยิ่งต้องการ อ้อมแขนยิ่งลอยห่าง”

“การอยู่ห่างคนรัก กับการคบหากับคนที่หมดรัก เป็นความทรมานทัดเทียมกัน เราอาจอดทน กำความดีไว้ในมือซ้าย แต่มือขวากวักเรียกปีศาจทุกตน ใช่! เพราะหัวใจของเราอยู่ในนรก”

“ฉันไม่สามารถแยกสามสิ่งออกจากความสัมพันธ์ของเรา การเขียน ความปรารถนาในร่างกายของกันและกัน และสายฝน ใครจะนิยามมันอย่างไรไม่รู้ สำหรับฉัน มันเป็นหนึ่งเดียวกับความรัก”

“แต่นั่นล่ะ พี่ไม่จำเป็นต้องรู้ หลังจากส่งฉันที่สถานีรถไฟ เราจะกลายเป็นคนอื่น อันที่จริงเราก็อยู่แบบคนอื่นตั้งแต่ต้น เว้นเสียแต่ตอนที่อยู่บนร่างกายของกันและกัน”

“ฉันเห็นตัวเองหมอบราบใต้ฝ่าเท้าแห่งรัก ไม่ใช่พี่ที่ฉันศิโรราบ-เป็นความรัก เพราะจำนนเสียแต่แรกมันจึงเอาฉันอยู่หมัด เมื่อตกหลุมรัก ฉันไม่สนใจว่าพี่เป็นใคร มีเงินเท่าไหร่ เราจะเผชิญกับอะไรในเดือนหน้า ไม่เกี่ยวว่าพี่เป็นคนดีหรือคนเลว และไม่สำคัญเลยว่าพี่ดีต่อฉันหรือเปล่า”

ฯลฯ

ไม่ต้องกังวลสำหรับคนที่ไม่รู้จักเขาทั้งสอง บอกได้เลยว่าคุณสามารถอ่านเรื่องนี้โดยไม่ต้องมีภูมิรู้เกี่ยวกับพวกเขามาก่อนได้อย่างสบาย ด้วยเรื่องราวงดงาม ท่ามกลางองค์ประกอบที่งดงาม ไม่เป็นปัญหาใดๆ ต่อคุณเลย คุณอ่านมันในฐานะนิยายเรื่องหนึ่งได้อย่างปกติ เอาแค่ฉากก็คุ้มแล้ว ฉากต่างๆ ในเรื่องโดดเด่นและถือเป็นตัวละครหลักสำคัญไม่น้อยหน้าไปกว่าความสัมพันธ์ คุณจะเห็นฝนตกเป็นเม็ด เป็นสาย ดอกไม้นานารอบบ้าน เสียงตอกแป้นพิมพ์ดีดดังอื้ออึงจากชั้นสอง เชื่อว่าคุณจะได้ยิน และอีกหลายเสียงหลายภาพที่ชัดมากราวกับเข้าไปนั่งอยู่ในบ้านด้วยตัวเอง

เป็นไปได้ว่าอาจเพราะเรื่องราวเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นบนแผ่นดินที่ผมคุ้นชิน จึงทำให้อินเป็นพิเศษ ภาพม่านฝน น้ำตก ความชื้น สวนสมรม ฯลฯ ไม่ต่างจากความทรงจำที่พ่อพาตะลุยไปมาเกือบทุกโตน ทุกตาด เลาะริมป่าแถบเทือกบรรทัดมาก็หลายครั้ง ภาพนั้นยังชัดแม้ผ่านมานานเหลือเกิน ยิ่งได้มาอ่านสิ่งที่ใกล้เคียงกับที่เคยประสบด้วยแล้วยิ่งทำให้คิดถึงพ่อ สารภาพเลยว่าคุณกนกพงศ์ทำให้ผมนึกถึงท่านอย่างยิ่ง ชายชาวใต้ใจใหญ่ที่ใครๆ ก็ยกให้เป็นนายหัว อารมณ์ศิลปิน สร้างงานเขียน หลงใหลชีวิตผจญภัย กับกำแพงที่ก่อสูงขึ้นรอบตัวและพร้อมจะยอมรับเฉพาะคนที่ปีนข้ามมาได้เท่านั้น ฯลฯ และอย่างยุติธรรม ความไม่เข้าพวกกับสถานที่ กับสถานะการเป็นได้เพียง “โหม้เด็ก” ในระยะแรกเริ่มของตัวละครหญิงก็ทำให้ผมนึกถึงแม่ไปคู่กันโดยปริยาย

