What do you think?


Script Intro หนังสือเล่มนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของบทภาพยนตร์
หนังสือเล่มนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์
จากคนที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ สู่การใช้ภาพยนตร์เหล่านั้นเป็นตำราศึกษา หาเคล็ดลับในการเขียน จนเกิดเป็นการรวบรวมสารพัดวิธีคิด วิธีทำงานของนักเขียนบทที่ก่อให้เกิดฉากจำในตำนาน วลีอมตะ หรือบทที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นเข้าขั้นคลาสสิก
• รู้หรือไม่ว่า 'แบรด พิตต์' จะไม่ยอมรับเล่น 'Se7en' หากสตูดิโอไม่ยอมให้มีตอนจบแบบดั้งเดิม
• 'Whiplash' ได้แรงบันดาลใจมาจากฝันร้ายในชีวิตจริงของผู้กำกับ
• 'บง จุนโฮ' เคยมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับใน 'Parasite'
• 'Burning' ถูกดัดแปลงเป็นหนังความยาวสองชั่วโมงกว่าจากเรื่องสั้นแค่ไม่กี่หน้า
• 'Lost in Translation' กับ 'Her' คือภาพยนตร์ที่ซุกซ่อนความสัมพันธ์ของสองผู้กำกับเอาไว้
• ทำไมบทสนทนาในภาพยนตร์ไตรภาค 'Before' ถึงลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
'SCRIPT INTRO หนังสือเล่มนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของบทภาพยนตร์' จะพาคุณไปพบกับอีกหลายสารพัดเทคนิคของมือเขียนบท ผู้สร้างสรรค์หน้ากระดาษว่างเปล่าให้กลายเป็นเรื่องราวบนจอ
คัดสรรและแบ่งปันเทคนิคของนักเขียนบทที่ไม่ว่าคุณเป็นนักเขียนประเภทไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดย 'ทานเกวียน ชูสง่า' ผู้เขียน 'เราต่างสร้างบาดแผลให้แก่กันอยู่เสมอ' 'ทัณฑสถานชื่อชีวิต' และคอลัมน์นิสต์ผู้คลั่งไคล้ภาพยนตร์ประจำเว็บไซต์ CONT.
จากคนที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ สู่การใช้ภาพยนตร์เหล่านั้นเป็นตำราศึกษา หาเคล็ดลับในการเขียน จนเกิดเป็นการรวบรวมสารพัดวิธีคิด วิธีทำงานของนักเขียนบทที่ก่อให้เกิดฉากจำในตำนาน วลีอมตะ หรือบทที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นเข้าขั้นคลาสสิก
• รู้หรือไม่ว่า 'แบรด พิตต์' จะไม่ยอมรับเล่น 'Se7en' หากสตูดิโอไม่ยอมให้มีตอนจบแบบดั้งเดิม
• 'Whiplash' ได้แรงบันดาลใจมาจากฝันร้ายในชีวิตจริงของผู้กำกับ
• 'บง จุนโฮ' เคยมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับใน 'Parasite'
• 'Burning' ถูกดัดแปลงเป็นหนังความยาวสองชั่วโมงกว่าจากเรื่องสั้นแค่ไม่กี่หน้า
• 'Lost in Translation' กับ 'Her' คือภาพยนตร์ที่ซุกซ่อนความสัมพันธ์ของสองผู้กำกับเอาไว้
• ทำไมบทสนทนาในภาพยนตร์ไตรภาค 'Before' ถึงลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
'SCRIPT INTRO หนังสือเล่มนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของบทภาพยนตร์' จะพาคุณไปพบกับอีกหลายสารพัดเทคนิคของมือเขียนบท ผู้สร้างสรรค์หน้ากระดาษว่างเปล่าให้กลายเป็นเรื่องราวบนจอ
คัดสรรและแบ่งปันเทคนิคของนักเขียนบทที่ไม่ว่าคุณเป็นนักเขียนประเภทไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดย 'ทานเกวียน ชูสง่า' ผู้เขียน 'เราต่างสร้างบาดแผลให้แก่กันอยู่เสมอ' 'ทัณฑสถานชื่อชีวิต' และคอลัมน์นิสต์ผู้คลั่งไคล้ภาพยนตร์ประจำเว็บไซต์ CONT.
- GenresNonfiction
256 pages, Paperback
First published March 1, 2025
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 15 of 15 reviews
September 13, 2026
อ่านเพลินมากกกกก ได้ลิสต์ผู้กำกับและนักเขียนบทที่น่าสนใจจากเล่มนี้มาพอสมควรเลย
ชอบตรงที่ได้เห็นสไตล์การทำงานของผู้กำกับหรือนักเขียนบทแต่ละคนนี่แหละ บางคนก็สร้างตัวละครให้ชัดเจนเข้าไว้ เนื้อเรื่องเป็นไงค่อยลุยกัน บางคนขอมีตอนจบชัดเจนไว้ก่อน ต่างคนต่างมีเทคนิคและวิธีที่ตัวเองถนัด บางคนเน้นเขียนหลาย ๆ ดราฟต์ บางคนก็เขียนลง post-it แปะผนัง แต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน บางคนเน้นมุมกล้อง เน้นดีเทลรายละเอียดในฉาก บางคนเน้นคาร์แรคเตอร์ บางคนใช้บทพูดเป็นฉากแอ็กชั่น พูดยาวไป แรปได้แรป สาดวาจาวิวาทะให้มันส์หยดติ๋ง สนุกและได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลย
ถ้าอ่านด้วยสายตาคนในอุตสาหกรรมหนัง ก็อาจมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากให้อยากบอกเสริมเพิ่มเติมอีกหน่อย หรือข้อมูลในบางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปในสายนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้จบสายหนังมาอย่างฉัน ทุกอย่างมันดูแปลกใหม่และน่าว้าวไปหมดเลย เพลิดเพลินพอสมควรจ้ะ