ความยากของนิยายที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงก็คือ จะทำอย่างไรให้เรื่องที่คนส่วนใหญ่ทราบตอนจบอยู่แล้วยังคงน่าสนใจเมื่อถูกน้ำมาเล่าในรูปแบบหนังสือหรือภาพยนตร์ ซึ่งเล่มนี้ไม่เจอปัญหานี้เลย แม้เราจะทราบว่าที่สุดแล้วเรื่องนี้จบลงอย่างไร แต่รายละเอียดที่ผู้เขียนบรรจงแกะจากความทรงจำมาประกอบใหม่นั้นเต็มไปด้วยเรื่องชวนยิ้ม ชวนรู้สึก ชวนเศร้า เรารับรู้ได้ถึงความรัก ความฟูมฟายของตัวละครหญิง รู้ได้ถึงความแข็งกระด้างแต่ชัดเจนของฝ่ายชาย รู้ทุกอย่างว่าขณะเกิดเหตุการณ์นั้นกรุ่นด้วยอารมณ์และการเมืองระหว่างคนสองคนขนาดไหน แต่กลับไม่พบความเวิ่นเว้อหลุดไกลจากผู้ถ่ายทอดเลย พี่พูประคับประคองเรื่องได้สวยงามสมบูรณ์อย่างที่นิยายเรื่องหนึ่งควรจะเป็น เธอแยกอารมณ์ออกจากการทำงานเสิร์ฟคนอ่านได้ดีราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครหญิงผู้นั้นไม่ใช่เรื่องของเธอ ตรงนี้อาจเพราะประสบการณ์ของนักเขียนผู้ผ่านการเคี่ยวกรำตัวเองมาอย่างหนักหน่วง จนทำให้งานออกมานิ่งงามโดยไม่กลายเป็นอนุสรณ์คร่ำครวญถึงความรัก-คนรัก เป็นงานที่ตกตะกอนและคัดเล่าอย่างละเมียดละไมไม่ยัดเยียดให้คนอ่านรู้สึก แต่เชื่อเถอะว่าขณะอ่าน คุณจะรู้สึก

คงเหมือนท่อนความหนึ่งในส่วนท้ายๆ ของเรื่องที่ว่า “ฉันรักษาความรักไว้ได้ เพราะค้นพบวิธีที่จะปล่อยมัน”

ซึ่งพี่พูทำได้อย่างที่ว่าไว้จริงๆ
อยากให้คุณลองอ่าน

#อาทิตย์ละเล่ม
Profile Image for Kany Me.
1 review5 followers
June 2, 2021
เวลาสามวันนานแค่ไหนกัน ฉันคิดว่ามันต้องนานกว่าที่ฉันใช้-ไปจริงๆ-ในการอ่านนิยายเล่มนี้

ถ้าฉันโยนคำถามนี้ให้ พี่ก็คงจะยิ้ม และตอบกลับมาว่า "สามวันห่าอะไร มึงเริ่มอ่านตั้งแต่วันศุกร์ นี่วันอังคารแล้ว"

โธ่ พี่คะ พี่ก็น่าจะรู้ว่าเสาร์-อาทิตย์ ย่อมไม่นับ เพราะฉันไม่ได้อ่านอะไรเลย, ฉันนอน

พี่คะ พี่รู้ใช่ไหมว่าฉันชอบอ่านนิยายรัก นอกจากนิยายน้ำเน่าเล่มเล็กๆ ที่เบิกทางสู่โลกแห่งตัวอักษรในวัยเด็กแล้ว นิยายรักน้ำดี ก็เป็นอีกสิ่ง, ที่ฉันชอบ

ทว่า น่าเสียดาย ที่ยังไม่มีนักเขียนนิยายรักน้ำดีชาวไทยคนไหนเลยที่ทำให้ฉันตกหลุมรักได้ ฉันไม่เคยเฝ้ารอคอยงานประเภทนิยายรักของใครอย่างใจจดใจจ่อ

ใช่ค่ะ, ฉันเคยอ่านนิยายรักที่นักเขียนไทยเป็นผู้เขียน ไม่มากหรอก แต่ก็พอสมควร เพียงพอที่จะทำให้ฉันบอกตัวเองได้ว่า...ฉันไม่รักงานของใครเลย

ครั้นพอมีบ้างบางคนที่พอจะเข้าท่า ทว่าเล่มต่อมา เขาก็ทำลายความหวังของฉันลงเสียสิ้นด้วยงานที่ต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน ทั้งของตัวฉันเอง และของสิ่งที่เรียกว่านิยายที่ดี

มันไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่ไม่ดีพอ, สำหรับฉัน

ถึงตรงนี้ พี่ก็คงจะยิ้มอีกครั้ง และบอกว่า "อีเรื่องมาก"

แต่พี่คะ ในที่สุด ฉันก็พบมันจนได้ นิยายรักน้ำดีที่ฉันตามหามานานแสนนาน ฉันเจอมันในวันที่ฉันอายุเท่ากับคนเขียน ณ วันที่เรื่องเล่าเริ่มต้นขึ้น

ใช่ค่ะ เธอเล่าเรื่องของตัวเอง

พี่คะ หนังสือเล่มนี้แทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่กลับมีครบทุกคุณสมบัติในการเป็นนิยายรัก-เรื่องแต่งในแบบที่ฉันชอบ

ความรู้สึกที่ฉันได้รับตลอดสามวันที่ผ่านมา (บอกแล้วไงว่าเสาร์-อาทิตย์ไม่นับ) หาใช่การอ่านนิยายไม่ หากมันคือการเฝ้าดูและเฝ้ามองความทรงจำของผู้หญิงคนหนึ่ง

พี่จะเชื่อไหมคะ ถ้าฉันบอกว่าฉันได้รับขวดแก้วเล็กๆ มาใบหนึ่ง ผู้หญิงในเรื่องเล่าคนนั้นมอบมันให้กับฉัน จากนั้นเธอก็จากไป ให้อิสระแก่ฉันในการเฝ้าชมเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาของเธอและคนรัก แน่นอน, เท่าที่เธออยาก และอนุญาตให้คนนอกได้รับรู้

ฉันรับขวดแก้วนั้นไว้ด้วยความเจียมตัวระคนตื่นเต้น มือของฉันสั่นขณะยืนเผชิญหน้ากับเพนซิฟของดัมเบิลดอร์ ฉันค่อยๆ หมุนฝาขวดเปิดออก ก่อนจะรินของเหลวไร้สีนั้นใส่อ่าง ยกไม้กายสิทธิ์ที่ยืมจากแฮร์รี่ พอตเตอร์จิ้มตรงใจกลาง หมุนเพียงแผ่วเบา แล้วก้มหน้าลงไปสัมผัสกับของเหลวภายในอ่าง

วินาทีต่อมา ร่างของฉันลอยละลิ่วร่วงหล่นลงบนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

ตลอดเวลาเหล่านั้น ฉันเฝ้ามองอย่างตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ทุกภาพเหตุการณ์ชัดแจ๋วแบบฟูลเอชดี ฉันเห็นชายหนุ่ม ฉันเห็นหญิงสาว ฉันเห็นสายฝน ฉันเห็นลานทราย ฉันเห็นบ้านสองชั้น ต้นเงาะและทุเรียนสูงใหญ่ ไปจนถึงยอดอ่อนของผักกูด ได้ยินกระทั่งเสียงพิมพ์ดีด

นักเขียนซีไรต์ผู้ล่วงลับถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากความตาย-ต่อหน้าต่อตาฉัน-ผ่านความทรงจำของหญิงคนรัก

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์เป็นใคร?

ฉันพูดไม่ได้ว่ารู้จักเขา พอๆ กับที่บอกไม่ได้ว่าไม่รู้จัก เขาเป็นนักเขียนซีไรต์ไงคะพี่ ใครจะไม่รู้จักเขากัน ฉันรู้จักกนกพงศ์ เพราะ ฉันเคยอ่านแผ่นดินอื่น ใช่ค่ะ เห็นหน้าแบบนี้ ฉันก็อ่านงานซีไรต์นะ แผ่นดินอื่นเป็นรวมเรื่องสั้น ที่ฉันจำได้ ก็เพราะความยาวของเรื่องสั้นเรื่องแรกในเล่ม อาจจะพอๆ กับถนนมิตรภาพ

ในวัยนั้น ณ วันนั้น ฉันบอกตัวเองว่า...เรื่องสั้นนี่มันยาวขนาดนี้ก็ได้เหรอ? เป็นนิยายไปเลยดีไหม

พี่คะ ฉันรู้ว่าพี่ต้องเดาได้ ใช่ค่ะ ฉันอ่านทั้งเล่มไม่จบ ยอดเขาซีไรต์มันสูงเกินไป ฉันปีนไม่ไหว ฉันเหนื่อย หรืออาจเป็นเพราะในวันที่หาญหยิบมันมาอ่าน ฉันยังเยาว์เกินไป เมื่อป่ายปีนจนผ่านเรื่องแรกไปได้อย่างยากลำบาก ฉันพยายามปีนต่อด้วยเรื่องที่สอง แต่ไม่สำเร็จ

หลังจากหอบไปหิ้วมาอยู่หลายอาทิตย์ ฉันก็ยอมแพ้ นำหนังสือเล่มนั้นไปคืนห้องสมุดของโรงเรียน โดยไม่ลืมผัดผ่อนกับตัวเองว่า...วันหลังจะมาอ่านต่อให้จบ

พี่คะ พี่จะเชื่อไหม ฉันอ่านแผ่นดินอื่นในวัย 17-18 ปี ขณะเรียนชั้นมอปลาย ซึ่งเมื่อมาลองนับวันเวลาดู ก็พบว่ามันอยู่ในช่วงปี 46-47 ใช่แล้วค่ะพี่ มันเป็นระยะเวลาเดียวกับที่เรื่องเล่านี้เกิดพอดี ณ ห้วงแห่งกาลเวลาที่คู่รักคู่หนึ่งมีกันและกัน โลดแล่นอย่างมีความสุข ความรักอบอวล โอบล้อมรอบบ้านสองชั้นหลังนั้น, มันอาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้ พี่ว่าไหมคะ

เรื่องเล่าความยาว 404 หน้านั้นถือว่ายาวทีเดียว แต่สำหรับฉัน มันกลับน้อยเกินไป ฉันยังอยากรู้เรื่องราวของทั้งสองคนอีก ในบางฉากบางตอน ฉันอยากเห็นมากกว่านั้น ฉันรู้สึกว่ายังไม่พอ

ฉันรู้ค่ะพี่ ฉันเป็นเพียงผู้เฝ้าดู ฉันไร้อำนาจในการกำหนดทิศทาง ฉันได้รับอนุญาตเท่าที่ผู้เล่าอยากให้รู้ ฉันไม่ใช่เจ้าของความทรงจำ, ฉันย่อมไม่มีสิทธิ์

แต่พี่คะ ถึงกระนั้น ฉันก็พอใจค่ะ อิ่มใจอย่างยิ่ง และพี่รู้ไหมคะ ตอนนี้ฉันมีสิ่งใหม่ให้เฝ้ารอแล้ว นิยายจากปลายปากกาของอุรุดา โควินท์ นักเขียนที่เขียนเรื่องในแบบที่ฉันชอบอ่าน