บางทีก็เป็นความคิดเห็นของคนในอุตสาหกรรมหนังต่อคำว่าด้นสดเอยใด การด้นสดที่ใช้มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนบทที่บังเอิญแวบเข้ามาในหัวแล้วเข้าปากนักแสดงพอดีจนกลายเป็นตำนาน หรือย่อหน้าแสนมหัศจรรย์ให้สำนักรีวิวต่าง ๆ ได้ทำ content กัน อาจเป็น Script ที่ผ่านการคิดพิจารณา เข้าอกเข้าใจตัวละคร ผ่านการเกลาและแก้ไขมาอย่างดีเพื่อให้ออกมาเป็นธรรมชาติอย่างแนบเนียนและไหลลื่นที่สุด จนดูละม้ายคล้ายคลึงกับการ 'ด้นสด' ของจริงก็เป็นได้
ฉันชอบในจุดที่ผู้กำกับและนักเขียนบทหลาย ๆ คนในเรื่องนี้เหมือนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหยิบจับนิสัยใจคอและความคิดของตัวเองมาหาความเชื่อมโยงกับตัวละคร ซึ่งประโยคที่ฉันชอบในเล่มคือ 'ถ้าคุณหาหนทางทำให้มันกลายเป็นเรื่องของตัวเอง คุณก็ทำภาพยนตร์ได้ทุกอย่าง จะเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ยุคกลาง หรือเกี่ยวกับอวกาศก็ได้ คุณต้องหาทางเชื่อมโยงตัวเองกับเรื่องราว ถึงแม้ว่าเรื่องที่เขียนนั้น ดูเผิน ๆ แล้วจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวคุณแม้แต่น้อย'
เป็นฟีลแบบ ถ้าอยากทำหนังตีแผ่ชีวิตจิตใจฆาตกรต่อเนื่อง ก็ไม่มีใครจำเป็นจะต้องอุทิศตนลองฆ่าคนเพื่อเข้าใจหัวอกของตัวละครใช่มั้ยล่ะ เราก็แค่ลองดูว่าฉันกับนายมีอะไรคล้ายกัน รู้สึกยังไงต่อเรื่องนั้น เขาฆ่าคน แต่เราไม่เคยว่ะ เออ งั้นไหนลองเข้าอกเข้าใจเขาผ่านเรื่องราวของเราที่อาจจะเคยฆ่าปลา บี้แมลง ตบยุง อะไรทำนองนี้ดูซิ มันเป็นความเลือดเย็นชีวิตแลกชีวิตประมาณนั้นหรือเปล่า ไม่เคยมีความรักแต่อยากเขียนบทรัก? งั้นก็ลองฟังเรื่องราวจากปากเพื่อนๆ หรือเดินเข้าบาร์ไปชวนคนแปลกหน้าที่กำลังกรึ่ม ๆ คุยดู
นั่นแหละ บางความรู้สึก บางกิจกรรม บางอารมณ์ เราไม่จำเป็นต้องลองรู้สึกเองหรือกระเสือกกระสนดิ้นรนอยากลองเป็นแบบตัวละครอะ เราจับเอาแค่บางจุดมาต่อยอดและจินตนาการต่อจากนั้นเองได้ แปลกดีที่เห็นผู้กำกับและนักเขียนบทส่วนใหญ่คิดได้ แต่สำหรับนักแสดงบางส่วนนี่เหมือนจะยังหลุดไม่พ้นการต้องได้ลอง Method Acting อะไรทำนองนั้นสักครั้งซะงั้น ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยกับเม็ดตงเม็ดตอดไรงี้สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่นักแสดงชอบทำตัวแย่ในกองแล้วอ้างว่ากำลังเข้าถึงบทจริง ๆ นั่นแหละ จนแบบ เห้ย มันไม่มีใครอยากจะ Method Acting เป็นคนดีบ้างอ่อวะ เข้าวัด ทำบุญ ไหว้สวย โค้งต่ำถึงพื้น พูดเจ้าฮะทุกนาที ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่า เลี้ยงตี๋น้อยคนทั้งกองถ่ายไรงี้ ทำไมมีแต่บทชั่ว ๆ ที่ต้องใช้เทคนิคนี้เท่านั้นล่ะ?555
เอาจริง ๆ สิ่งที่ฉันม่วนจอยมาก ๆ ในเล่มคือชีวิตส่วนตัวของผู้กำกับหรือนักเขียนบทบางท่านนี่แหละ555 อย่างเรื่องผัวเมียผู้กำกับที่หย่าร้างกัน ทิ้งคำพูดสุดท้ายและความรู้สึกที่ตกตะกอนออกมาได้เป็นหนังคนละเรื่อง แถมไม่มีใครพูดออกมาอีกว่าสรุปได้ดูหนังของอีกฝ่ายมั้ย555 แต่คิดว่าลึก ๆ ก็คงแอบไปดูแหละ แค่ไม่บอกเฉย ๆ กับเรื่องราวของ Steven Spielberg ที่ฉันเพิ่งรู้ว่าแม่แกคบชู้กับเพื่อนสนิทผัว ระหว่างพาครอบครัวและผัวไปแคมป์ปิ้งด้วยกัน แล้วสตีเวนในวัยเยาว์ที่กำลังลองใช้กล้องอย่างสนุกสนานก็ดันไปถ่าย footage นี้ไว้ได้พอดี
มันน่าจะไม่ได้เป็นอะไรที่โป๊เปลือยถึงขั้นมาเป็นซีนโต๊ะในตำนานของวัดพุทไธศวรรย์ขนาดนั้นหรอก555 น่าจะเป็นฟีลอิงแอบหยอกล้อคิกคักแบบดูก็รู้ว่าไอ้สิ่งที่แม่ควรทำแค่กับพ่อ เอามาทำกับเพื่อนพ่อได้ไงวะ ประมาณนั้นล่ะมั้ง แต่อ่านละใจสั่นเลย แบบ แม่งเอ๊ย ลูกหล่อนโตมาเป็นผู้กำกับชื่อดังได้ก็บุญแค่ไหนละ แล้วสตีเวนเป็นพี่ชายคนโตที่มีน้องสาว 3 คนด้วยนะ เกิดพี่เหลวแหลกขึ้นมาทำไงอะ บ้านพังฉิบหายวายวอดหมด ดีนะไม่ใจแตก ฉันเกือบอดดูอีทีกับอินเดียน่าโจนส์ละ555555
ส่งท้าย แอบขำตรงเพื่อนสตีเวนบอกเขียนบทด้วยกันสนุกมาก แหงล่ะ เขียนเรื่องโศกฟีล Club Friday กับคนใกล้ตัวขนาดนี้ มันก็ต้องสนุกอยู่ละมะะ555
ชอบตรงที่ได้เห็นสไตล์การทำงานของผู้กำกับหรือนักเขียนบทแต่ละคนนี่แหละ บางคนก็สร้างตัวละครให้ชัดเจนเข้าไว้ เนื้อเรื่องเป็นไงค่อยลุยกัน บางคนขอมีตอนจบชัดเจนไว้ก่อน ต่างคนต่างมีเทคนิคและวิธีที่ตัวเองถนัด บางคนเน้นเขียนหลาย ๆ ดราฟต์ บางคนก็เขียนลง post-it แปะผนัง แต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน บางคนเน้นมุมกล้อง เน้นดีเทลรายละเอียดในฉาก บางคนเน้นคาร์แรคเตอร์ บางคนใช้บทพูดเป็นฉากแอ็กชั่น พูดยาวไป แรปได้แรป สาดวาจาวิวาทะให้มันส์หยดติ๋ง สนุกและได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลย
ถ้าอ่านด้วยสายตาคนในอุตสาหกรรมหนัง ก็อาจมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากให้อยากบอกเสริมเพิ่มเติมอีกหน่อย หรือข้อมูลในบางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปในสายนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้จบสายหนังมาอย่างฉัน ทุกอย่างมันดูแปลกใหม่และน่าว้าวไปหมดเลย เพลิดเพลินพอสมควรจ้ะ
บางทีก็เป็นความคิดเห็นของคนในอุตสาหกรรมหนังต่อคำว่าด้นสดเอยใด การด้นสดที่ใช้มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนบทที่บังเอิญแวบเข้ามาในหัวแล้วเข้าปากนักแสดงพอดีจนกลายเป็นตำนาน หรือย่อหน้าแสนมหัศจรรย์ให้สำนักรีวิวต่าง ๆ ได้ทำ content กัน อาจเป็น Script ที่ผ่านการคิดพิจารณา เข้าอกเข้าใจตัวละคร ผ่านการเกลาและแก้ไขมาอย่างดีเพื่อให้ออกมาเป็นธรรมชาติอย่างแนบเนียนและไหลลื่นที่สุด จนดูละม้ายคล้ายคลึงกับการ 'ด้นสด' ของจริงก็เป็นได้
ฉันชอบในจุดที่ผู้กำกับและนักเขียนบทหลาย ๆ คนในเรื่องนี้เหมือนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหยิบจับนิสัยใจคอและความคิดของตัวเองมาหาความเชื่อมโยงกับตัวละคร ซึ่งประโยคที่ฉันชอบในเล่มคือ 'ถ้าคุณหาหนทางทำให้มันกลายเป็นเรื่องของตัวเอง คุณก็ทำภาพยนตร์ได้ทุกอย่าง จะเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ยุคกลาง หรือเกี่ยวกับอวกาศก็ได้ คุณต้องหาทางเชื่อมโยงตัวเองกับเรื่องราว ถึงแม้ว่าเรื่องที่เขียนนั้น ดูเผิน ๆ แล้วจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวคุณแม้แต่น้อย'
เป็นฟีลแบบ ถ้าอยากทำหนังตีแผ่ชีวิตจิตใจฆาตกรต่อเนื่อง ก็ไม่มีใครจำเป็นจะต้องอุทิศตนลองฆ่าคนเพื่อเข้าใจหัวอกของตัวละครใช่มั้ยล่ะ เราก็แค่ลองดูว่าฉันกับนายมีอะไรคล้ายกัน รู้สึกยังไงต่อเรื่องนั้น เขาฆ่าคน แต่เราไม่เคยว่ะ เออ งั้นไหนลองเข้าอกเข้าใจเขาผ่านเรื่องราวของเราที่อาจจะเคยฆ่าปลา บี้แมลง ตบยุง อะไรทำนองนี้ดูซิ มันเป็นความเลือดเย็นชีวิตแลกชีวิตประมาณนั้นหรือเปล่า ไม่เคยมีความรักแต่อยากเขียนบทรัก? งั้นก็ลองฟังเรื่องราวจากปากเพื่อนๆ หรือเดินเข้าบาร์ไปชวนคนแปลกหน้าที่กำลังกรึ่ม ๆ คุยดู
นั่นแหละ บางความรู้สึก บางกิจกรรม บางอารมณ์ เราไม่จำเป็นต้องลองรู้สึกเองหรือกระเสือกกระสนดิ้นรนอยากลองเป็นแบบตัวละครอะ เราจับเอาแค่บางจุดมาต่อยอดและจินตนาการต่อจากนั้นเองได้ แปลกดีที่เห็นผู้กำกับและนักเขียนบทส่วนใหญ่คิดได้ แต่สำหรับนักแสดงบางส่วนนี่เหมือนจะยังหลุดไม่พ้นการต้องได้ลอง Method Acting อะไรทำนองนั้นสักครั้งซะงั้น ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยกับเม็ดตงเม็ดตอดไรงี้สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่นักแสดงชอบทำตัวแย่ในกองแล้วอ้างว่ากำลังเข้าถึงบทจริง ๆ นั่นแหละ จนแบบ เห้ย มันไม่มีใครอยากจะ Method Acting เป็นคนดีบ้างอ่อวะ เข้าวัด ทำบุญ ไหว้สวย โค้งต่ำถึงพื้น พูดเจ้าฮะทุกนาที ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่า เลี้ยงตี๋น้อยคนทั้งกองถ่ายไรงี้ ทำไมมีแต่บทชั่ว ๆ ที่ต้องใช้เทคนิคนี้เท่านั้นล่ะ?555
เอาจริง ๆ สิ่งที่ฉันม่วนจอยมาก ๆ ในเล่มคือชีวิตส่วนตัวของผู้กำกับหรือนักเขียนบทบางท่านนี่แหละ555 อย่างเรื่องผัวเมียผู้กำกับที่หย่าร้างกัน ทิ้งคำพูดสุดท้ายและความรู้สึกที่ตกตะกอนออกมาได้เป็นหนังคนละเรื่อง แถมไม่มีใครพูดออกมาอีกว่าสรุปได้ดูหนังของอีกฝ่ายมั้ย555 แต่คิดว่าลึก ๆ ก็คงแอบไปดูแหละ แค่ไม่บอกเฉย ๆ กับเรื่องราวของ Steven Spielberg ที่ฉันเพิ่งรู้ว่าแม่แกคบชู้กับเพื่อนสนิทผัว ระหว่างพาครอบครัวและผัวไปแคมป์ปิ้งด้วยกัน แล้วสตีเวนในวัยเยาว์ที่กำลังลองใช้กล้องอย่างสนุกสนานก็ดันไปถ่าย footage นี้ไว้ได้พอดี
มันน่าจะไม่ได้เป็นอะไรที่โป๊เปลือยถึงขั้นมาเป็นซีนโต๊ะในตำนานของวัดพุทไธศวรรย์ขนาดนั้นหรอก555 น่าจะเป็นฟีลอิงแอบหยอกล้อคิกคักแบบดูก็รู้ว่าไอ้สิ่งที่แม่ควรทำแค่กับพ่อ เอามาทำกับเพื่อนพ่อได้ไงวะ ประมาณนั้นล่ะมั้ง แต่อ่านละใจสั่นเลย แบบ แม่งเอ๊ย ลูกหล่อนโตมาเป็นผู้กำกับชื่อดังได้ก็บุญแค่ไหนละ แล้วสตีเวนเป็นพี่ชายคนโตที่มีน้องสาว 3 คนด้วยนะ เกิดพี่เหลวแหลกขึ้นมาทำไงอะ บ้านพังฉิบหายวายวอดหมด ดีนะไม่ใจแตก ฉันเกือบอดดูอีทีกับอินเดียน่าโจนส์ละ555555
ส่งท้าย แอบขำตรงเพื่อนสตีเวนบอกเขียนบทด้วยกันสนุกมาก แหงล่ะ เขียนเรื่องโศกฟีล Club Friday กับคนใกล้ตัวขนาดนี้ มันก็ต้องสนุกอยู่ละมะะ555
June 24, 2025
ผมนึกถึงสมัยเด็ก ที่เราจะมีเพื่อนคนหนึ่งทีเนิร์ดอะไรซักอย่าง ประมาณว่า ถ้ามีคำถามสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถามเพื่อนเรา ตอบได้หมดไม่ว่าจะลงลึกแค่ไหนเพื่อนคนนี้ตอบได้สบาย
หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนที่เนิร์ดในเรื่องหนัง
ปกติเวลาเราดูหนัง เราก็มักคุยกันว่าหนังเรื่องนี้สนุกมั้ย หรือฉากไหนที่ประทับใจ แล้วก็แยกย้ายกันไป แต่หากเราสนใจมันมากกว่านั้นจนได้รับสเตตัสเนิร์ดในเรื่องหนัง สิ่งที่เราคุยกันจะลงลึกไปกว่านั้น แบบว่าฉากนี้ถ่านกันยังไง บทแบบนี้คิดได้ไงวะ หรือผู้กำกับคนนี้ชอบทำหนังแนวไหน ซึ่งเป็นอะไรที่หาคนคุยด้วยยากมาก ถ้าไม่ได้สนใจในเรื่องเดียวกันและสนใจในระดับลงลึกเดียวกันด้วย แต่ถ้าหากเราเจอเพื่อนคนนั้นแล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าบทสนทนาเรื่องหนังระหว่างกัน จะเป็นอะไรที่ทำให้เราลืมเวลา จนคำว่าเสียเวลาเป็นคำเพ้อเจ้อไปในทันที
อยู่ดีๆ เพื่อนคนนั้นก็เดินมาถามเราว่า "รู้มั้ยว่าบทหนังพวกนี้ เขียนมาได้ยังไง"
"ไม่รู้เลยวะ" ผมตอบไปแบบคาดหวังเบาๆ
เพื่อนคนนั้นก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เขาเลยยิ้มมุมปาก พร้อมบอกผมว่า "งั้นเดี๊ยวเราเล่าให้ฟัง"
Script intro เป็นหนังสือของเพื่อนเนิร์ดหนังที่อยากพูดคุยกับเพื่อนเนิร์ดหนังด้วยกัน ว่าด้วยเบื้องหลังของบทภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องว่ามีที่มาอย่างไรบ้าง
ผมว่าหนังหลายๆเรื่องในเล่มนี้ ทุกคนน่าจะรู้จักหรือเคยได้ดูมาหมดแล้ว หรือหากไม่เคยได้ดู การได้อ่านเรื่องราวเบื้องหลังของ script แต่ละเรื่องก็อาจทำให้อยากตามไปหาดูหนังเรื่องนั้นได้ไม่ยากเลย
ในหนังแต่ละเรื่อง ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวของตัวมันเองซึ่งเป็นที่ไปของบทหนังชิ้นนั้นๆ มือเขียนบทแต่ละคนมีวิธีการในหาพล็อตเรื่อง วิธีการทำงาน แตกต่างกันออกไป แต่ซึ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามือเขียนบททุกคนมีร่วมกัน และอาจจะเป็นหัวใจของการเขียนบทหนัง นิยายหรืองานเขียนทุกประเภทก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ได้ คือ งานชิ้นนั้นต้องเข้าใจธรรมชาติความเป็นมนุษย์ว่า ในสถานการณ์เหล่านั้น มนุษย์ตาดำๆควรจะมีวิธีคิด หรือตอบโต้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นอย่างไร
มือเขียนบทบางคนใช้วิธีการแสดงออกผ่านสิ่งที่ตัวละครเลือกที่จะทำ เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวละครนั้น แต่บางคนเลือกใช้วิธีการไม่แสดงออกเพื่อสื่อถึงมิติความเป็นตัวละครเหล่านั้นแทน ไม่ว่าวิธีการจะแตกต่างกันไปอย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญก็ไม่เคยหนีพ้น ความเป็นมนุษย์ที่ถูกถ่ายทอดออกมา มือเขียนบทคนใดที่เขียนบทได้ "ถึง" ในเรื่องนี้ เมื่อบวกกับพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ และผู้กำกับที่ฝีมือถึงเช่นเดียวกันในการถ่ายทอดตัวอักษรของบทภาพยนตร์ให้กลายเป็นภาพได้อย่างไม่ตกหล่น รับประกันได้เลยว่าหนังเรื่องนั้น จะต้องดีงามและประทับใจคนดู ดังเช่นภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ถูกนำมาเล่าในเล่มนี้ ด้วยน้ำเสียงของเพื่อนเนิร์ดหนังที่เรารับรู้ได้ถึงความสนุกในการเขียนในแต่ละตอน สัมผัสได้ถึงความอยากเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราได้ฟังเพื่อหวังว่าเราจะอยากดูหนังเรื่องนั้นและย้อนกลับมาพูดคุยกันแบบสนุกสนาน ด้วยวิถีของชาวเนิร์ด
"เป็นไง เรื่องพวกนี้น่าสนใจมั้ยละ" เขาถามผมแบบทีเล่นทีจริง
"น่าสนใจเอาเรื่อง เอาไว้ถ้ามีโอกาสดู แล้วจะมาคุยกันใหม่นะ"
"ไม่มีปัญหาเลยวะ" เขายิ้มแล้วเดินจากไป แบบพระเอกหนังไอ้มดแดงหลังกระโดดถีบปีศาจจนตัวระเบิด
แม่งเอ้ย เท่ชิบหาย...
หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนที่เนิร์ดในเรื่องหนัง
ปกติเวลาเราดูหนัง เราก็มักคุยกันว่าหนังเรื่องนี้สนุกมั้ย หรือฉากไหนที่ประทับใจ แล้วก็แยกย้ายกันไป แต่หากเราสนใจมันมากกว่านั้นจนได้รับสเตตัสเนิร์ดในเรื่องหนัง สิ่งที่เราคุยกันจะลงลึกไปกว่านั้น แบบว่าฉากนี้ถ่านกันยังไง บทแบบนี้คิดได้ไงวะ หรือผู้กำกับคนนี้ชอบทำหนังแนวไหน ซึ่งเป็นอะไรที่หาคนคุยด้วยยากมาก ถ้าไม่ได้สนใจในเรื่องเดียวกันและสนใจในระดับลงลึกเดียวกันด้วย แต่ถ้าหากเราเจอเพื่อนคนนั้นแล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าบทสนทนาเรื่องหนังระหว่างกัน จะเป็นอะไรที่ทำให้เราลืมเวลา จนคำว่าเสียเวลาเป็นคำเพ้อเจ้อไปในทันที
อยู่ดีๆ เพื่อนคนนั้นก็เดินมาถามเราว่า "รู้มั้ยว่าบทหนังพวกนี้ เขียนมาได้ยังไง"
"ไม่รู้เลยวะ" ผมตอบไปแบบคาดหวังเบาๆ
เพื่อนคนนั้นก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เขาเลยยิ้มมุมปาก พร้อมบอกผมว่า "งั้นเดี๊ยวเราเล่าให้ฟัง"
Script intro เป็นหนังสือของเพื่อนเนิร์ดหนังที่อยากพูดคุยกับเพื่อนเนิร์ดหนังด้วยกัน ว่าด้วยเบื้องหลังของบทภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องว่ามีที่มาอย่างไรบ้าง
ผมว่าหนังหลายๆเรื่องในเล่มนี้ ทุกคนน่าจะรู้จักหรือเคยได้ดูมาหมดแล้ว หรือหากไม่เคยได้ดู การได้อ่านเรื่องราวเบื้องหลังของ script แต่ละเรื่องก็อาจทำให้อยากตามไปหาดูหนังเรื่องนั้นได้ไม่ยากเลย
ในหนังแต่ละเรื่อง ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวของตัวมันเองซึ่งเป็นที่ไปของบทหนังชิ้นนั้นๆ มือเขียนบทแต่ละคนมีวิธีการในหาพล็อตเรื่อง วิธีการทำงาน แตกต่างกันออกไป แต่ซึ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามือเขียนบททุกคนมีร่วมกัน และอาจจะเป็นหัวใจของการเขียนบทหนัง นิยายหรืองานเขียนทุกประเภทก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ได้ คือ งานชิ้นนั้นต้องเข้าใจธรรมชาติความเป็นมนุษย์ว่า ในสถานการณ์เหล่านั้น มนุษย์ตาดำๆควรจะมีวิธีคิด หรือตอบโต้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นอย่างไร
มือเขียนบทบางคนใช้วิธีการแสดงออกผ่านสิ่งที่ตัวละครเลือกที่จะทำ เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวละครนั้น แต่บางคนเลือกใช้วิธีการไม่แสดงออกเพื่อสื่อถึงมิติความเป็นตัวละครเหล่านั้นแทน ไม่ว่าวิธีการจะแตกต่างกันไปอย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญก็ไม่เคยหนีพ้น ความเป็นมนุษย์ที่ถูกถ่ายทอดออกมา มือเขียนบทคนใดที่เขียนบทได้ "ถึง" ในเรื่องนี้ เมื่อบวกกับพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ และผู้กำกับที่ฝีมือถึงเช่นเดียวกันในการถ่ายทอดตัวอักษรของบทภาพยนตร์ให้กลายเป็นภาพได้อย่างไม่ตกหล่น รับประกันได้เลยว่าหนังเรื่องนั้น จะต้องดีงามและประทับใจคนดู ดังเช่นภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ถูกนำมาเล่าในเล่มนี้ ด้วยน้ำเสียงของเพื่อนเนิร์ดหนังที่เรารับรู้ได้ถึงความสนุกในการเขียนในแต่ละตอน สัมผัสได้ถึงความอยากเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราได้ฟังเพื่อหวังว่าเราจะอยากดูหนังเรื่องนั้นและย้อนกลับมาพูดคุยกันแบบสนุกสนาน ด้วยวิถีของชาวเนิร์ด
"เป็นไง เรื่องพวกนี้น่าสนใจมั้ยละ" เขาถามผมแบบทีเล่นทีจริง
"น่าสนใจเอาเรื่อง เอาไว้ถ้ามีโอกาสดู แล้วจะมาคุยกันใหม่นะ"
"ไม่มีปัญหาเลยวะ" เขายิ้มแล้วเดินจากไป แบบพระเอกหนังไอ้มดแดงหลังกระโดดถีบปีศาจจนตัวระเบิด
แม่งเอ้ย เท่ชิบหาย...
September 19, 2026
สนุก
P72 : คำว่า I’llในไดอะล็อก "I’ll be back. "ได้ เขาต่อรองกับคาเมรอนว่าขอเปลี่ยนเป็น " will be back." ได้ไหม
แต่คาเมรอนบอกว่าไม่ได้ ต้องเป็น "I’ll be back." เท่านั้น ถึงแม้ชวาร์เซเนกเกอร์จะลองพูดคำว่า !!! ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้คาเมรอนเห็นปัญหา แต่ไม่ได้ผล คาเมรอนไม่ยอมโอนอ่อน ผ่อนตาม
"ผมนึกว่าเขาจะตอบว่า ได้ ๆ พูดยังไงก็ได้เลยแล้วแต่นายแต่เขากลับบอกผมว่า ไม่อะ ฉันว่า "I’ll be back." ดีกว่า"กระนั้นชวาร์เซเนกเกอร์ก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาแย้งว่าเครื่องจักรไม่น่าจะรู้จักการย่อคำว่า I’ll นะ แล้วการพูด I'll ซึ่งเขาพูดได้ไม่ชัดก็จะทำให้ประโยคนี้ดูไม่น่าเกรงขามเท่าที่ควร ทำไมเราไม่พูดว่า " will be back." แทนล่ะ
"เรื่องใหญ่ที่เราเห็นไม่ตรงกันมากที่สุดก็คือ ‘I’ll be back.'
นี่แหละ ผมแย้งว่ามันควรจะเป็น I will be back.' ผมว่าไดอะล็อกนี้ควรทำให้รู้สึกเหมือนเครื่องจักร แล้วการไม่ย่อก็ฟังดูคุกคามมากกว่า"
คนอ่าน (และคนดูคนไทย) ขนาดนั้นเลย
P72 : คำว่า I’llในไดอะล็อก "I’ll be back. "ได้ เขาต่อรองกับคาเมรอนว่าขอเปลี่ยนเป็น " will be back." ได้ไหม
แต่คาเมรอนบอกว่าไม่ได้ ต้องเป็น "I’ll be back." เท่านั้น ถึงแม้ชวาร์เซเนกเกอร์จะลองพูดคำว่า !!! ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้คาเมรอนเห็นปัญหา แต่ไม่ได้ผล คาเมรอนไม่ยอมโอนอ่อน ผ่อนตาม
"ผมนึกว่าเขาจะตอบว่า ได้ ๆ พูดยังไงก็ได้เลยแล้วแต่นายแต่เขากลับบอกผมว่า ไม่อะ ฉันว่า "I’ll be back." ดีกว่า"กระนั้นชวาร์เซเนกเกอร์ก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาแย้งว่าเครื่องจักรไม่น่าจะรู้จักการย่อคำว่า I’ll นะ แล้วการพูด I'll ซึ่งเขาพูดได้ไม่ชัดก็จะทำให้ประโยคนี้ดูไม่น่าเกรงขามเท่าที่ควร ทำไมเราไม่พูดว่า " will be back." แทนล่ะ
"เรื่องใหญ่ที่เราเห็นไม่ตรงกันมากที่สุดก็คือ ‘I’ll be back.'