นิยายรักไงคะ
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Or_O.
436 reviews108 followers
July 13, 2019
โอซื้อเรื่องนี้เมื่อสองปีก่อน (รอบจองด้วย) อ่านเมื่อสองเดือนก่อน แต่เพิ่งจบวันนี้ สาเหตุที่หยุดอ่านไปยาวเพราะความเครียดในการอ่าน
.
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจตรงกันก่อนว่า เรื่องนี้เป็นนวนิยายที่เขียนจากเรื่องจริง เพราะฉะนั้นจึงอาจเรียกอัตชีวประวัติ หรือบันทึกความทรงจำของผู้เขียน ก็ได้
.
สารภาพตามตรง ถ้าโอรู้ว่ามันสร้างมาจากเรื่องจริง โออาจจะไม่อ่าน มันง่ายกว่ามาก ที่จะอ่าน สร้างจินตภาพ ดื่มด่ำ คลอเคลีย ขณะเรื่องบรรเลง หรือวิพากษ์วิจารณ์เมื่อปิดหน้าหนังสือ ในเรื่องที่เรารู้ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นจริง
.
การอ่านเรื่องนี้ทำให้โอรู้สึกว่าตัวเองก้าวล่วงเข้าไปในดินแดนต้องห้าม บางครั้งอยู่หลังต้นไม้ บางครั้งอยู่หลังม่าน แอบมองความเป็นไปต่าง ๆ และในหลาย ๆ ครั้งก็ตัดสินความเป็นไปนั้นด้วย แม้ประตูที่ผ่านเข้าไปในดินแดนตอนแรกนั้นอาจจงใจเปิดทิ้งไว้ แต่บางครั้งเมื่อเจ้าของไม่ต้องการก็จะปิดประตูใส่หน้า ปัง!
.
โอรู้สึกเครียด กดดัน อาจมีความรู้สึกผิดเจือด้วยซ้ำ แม้ว่าตั้งแต่ต้นโอไม่ได้เป็นคนอยากจะเข้าประตูบานนั้นเลย
.
เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่คิดถึงผู้อ่านน้อยมาก กระทั่งไม่ได้คิดถึงเลยด้วยซ้ำ มันเต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก และความทรงจำที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอด มีทั้งเรื่องในวันดี ๆ และเรื่องในวันร้าย ๆ ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบที่แน่ชัด ไม่มีแบบแผน ไม่มีเหตุผล ไม่มีลำดับ ไม่มีกาลเวลา คนคนหนึ่งอาจผุดขึ้นและหายไปเมื่อใดก็ได้ เป็นใครก็ได้
.
เป็นเรื่องที่ผู้เขียนอยากเขียนและต้องการเขียน แค่นั้น
.
คนอ่านได้แค่อ่าน โดยไม่มีสิทธิ์สงสัยหรือเรียกร้อง เพราะในห้วงของความทรงจำของคนคนหนึ่งนั้น ไม่มีหน้าที่อธิบายหรือตอบสนอง
.
กลับมาที่เรื่องราวในเล่ม เรื่องเล่าถึงความสัมพันธ์ของ “ฉัน” และ “พี่” ซึ่งแทน “อุรุดา” และ “กนกพงศ์” ในวันที่พูดคุยกันครั้งแรก จนผ่านไปถึงช่วงการใช้ชีวิตด้วยกันที่พรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ชีวิตกลางธรรมชาติและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด หาผัก เก็บผลไม้ ผ่าฟืน เราจะเห็นสีเขียวของโลกแซมระหว่างตัวหนังสือ โดยมีเสียงพิมพ์ดีด เสียงขูดขีดของดินสอเป็นพื้นหลัง
.
เห็นโลกใบใหญ่ และเห็นโลกใบย่อม โลกของนักเขียนสองคนที่แตกต่าง
.
โลกของ “พี่” นั้น งานเขียนไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นตัวตน เป็นชีวิต เป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่อนปรน ส่วนโลกของ “ฉัน” นั้นต่างออกไป แม้จะเป็นตัวตนเช่นกัน แต่เป็นตัวตนที่สามารถเอนกายได้เมื่อร่างล้า หลับตาได้เมื่อต้องพัก
.
เมื่อเป็นนักเขียน จึงต้องเขียน พวกเขามีความสุขเมื่อสิ่งที่ต้องการถูกถ่ายทอดออกมาและมีผู้รับสารที่เห็นคุณค่า งานก็เหมือนตัวตน งานได้รับการยอมรับ เท่ากับตัวตนได้รับการยอมรับ
.
แต่เมื่องานเขียนเป็นงาน จึงสามารถสร้างความเหน็ดเหนื่อย กดดัน บีบคั้น ยามที่คิดงานไม่ได้ หรืองานไม่ออกมาดั่งใจ ซึ่งพวกเขาต่างเผชิญกับภาวะนี้แทบจะตลอดเวลา เป็นสภาวะหนึ่ง
.
พวกเขาเป็นนักอ่านเช่นกัน อ่านเมื่อว่างจากการเขียน เป็นทั้งผู้เสพและผู้สร้าง
.
“หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา” ชื่อเรื่องก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้อุดมสุข ตั้งแต่ต้นเราจะรู้แล้วว่า “กนกพงศ์” ได้จากไปแล้ว ตัวหนังสือเหล่านี้เป็นบันทึกจากความทรงจำและความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อเขา ระหว่างทางนั้นก็ไม่ใช่เรื่องราวความรักที่หวานซึ้งตรึงใจ อันที่จริงตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
.
โอไม่แน่ใจว่าคนที่อ่านจะรู้สึกอย่างไร หรือควรจะรู้สึกอย่างไร
.
อย่างไรก็ตาม มุมมองในเรื่องก็ทำให้เราเห็นคุณค่าและความพยายามของนักเขียนเช่นพวกเขา
.
3 ดาว
Profile Image for Polyj.
1,222 reviews96 followers
February 1, 2020
ชอบภาษาของคุณอุรุดา เป็นตัวหนังสือที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนแอบอ่านจดหมายเพื่อนที่เขียนถึงคนรัก