นี่แหละ ผมแย้งว่ามันควรจะเป็น I will be back.' ผมว่าไดอะล็อกนี้ควรทำให้รู้สึกเหมือนเครื่องจักร แล้วการไม่ย่อก็ฟังดูคุกคามมากกว่า"
คนอ่าน (และคนดูคนไทย) ขนาดนั้นเลย
December 11, 2025
ตอนแรกคิดว่าจะลองอ่านแบบ sample อ่านไปอ่านมา สนุกมาก จบเฉยเลย เล่าเรื่องกระบวนการเขียนบทหนังของผู้กำกับ(ที่เรารัก) มากหน้าหลายตา fun fact ถูกใจ ชาว cinephile มากๆ i luv
อ่านจบแล้ว มีไฟในการดูหนัง อยากกลับไป resub patron ใน letterboxd เลย (ปีหน้าแล้วกัน ประหยัดอีกสักรอบบิล lol)
เพลินดีมากๆ กองอยุ่ในกองดองมาหลายเดือนแล้ว
อ่านจบแล้ว มีไฟในการดูหนัง อยากกลับไป resub patron ใน letterboxd เลย (ปีหน้าแล้วกัน ประหยัดอีกสักรอบบิล lol)
เพลินดีมากๆ กองอยุ่ในกองดองมาหลายเดือนแล้ว
April 2, 2025
เมื่อปีที่แล้วเราพยายามเขียนนิยายสองเรื่อง เรื่องแรกล่มไม่เป็นท่า ส่วนเรื่องที่สองคิดว่าน่าจะไปรอด แต่พอส่งให้เพื่อนที่เชื่อใจกันอ่านเค้ากลับบอกว่า ห่วย การล้มเหลวในการเขียนเรื่องยาวนี่แหละที่ทำให้ปลายปีที่แล้วเราเริ่มกลับมาซึมเศร้ารุนแรง รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า
จนเราได้มาอ่าน Script Intro หนังสือที่รวบรวมบทความว่าด้วย 23 ภาพยนตร์และการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ที่ทำให้เราเห็นมุมมองวิธีคิดของผู้กำกับ วิธีการทำงาน ไปจนถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้นคนเขียนบทและผู้กำกับเขาต้องการสื่อสารอะไร มีนัยยะอะไรแอบแฝง
เราได้หนังสือเล่มนี้มาตอนกลางเดือนที่แล้ว อ่านวันละบทสองบทก่อนนอน จนเมื่ออ่านจบลงเราไม่อยากให้จบเลย เพราะนอกจากความสนุก หยิบเอาเบื้องลึกเบื้องหลังว่ากว่าบทหนังเรื่องหนึ่งสำเร็จ ทัชใจผู้ชมได้นั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง นำมาเล่าให้ฟังแบบย่อยง่าย เกือบจะเหมือนเพื่อนที่เนิร์ดหนังพูดไม่หยุดคนหนึ่งเล่าให้เราฟังต่อหน้าข้างๆ
เรารู้สึกได้รับการเยียวยา เพราะหนังสือได้เปิดเผยวิธีการทำงาน เคล็ดลับในการทำงานเขียนบทของนักเขียนบท ผู้กำกับ 23 บทไม่ซ้ำวิธีการทำงานกันเลย มันทำให้เราเห็นความหวังในตัวเอง ในความเป็นมือสมัครเล่นริอ่านอยากเขียนนิยายดีๆ ให้จบได้สักเรื่อง ซึ่งหากใช้วิธีการเดิมในการเขียนเรื่องสั้นไม่ได้ผล ในการอ่านคืบไปแต่ละวันแต่ละบท หนังสือบ่มเพาะคำถามในตัวเราว่า ทำไมเราถึงไม่ลองใช้วิธีอื่นดูบ้างวะ เรารู้สึกว่าบางบทความชี้ให้เห็นว่าบางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจพยายาม แต่อยู่ที่การย่ำอยู่กับวิธีเขียนแบบเดิมๆ บางทีการทดลองทำงานด้วยวิธีใหม่อาจคือคำตอบที่ช่วยให้ได้ผลงานเขียนที่ดีขึ้น เขียนจบ เพื่อนอ่านแล้วอาจจะไม่ด่าว่าห่วย ซึ่งในเล่มนี้ก็มีเคล็ดลับวิชาให้เราลองเรียนรู้ เอาไปลองใช้ทำตาม
เหนือสิ่งอื่นใด แต่ละบทความช่วยดึงเรากลับมาทำความเข้าใจจูนกับตัวเองทุกครั้งว่า เราต้องการอะไรจากการเขียนครั้งนี้ ฉากนี้ต้องการจะสื่ออะไร ต้องการให้คนอ่านรู้สึกอะไร พาร์ทนี้สำคัญไหมหรือแค่ต้องการสะท้อนตัวเอง คือเหมือนหนังสือดึงเรากลับมายังจุดเริ่มต้นคำถามสุดคลาสสิกเลยว่า เราเขียนเพราะอะไรและต้องการอะไรจากการเขียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลงลืมเค้าไป
แนะนำมากๆ สำหรับใครที่สนใจอยากทำงานสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องเป็นสายหนังก็ได้ เพราะนี่คือหนังสือที่รวมเคล็บลับวิชาชั้นดี และช่วยให้เราได้มองการทำงานสร้างสรรค์ของตัวเองเป็นภาพกว้างขึ้น กล้าได้กล้าเสียแบบไม่เสียใจ กลัวน้อยลง ที่สำคัญทุกครั้งที่อ่านเค้าทำให้เราอยากกลับมาสร้างสรรค์อะไรสักอย่างอีกครั้งด้วยมุมมองที่ต่างออกไป
จนเราได้มาอ่าน Script Intro หนังสือที่รวบรวมบทความว่าด้วย 23 ภาพยนตร์และการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ที่ทำให้เราเห็นมุมมองวิธีคิดของผู้กำกับ วิธีการทำงาน ไปจนถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้นคนเขียนบทและผู้กำกับเขาต้องการสื่อสารอะไร มีนัยยะอะไรแอบแฝง
เราได้หนังสือเล่มนี้มาตอนกลางเดือนที่แล้ว อ่านวันละบทสองบทก่อนนอน จนเมื่ออ่านจบลงเราไม่อยากให้จบเลย เพราะนอกจากความสนุก หยิบเอาเบื้องลึกเบื้องหลังว่ากว่าบทหนังเรื่องหนึ่งสำเร็จ ทัชใจผู้ชมได้นั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง นำมาเล่าให้ฟังแบบย่อยง่าย เกือบจะเหมือนเพื่อนที่เนิร์ดหนังพูดไม่หยุดคนหนึ่งเล่าให้เราฟังต่อหน้าข้างๆ
เรารู้สึกได้รับการเยียวยา เพราะหนังสือได้เปิดเผยวิธีการทำงาน เคล็ดลับในการทำงานเขียนบทของนักเขียนบท ผู้กำกับ 23 บทไม่ซ้ำวิธีการทำงานกันเลย มันทำให้เราเห็นความหวังในตัวเอง ในความเป็นมือสมัครเล่นริอ่านอยากเขียนนิยายดีๆ ให้จบได้สักเรื่อง ซึ่งหากใช้วิธีการเดิมในการเขียนเรื่องสั้นไม่ได้ผล ในการอ่านคืบไปแต่ละวันแต่ละบท หนังสือบ่มเพาะคำถามในตัวเราว่า ทำไมเราถึงไม่ลองใช้วิธีอื่นดูบ้างวะ เรารู้สึกว่าบางบทความชี้ให้เห็นว่าบางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจพยายาม แต่อยู่ที่การย่ำอยู่กับวิธีเขียนแบบเดิมๆ บางทีการทดลองทำงานด้วยวิธีใหม่อาจคือคำตอบที่ช่วยให้ได้ผลงานเขียนที่ดีขึ้น เขียนจบ เพื่อนอ่านแล้วอาจจะไม่ด่าว่าห่วย ซึ่งในเล่มนี้ก็มีเคล็ดลับวิชาให้เราลองเรียนรู้ เอาไปลองใช้ทำตาม