November 15, 2025
// เพิ่งเคยอ่านงานของคุณพู อุรุดา โควินท์ เล่มนี้เป็นเล่มแรก ชอบมากครับ
โดนป้ายยาโดยคุณอุ้ม อาทิตย์ (อาทิตย์ละเล่ม) จากช่อง YouTube ของคุณเบส กิตติศักดิ์ คงคา  👉  https://youtu.be/oKg7QZWI5wM?si=popSw... //

"น่าดีใจอย่างยิ่ง ที่ศรัทธาต่อการเขียนทำให้เรามีศรัทธาต่อชีวิต มองเห็นได้ว่าชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์ และเราหาได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งเราไม่ได้ตายไปพร้อมความว่างเปล่า

มันเป็นอย่างนี้ใช่มั้ย? ศรัทธาต่อการเขียนชักนำไปสู่ศรัทธาต่อชีวิต และเพราะมีศรัทธาต่อชีวิตนั่นเอง ทำให้เราเขียน" — p.10

[โลกหมุนรอบตัวเอง, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์]

"งานควรเป็นความรัก และเนื้อในแห่งการงานควรหลอมรวมกับตัวเราอย่างง่ายดาย" — p.22

"กองไฟเหมือนสิ่งมีชีวิต ตรงที่มันต้องการอากาศและที่ว่าง" — p.75

"ความสูญเสียนั้น หากเราไม่ยอมรับ มันจะกลายร่างเป็นปีศาจผู้โกรธแค้น เกรี้ยวกราดต่อทุกสิ่ง ไม่เว้นกระทั่งตัวเอง" — p.93

"บางครั้งชีวิตก็ล้อเล่น ส่งสายลมมาหยอกเอินเมื่อเราร้อนเจียนคลั่ง ส่งดอกไม้ให้ชื่นใจก่อนเส้นด้ายแห่งความหวังจะขาด" — p.107

"ถ้อยคำบิดพลิ้วตามความเข้าใจและสถานการณ์ ต่างจากสัมผัสซึ่งตรงไปตรงมา" — p.163

"วรรณกรรมทำให้เราเข้าใจมนุษย์และชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่อย่างหมดจด แต่อย่างน้อยก็มากกว่าไม่มีวรรณกรรม" — p.197

"ไม่มีใครหลีกหนีอ้อมกอดแห่งทุกข์และการรอคอย ไม่ต่อสิ่งนี้ก็ต่อสิ่งนั้น ทั้งอาจไม่มีใครเข้าใจมันเลย นอกจากตัวเราเอง" — p.200

"ได้ปลดเป้บ้างคือรางวัลของคนเดินป่า แค่วางลงก็เบา-เป็นความจริงแท้ แต่กับบางเรื่อง เราแบกเพื่อรับผิดชอบ เราหนักหนาอย่างเปี่ยมสุข" — p.239

"ผ่านครึ่งชั่วโมงฉันก็รู้ว่า ควรมองหาและเลือกก้อนหินเอง...เช่นเดียวกับที่อื่นบนโลก ฉันต้องหาตำแหน่งวางเท้าที่เหมาะเจาะกับก้าวย่าง, เหมาะสมกับตัวเอง
ฉันรักพี่ แต่ไม่อาจย่ำตามรอยพี่" — p.242

"วรรณกรรมกระทำได้ก็กับคนที่อ่านมันเท่านั้น และไม่ใช่ความผิดด้วย หากไม่อ่าน หรือไม่เขียน" — p.276

"เราไม่ได้ยินคำปฏิเสธ แต่รอยยิ้มที่ห่างเหินก็อาจนับเป็นการปฏิเสธหนึ่ง" — p.317

"เราเป็นแขก เป็นผู้อาศัย เป็นผู้ผ่านมา เราไม่ใช่เจ้าของ" — p.330

"มีบางเรื่องที่เราไม่สามารถกระทำ เลือกได้ หรือกระทั่งอยู่เฉยๆ เราไม่มีอิสระถึงเพียงนั้น" — p.393
Profile Image for Klin กลินท์.
230 reviews15 followers
May 18, 2020
“สนใจรับรอยจูบครับ” ข้าพเจ้าเขียนข้อความอีเมล์ตอบกลับไปอย่างสั้น ๆ ถึงร้านหนังสือที่ข้าพเจ้า Pre-order “หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา” พร้อมกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความเขินอายเล็ก ๆ และเสียงคำถามข้างในว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ ? จากข้อความที่ว่า “คุณอุรุดา โควินท์ จะแจกลายเซ็นพร้อมประทับรอยจูบในหนังสือ” โห

“ชีวิตหาหนทางได้จริง เราจะผ่านไปได้เสมอ ตราบที่ยังมีลมหายใจ หากมีสิ่งใดที่ควรหวงแหนและรักษา ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติแต่คือ ลมหายใจ” ,น.174

ข้าพเจ้าตั้งหน้าตั้งตารอคอยอย่างตื่นเต้นของการมาถึงของรอยจูบนั้น
ด้วยชื่อเรื่อง “หยดนำ้หวานในหยาดน้ำตา” ทำให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในห้วงของอารมณ์ ความรู้สึกอะไรบางอย่าง ณ ขณะนั้น ปวดร้าว ปนหวานและเศร้า ซึ่งปรากฎอยู่บนภาพปกสวย สีหวาน ๆ เจือด้วยความโศกเศร้าเช่นกันเชื้อชวนเชิญให้ข้าพเจ้ากดคำสั่งซื้องานชิ้นนี้ ไม่บ่อยครั้งนักที่ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสอ่านงานของนักเขียนหญิงและเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้อ่านงานของ อุรุดา โควินท์ เจ้าของรอยจูบสวยสีแดงที่ประทับบนปกรองด้านในเล่มนี้

ข้าพเจ้าไม่คิดว่า “หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา” จะเป็นเรื่องเช่นนี้เลยและในฐานะนักอ่านคนหนึ่งที่ติดตามอ่านงานของ “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” นักเขียนหนุ่มแห่งหุบเขาฝนโปรยไพร จนถึงเล่มสุดท้ายซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า “อุรุดา โควินท์” เป็นคนรักของเขา ด้วยเพราะส่วนหนึ่งข้าพเจ้าให้ความสนใจที่ผลงานของนักเขียนมากกว่าตัวตนของนักเขียนนั่นเอง (และหากใครได้อ่านเล่มนี้แล้วหลาย ๆ คนคงจะได้คำตอบเช่นเดียวกัน)

เรื่องเล่านี้ทำให้ได้รู้จักกับชีวิต การเลือกตัดสินใจ การเลือกและยอมรับการใช้ชีวิต ความมุ่งมั่น มุมมองต่าง ๆ การสร้างผลงานของ “นักเขียน” แบบศิลปินที่ยึดถือเอาศิลปะการเขียนเป็นสรณะแห่งชีวิต เป็นความรักทั้งในแบบฉบับของ “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” และ“อุรุดา โควินท์” รวมไปถึงการทบทวนตนเอง ความรู้สึก ความทรงจำ การเผชิญความจริง ตกผลึก ความพยายามและก้าวข้ามร่องรอยบางอย่างในช่วงหนึ่งของชีวิตจนถึงลมหายใจสุดท้าย เกิดใหม่และดำรงอยู่ในปัจจุบันต่อไป ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าอาจจะเป็นพลังและแรงบันดาลใจให้แก่ใครอีกหลายคนที่กำลังดำรงชีวิตอยู่เช่นกัน

นอกจากนี้งานชิ้นนี้ยังทำให้ได้เห็นวงการ ความสัมพันธ์ของนักเขียน วิธีการทำงานของนักเขียน อารมณ์ศิลปิน วิถีชีวิตของผู้คน ภาพของต้นไม้ ธรรมชาติ ป่า บ้านหลังนั้น ณ หุบเขาฝนโปรยไพร อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช บางช่วงก็ทำให้ข้าพเจ้าได้หัวเราะและจินตนาการถึงการแหลงสำเนียงใต้ และเสน่ห์สำคัญอีกประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชอบเป็นพิเศษอย่างมากคือการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศ ความรู้สึก ความผูกพัน ความรัก อารมณ์ ความทรงจำต่าง ๆ มากมายผ่านบทสนทนา คำพูดของตัวละครซึ่งนั้นทำให้เรื่องยิ่งมีชีวิต จับต้อง เป็น ๆ ได้ เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ซื่อสัตย์และนับถือตนเอง

ท่วมท้น อิสระ งดงาม มีชีวิต
และคิดถึง ระลึกถึง “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” นักเขียนหนุ่มแห่งหุบเขาฝนโปรยไพร

“วรรณกรรมทำให้เราเข้าใจมนุษย์และชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่อย่างหมดจด แต่อย่างน้อยก็มากกว่าไม่มีวรรณกรรม” พี่บอก ,น.197

อ่านหมายเลข ๓๓/๒๕๖๐ ลองหาอ่านดูครับ #หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา #อุรุดาโควินท์ #อ่าน #หนังสือ #Read #Book #อ่านไปเรื่อยๆ #IntoTheBook #อ่านแล้วอ่านเล่า #BooksBAR #AtTheReader #กลินท์แลนด์ #KlinLand #กลินท์และหนังสือ #KlinAndBooks #อ่านในใจ #ณอ่านTheReaderTheKlinLibrary ณ อ่าน The Reader- The Klin Library
Profile Image for Faraway S..
17 reviews
March 16, 2025
เรื่องนี้เป็นหนังสือที่ไม่ได้คาดหวังเลย (แต่ด้วยความสัตย์จริง สิ่งที่ทำให้เล่มนี้ควรค่าแก่การอ่านชั่วขณะนั้นคือชื่อเรื่องอันดึงดูดและด้วยนามอุรุดา โควินท์) ไม่คิด คาดเดาหรือวาดหวังอะไรไว้ในหัวเลยว่าจะเป็นเรื่องราวทำนองไหน ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยเจตจำนงเพียงว่าต้องการหาอะไรทำสักอย่างเพื่อฆ่าเ���ลา เราหยิบมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาไปช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่ระหว่างทางก็ค้นพบว่าชอบขึ้นเรื่อยๆ อธิบายไม่ได้ ไม่ใช่แนวที่ชอบเลยนะ และมันเป็นความจริง เหมือนเป็นสัจธรรมของการอ่านอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่ไม่คาดหวัง มักเจอกับบางภาคส่วนในเนื้อหาที่ทำให้รู้สึกชอบ สนใจ ใคร่รู้ไปจนกว่าจะจบ ผลลัพธ์สุดท้ายจึงอบอวลเหนือความคาดหมาย