เหนือสิ่งอื่นใด แต่ละบทความช่วยดึงเรากลับมาทำความเข้าใจจูนกับตัวเองทุกครั้งว่า เราต้องการอะไรจากการเขียนครั้งนี้ ฉากนี้ต้องการจะสื่ออะไร ต้องการให้คนอ่านรู้สึกอะไร พาร์ทนี้สำคัญไหมหรือแค่ต้องการสะท้อนตัวเอง คือเหมือนหนังสือดึงเรากลับมายังจุดเริ่มต้นคำถามสุดคลาสสิกเลยว่า เราเขียนเพราะอะไรและต้องการอะไรจากการเขียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลงลืมเค้าไป
แนะนำมากๆ สำหรับใครที่สนใจอยากทำงานสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องเป็นสายหนังก็ได้ เพราะนี่คือหนังสือที่รวมเคล็บลับวิชาชั้นดี และช่วยให้เราได้มองการทำงานสร้างสรรค์ของตัวเองเป็นภาพกว้างขึ้น กล้าได้กล้าเสียแบบไม่เสียใจ กลัวน้อยลง ที่สำคัญทุกครั้งที่อ่านเค้าทำให้เราอยากกลับมาสร้างสรรค์อะไรสักอย่างอีกครั้งด้วยมุมมองที่ต่างออกไป
April 7, 2025
4.5เลยย
นี่มันหนังสือของ cinephile ควรลอง หลายๆเรื่องคือพวกคุณอยากรู้อยากสำรวจแน่ เล่าง่ายย่อยง่ายเพลินได้ไม่ยากเลย นี่ซื้อมาเมื่อวานอ่านวันเดียวจบ55555
นี่มันหนังสือของ cinephile ควรลอง หลายๆเรื่องคือพวกคุณอยากรู้อยากสำรวจแน่ เล่าง่ายย่อยง่ายเพลินได้ไม่ยากเลย นี่ซื้อมาเมื่อวานอ่านวันเดียวจบ55555
May 15, 2025
Script Intro, 2025
อาจจะพูดได้โดยง่ายว่า Script Intro ซึ่งทำหน้าที่เจาะลึกถึงวิธีการทำงาน โดยเฉพาะในแง่มุมของการเขียนบทภาพยนตร์ ที่ถูกนำมาบอกเล่ามากถึง 23 เรื่อง ซึ่งไม่ว่าความตั้งใจของชื่อหนังสือจะมีที่มาจากอะไร แต่มันก็เป็นบทเกริ่นนำที่ดีเยี่ยม ที่อาจทำให้นักดูหนังขาประจำหรือซีเนไฟล์ ได้หลงใหลในวิธีการทำงานเบื้องหลัง ซึ่งไม่มีรูปแบบตายตัวแน่นอน ได้อย่างมากยิ่งขึ้น
ถ้าพูดในมุมส่วนตัว Script Intro ของคุณทานเกวียน ชูสง่า ก็ถือเป็นหนังสือเล่ม ๆ แรกในรอบหลายปีที่เราอ่านจนจบเล่ม (แท้จริง เราข้ามบางบทไป ด้วยเนื้อหาที่เปิดเผยรายละเอียดของหนังบางเรื่อง) และด้วยมวลรวม มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรมาก นอกจากความประทับใจ ถึงวิธีการเรียบเรียงเนื้อหาเรื่องราวในแต่ละบท รวมถึงการลำดับแต่ละบทของภาพยนตร์แต่ละเรื่องไปจนถึงบทสุดท้าย ที่สำคัญคือ มันสื่อถึงความทนทุกข์ทรมานของการเขียนด้วยในบางบท แต่ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เรารู้สึกถึงศักยภาพของวิธีการทำงานแต่ละแบบ รวมถึงความเป็นไปได้ของวิธีการเขียนที่ไม่สิ้นสุดอีกด้วย
และในทุกหัวข้อ ไม่ว่าจะมาจากมาร์ติน สกอร์เซซี, โทนี คุชเนอร์, มาร์ติน แม็คโดนาห์ หรือกระทั่ง การเขียนของคุณทานเกวียนในเล่มนี้เองก็ตาม มันก็ล้วนสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
อาจจะพูดได้โดยง่ายว่า Script Intro ซึ่งทำหน้าที่เจาะลึกถึงวิธีการทำงาน โดยเฉพาะในแง่มุมของการเขียนบทภาพยนตร์ ที่ถูกนำมาบอกเล่ามากถึง 23 เรื่อง ซึ่งไม่ว่าความตั้งใจของชื่อหนังสือจะมีที่มาจากอะไร แต่มันก็เป็นบทเกริ่นนำที่ดีเยี่ยม ที่อาจทำให้นักดูหนังขาประจำหรือซีเนไฟล์ ได้หลงใหลในวิธีการทำงานเบื้องหลัง ซึ่งไม่มีรูปแบบตายตัวแน่นอน ได้อย่างมากยิ่งขึ้น
ถ้าพูดในมุมส่วนตัว Script Intro ของคุณทานเกวียน ชูสง่า ก็ถือเป็นหนังสือเล่ม ๆ แรกในรอบหลายปีที่เราอ่านจนจบเล่ม (แท้จริง เราข้ามบางบทไป ด้วยเนื้อหาที่เปิดเผยรายละเอียดของหนังบางเรื่อง) และด้วยมวลรวม มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรมาก นอกจากความประทับใจ ถึงวิธีการเรียบเรียงเนื้อหาเรื่องราวในแต่ละบท รวมถึงการลำดับแต่ละบทของภาพยนตร์แต่ละเรื่องไปจนถึงบทสุดท้าย ที่สำคัญคือ มันสื่อถึงความทนทุกข์ทรมานของการเขียนด้วยในบางบท แต่ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เรารู้สึกถึงศักยภาพของวิธีการทำงานแต่ละแบบ รวมถึงความเป็นไปได้ของวิธีการเขียนที่ไม่สิ้นสุดอีกด้วย
และในทุกหัวข้อ ไม่ว่าจะมาจากมาร์ติน สกอร์เซซี, โทนี คุชเนอร์, มาร์ติน แม็คโดนาห์ หรือกระทั่ง การเขียนของคุณทานเกวียนในเล่มนี้เองก็ตาม มันก็ล้วนสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
April 16, 2025
เป็นหนังสือ non-fiction ที่อ่านสนุกมากกก เรียกว่า behind the screenplay ได้เลย เล่มนี้เล่าถึงที่มากว่าได้บทภาพยนตร์แต่ละเรื่อง บางเรื่องเริ่มคิดขึ้นมาจาก 0 บางเรื่องเอานวนิยาย เรื่องสั้น หรือแค่คำพูดประโยคเดียวมาเป็นสารตั้งต้นแล้วต่อยอดจนออกมาเป็นภาพยนตร์ความยาวสองชั่วโมงได้ แอบเป็นหนังสือ howto สำหรับนักเขียนเหมือนกันนะ คุณทานเกวียน ชูสง่า ใช้ภาษาในการอธิบายที่อ่านสนุกไปด้วยมากๆ ไม่รู้จะใช้คำไหนนอกจากคำนี้ อ่านเล่มนี้แล้วสัมผัสได้ถึงความรักในภาพยนตร์ทั้งของเจ้าของเรื่องราวพวกนั้นและทั้งคนเรียบเรียงอย่างคุณทานเกวียนเลย
October 13, 2025
non fiction เบื้องหลังการเขียนสคริปต์ภาพยนตร์ รวมเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เทคนิคนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็มุมมองการเขียนงานแบบหลากหลายมากๆๆ ผ่านหนังหลายแนว โดยรวมอ่านแล้วรู้สึกได้พลังในการอยากสร้างสรรค์งานเขียนเลย มันแบบ ฉันก็อยากลองเอาเทคนิคนี้มาใช้ หรือ ฉันก็ใช้เทคนิคนี้อยู่แต่ยังทำไม่ถึง5555555เดี๋ยวลองปรับเพิ่มดูบ้างดีกว่า ไรเงี้ย เป็นเล่มที่อ่านละรีเฟรช ถ้ารู้จักหนังที่เขาพูดถึงอยู่แล้ว หรือยิ่งถ้าเคยดูด้วยก็จะยิ่งอิน แต่ถึงไม่รู้จักก็สนุกกับแนวทางการทำงานของชาวนักเขียนบท/ผกก/คนทำหนังอยู่ดี ชอบนะ เยี่ยมๆๆ
May 2, 2025
คือสนุกอ่านเพลินมาก ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง
ปลุกไฟให้คนที่เริ่มเบื่อการดูหนังอย่างเราอยากลุกขึ้นมาหาหนังดีๆ ซักเรื่องดู ณ ตอนนั้นเลย
โดยเฉพาะหนังในตำนานต่างๆ ที่ถูกเอ่ยถึงในเล่ม
ถ้าเป็นเรื่องที่เคยดูแล้วพอได้มารู้เบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างจากในเล่มก็ยิ่งอินมากขึ้น หรือถ้าเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยดูก็แทบจะต้องรีบลิสต์ลง must watch ของตัวเองเอาซะตอนนั้นเลย
ปลุกไฟให้คนที่เริ่มเบื่อการดูหนังอย่างเราอยากลุกขึ้นมาหาหนังดีๆ ซักเรื่องดู ณ ตอนนั้นเลย
โดยเฉพาะหนังในตำนานต่างๆ ที่ถูกเอ่ยถึงในเล่ม
ถ้าเป็นเรื่องที่เคยดูแล้วพอได้มารู้เบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างจากในเล่มก็ยิ่งอินมากขึ้น หรือถ้าเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยดูก็แทบจะต้องรีบลิสต์ลง must watch ของตัวเองเอาซะตอนนั้นเลย
December 4, 2025
เป็นเหมือนกับเรื่องสั้นเพลินไว้อ่านตอนว่างๆ ก่อนนอน รู้ตัวอีกทีก็จบเล่มแล้ว cinephiles คงชอบถ้าได้อ่านแง่มุมอื่นๆของหนังที่ตัวเองรัก
August 31, 2026
หนังสือเรื่องนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วน...แต่เป็นส่วนจบของบทภาพยนตร์
February 23, 2026
ได้พบกับผู้กำกับ คนเขียนบทละครเยอะเลย มีหนังหลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจอยากตามดูด้วย นอกจากนี้คือเข้าใจสไตล์งานและเทคการเขียนของแต่ละคน ภาพยนตร์แต่ละเรื่องดูมีเสน่ห์ในแบบของคนเขียวและกำกับ
April 13, 2025
รวมเคล็ดลับการเขียนบทหนัง แรงบันดาลใจ ประโยคทองจากหนังดังบ้าง niche บ้าง อ่านง่าย สนุก ได้ไฟทำงานสร้างสรรค์
January 16, 2026
#ShelfReview SCRIPT INTRO หนังสือเล่มนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของบทภาพยนตร์
เจาะลึกเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นบทภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีต้นไอเดียจากที่ใด
เป็นหนังสือที่เหมาะสมกับคนที่เป็นทั้งกีกหนังหรืออยู่ในวงการงานเขียน
เพราะพออ่านแล้วเราจะได้ไอเดียอะไรหลาย ๆ ไว้ใช้ในงานเขียนเยอะมาก
ทั้งการวางพลอต การเล่าเรื่องราว เบื้องลึกเบื้องหลังที่หลายคนไม่รู้
หลายเรื่องที่เราดูแล้วก็เหมือนการได้ย้อนกลับไปนึกภาพเหตุการณ์ในนั้น
บางเรื่องที่ยังไม่ได้ดูก็เชื้อเชิญให้เราหาตามหนังเรื่องนั้นมาดูให้ได้
การได้เห็นแนวคิดของคนอื่นต่องงานเขียนของตัวเองมันเจ๋งมาก ๆ
มันไม่ใช่ adapt ได้กับแค่งานเขียน แต่หมายถึงงานสรรสร้างใด ๆ เลย
เป็นหนังสือที่อาจมีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนที่สำคัญของหนังหลายเรื่อง
แต่ก็คุ้มค่าที่จะได้ลองอ่านและตามไปดูภาพยนตร์เหล่านั้นอีกครั้ง
เพื่อให้เห็นว่าเวทมนตร์ของภาพยนตร์และตัวหนังสือมันสวยงามเพียงใด
9.5/10 .
เจาะลึกเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นบทภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีต้นไอเดียจากที่ใด
เป็นหนังสือที่เหมาะสมกับคนที่เป็นทั้งกีกหนังหรืออยู่ในวงการงานเขียน
เพราะพออ่านแล้วเราจะได้ไอเดียอะไรหลาย ๆ ไว้ใช้ในงานเขียนเยอะมาก
ทั้งการวางพลอต การเล่าเรื่องราว เบื้องลึกเบื้องหลังที่หลายคนไม่รู้
หลายเรื่องที่เราดูแล้วก็เหมือนการได้ย้อนกลับไปนึกภาพเหตุการณ์ในนั้น
บางเรื่องที่ยังไม่ได้ดูก็เชื้อเชิญให้เราหาตามหนังเรื่องนั้นมาดูให้ได้
การได้เห็นแนวคิดของคนอื่นต่องงานเขียนของตัวเองมันเจ๋งมาก ๆ
มันไม่ใช่ adapt ได้กับแค่งานเขียน แต่หมายถึงงานสรรสร้างใด ๆ เลย
เป็นหนังสือที่อาจมีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนที่สำคัญของหนังหลายเรื่อง
แต่ก็คุ้มค่าที่จะได้ลองอ่านและตามไปดูภาพยนตร์เหล่านั้นอีกครั้ง
เพื่อให้เห็นว่าเวทมนตร์ของภาพยนตร์และตัวหนังสือมันสวยงามเพียงใด
9.5/10 .
Displaying 1 - 15 of 15 reviews
