อ่านแล้วก็รู้สึกหลายอย่าง หนึ่งในหลายอย่างที่รู้สึกคือ... อย่างแรกในภาพรวมทั้งหมด มันคือความรู้สึกหวานตรมขมปร่าที่หลงเหลือไว้ในใจเรา ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ คนเราได้มาเจอกันเพื่อใช้เวลาร่วมกันและจากกันเร็วเกินไป เราล้วนพบเพื่อพรากจริงๆ และอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดที่พรากของสำคัญของพวกเราไปก็ไม่เคยเอ่ยคำเตือน


อย่างต่อมา เราว่าอุรุดา โควินท์ก็คืออุรุดา โควินท์อยู่วันยังค่ำ นับแต่อ่านคำนำ เราไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าใครจะวิจารณ์ว่าอุรุดาอยู่ใต้เงาของกนกพงศ์ บอกตรงๆ ว่าเราไม่สนใจเรื่องราวส่วนตัวของเขาเท่าไร เราสนใจแค่เรื่องเล่าของอุรุดา คุณอุรุดาเขียนเล่าเรื่องของคุณกนกพงศ์ แต่มันไม่ใช่เรื่องของเขา เราปูเสื่อ พลิกกระดาษเริ่มต้นบทแรก และนั่งอยู่บนความคิดที่ว่า นี่คือเรื่องของอุรุดา คือประสบการณ์ช่วงหนึ่งของเธอ คือโมงยามห้วงหนึ่งซึ่งเธอเคยเผชิญ

เธอเก่งจริง เธอเจนจัดในการแบกรับอะไรหลายอย่าง เธออยู่กับชายหนุ่มที่แสนเปราะบางคนนั้นได้ยังไง เธอคว้าอิสระเสรีของเธอและตามมันไป เธอมีเจตจำนงของตนเองไม่ต่างจากเขา ถ้าคนที่ยืนเคียงกายเขาไม่ใช่อุรุดาผู้เข้มแข็ง กนกพงศ์จะผ่อนคลายยามเขียนงานได้ขนาดนั้นไหม

ยามไล่เธอออกจากพรหมคีรี สุดท้ายเขาก็ทนปล่อยเธอไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ความเด็ดเดี่ยวที่จะสูญเสียเธอไปไม่มากมายเท่าความกระหายที่จะเขียนของเขา แต่หลังจากนั้นเธอต้องอยู่ต่อ เธอต้องจดจำเขาในอีกรูปแบบหนึ่ง


คนที่เผชิญการพลัดพรากและยังต้องอยู่ต่อไป เข้มแข็งที่สุดแล้ว เธอได้มีปัจจุบัน แต่เขาไม่มีอีกแล้ว เธอได้อดทนต่อสู้ผ่านกาลเวลา และค่อยๆ ยืนหยัดขึ้นมาท่ามกลางหยาดน้ำตาในอดีต

มันเป็นหยาดน้ำตาของอุรุดาเอง คือความคร่ำครวญที่อุรุดาดื่มกิน ดังนั้นย่อมไม่มีใครสะกัดหยดน้ำหวานจากหยาดนั้นได้ดีเท่าอุรุดาอีกแล้ว
Profile Image for Chanamon Wangthip.
72 reviews9 followers
September 13, 2018
อ่านแล้วจะร้องไห้ไหม….

เป็นคำถามที่หลายคนถามตอนที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้, ไม่ค่ะ ไม่เลย - ส่วนเดียวที่ทำให้อยากร้องไห้ที่สุดคงเป็นคำนำที่เปิดเผยว่าหนังสือทั้งเล่มเป็นเรื่องราวของคนรักผู้จากไป, เพราะการจากลานั้นแสนเศร้าและยากสำหรับผู้ที่ต้องอยู่ต่อไปเสมอ โดยเฉพาะหากมันเป็นการจากลาที่ไม่มีใครตั้งใจหรือเตรียมใจ

หนังสือกลับทำให้ฉันรู้สึกในทำนองอื่น, ทำนองที่อบอวลด้วยความรัก เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล่าในโมงยามของความเศร้า แต่เป็นการที่อุรุดาหวนเล่าถึงช่วงเวลาที่ความรักยังอยู่ข้างกาย ออกจะประดักประเดิดเสียหน่อยด้วยซ้ำตอนที่เผลอรู้สึกว่ากำลังแอบสอดส่องชีวิตรักราวนิยายของคู่หญิงชายที่ฉันไม่เคยรู้จัก แตะต้องลงไปในแทบจะทุกอณูความรู้สึกเท่าที่อุรุดาเปิดเผยได้

คนรักของอุรุดาเป็นคนแบบไหน,

จากการทำความรู้จักผ่านหนังสือความยาวสี่ร้อยหน้า เขาเป็นผู้ชายประเภทที่ฉันไม่นิยม เป็นนักเขียนใหญ่ เป็นพี่ชายใจกว้าง เป็นสิ่งมีชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ - แต่อย่างที่เราน่าจะรู้กัน เขายังเป็นอีกหลายอย่างสำหรับอุรุดา และเป็นอีกหลายอย่างที่แปลกใหม่ชีวิตของเขาเองจนไม่อาจสรุปได้, ไม่ว่าจากเรื่องเล่าที่งดงามราวบทกวีของอุรุดา หรือการสรุปความของคนอ่านนิสัยห้วนอย่างฉัน



หนังสือจบเล่ม ฉันไม่อาจเข้าใจความรักนามธรรมใดๆ และไม่อาจเข้าใจความรักของพวกเขา เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งหมายจะบอกว่าความรักคืออะไรตั้งแต่ต้น มันถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิต ชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลาน เวลาที่แสนหวานและแสนเศร้า สิ่งละอันพันละน้อยทั้งที่เกิดขึ้นและหายไปภายใต้ความรักอย่างเรียบง่ายและจริงใจ, บันทึกชีวิตและวันเวลาอันมีค่าของชายคนหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง
Profile Image for TEERAWUT MAHAWAN.
101 reviews23 followers
September 5, 2019
แรกทีเดียวอยากอ่านนักเขียนไทย ผนวกกับอยากรู้จักความรักที่คุณอุรุดามีต่อคุณกนกพงศ์ อ่านลื่นมากครับเสน่ห์ของคุณพูคือใช้ภาษาพูดบรรยายความรู้สึกอย่างไม่ยี่หระ ในงานเขียนนี้เราจะสัมผัสพัฒนาการ,การแสวงหาแนวทางการเขียนของคุณพูด้วย เรียกว่าครบเครื่อง ที่จะหมั่นไส้ก็คือฉากพรรณนาความหวานนี้ล่ะ แต่อย่าลืมว่าหยาดน้ำตาต่างหากที่ผลักดันเล่มนี้เข้าชิงซีไรต์

ประเด็นของเรื่องเล่านี้ก็คือ ความรักของนักเขียนนี่ล่ะที่เป็นโจทย์ใหญ่ อะไรคือจุดที่นำพา อะไรคือความสมดุล

ประโยคที่ชอบที่คิดว่าหลายคนน่านำไปใช้ได้คือ

#ฉันรักษาความรักไว้ได้เพราะค้นพบวิธีที่จะปล่อยมัน
14 reviews1 follower
January 12, 2021
หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา เป็นเรื่องที่คุณอุรุดาเขียนจากเรื่องจริงของเธอ เราจะได้เห็นตัวตนของงคนอุรุดา และคุณกนกพงศ์มากขึ้น ได้เห็นถึงการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ของภาคใต้สมัยยังไม่มีเทคโนโลยีมากมายเหมือนปัจจุบัน การเป็นนักเขียนนั้นไม่ง่ายเลย แต่เราก็แอบคาดหวังส่วนหนึ่งจากเล่มนี้ เพราะเราคาดหวังมากเกินไปละมั้ง เพราะในเล่มไม่ได้อธิบายเพิ่มให้เรารู้ แต่ถือว่าเป็นอีกเล่มที่เราอ่านจบในเวลาอันรวดเร็ว การเขียนของคุณอุรุดานั้นอ่านง่าย เป็นกันเองมาก
Profile Image for กำพล สนธิเณร.
174 reviews4 followers
November 5, 2022
เป็นบันทึกความทรงจำช่วงชีวิตรัก มากกว่าเป็นนิยาย

เรื่องราวธรรมดา แต่เล่าได้ชัดเจนด้วยความซื่อตรง

ไม่มีจุดพลิกผัน ไม่มีจุดพีค เรียบง่าย ธรรมดา เน้นสื่ออารมณ์ ณ.ชั่วขณะนั่นของแต่ละเหตุการณ์

สำหรับผม เราไม่อาจลืมใครไปจากใจได้หรอก แม้จะเจ็บปวด มีความสุข ขนาดไหน แต่เมื่อต้องจากลา ไม่ว่าจะ จากเป็น หรือ จากตาย มันเป็นเรื่องยากเสมอ เราแค่ต้องใช้ชีวิตต่อไป พร้อมๆกับการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำเหล่านั้นให้ได้
Profile Image for Mintie_ei.
17 reviews9 followers
May 24, 2020
ชื่อเรื่องเหมือนจะเศร้าแต่ไม่ได้เศร้าขนาดนั้น เหมือนเราอ่านวิถีชีวิตของนักเขียนสองคนที่อาศัยอยู่ในพรหมคีรี บรรยากาศของหุบเขา สวนผลไม้ ฝนที่ตกตล��ดเวลา เหมือนได้เข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ ได้รู้ว่ากว่าที่หนังสืมเล่มนึงจะออกมาให้เราได้อ่านนั่น นักเขียนต้องผ่านอะไรมาบ้าง ขอบคุณอุรุดาที่ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้
Displaying 1 - 30 of 43 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.