Phakin's Reviews > Pedagogy of the Oppressed

Pedagogy of the Oppressed by Paulo Freire
Rate this book
Clear rating

by
3493705
's review
Jul 08, 12

Read on July 08, 2012

Pedagogy of the oppressed, Paulo Freire
การศึกษาสำหรับผู้ถูกกดขี่, เปาโล แฟรร์


แฟรร์เริ่มด้วยการเชื่อมโยงการกดขี่เข้ากับความเป็นมนุษย์ เขาเสนอว่าผู้กดขี่นั้นปรารถนาจะรู้สึกเป็นมนุษย์มากขึ้น ทว่าแท้จริง นอกจากการลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่นแล้ว พวกเขาไม่ได้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นแต่อย่างใด (กรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับการเหยียดเพศ เหยียดผิว ท้ายที่สุด มันลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ื่น เพื่อหลอกตัวเองว่า เราช่างเป็นมนุษย์เสียเหลือเกิน?!)

เขากล่าวว่าในสังคมแห่งกดขี่นั้น มีเพียงผู้ถูกกดขี่เท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้ กระนั้น เขาชี้ว่าผู้ถูกกดขี่จำต้องเผชิญกับภาวะทางสองแพร่ง กล่าวคือ ทางหนึ่ง เขาตระหนักว่าการใช้ชีวิตอย่างไร้เสรีภาพ ก็เท่ากับไร้ชีวิต ทว่าอีกทางหนึ่ง พวกเขาหวาดกลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับมัน ทั้งนี้เพราะพวกเขากำเนิดและเติบโตมาในสังคมลำดับชั้น พวกเขาไม่ได้มีชีวิตเป็นของตนเอง อยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่กลับเป็นชีวิตที่ต้องพึ่งพิงอาศัย อยู่กับความเมตตาจอมปลอมของชนชั้นนำ (ผู้กดขี่)

และเพราะชีวิตมนุษย์ต้องเลือก แฟรร์ตั้งคำถามว่า ผู้ถูกกดขี่จะเลือกหนทางที่ดีที่สุดแก่ตนเองได้อย่างไร? ข้อเสนอของเขาคือ การศึกษา ต้องมีการศึกษาแบบใหม่ การศึกษาสำหรับผู้ถูกกดขี่ เป็นการศึกษาที่เน้นถึงความเป็นมนุษย์ คือเปิดโอกาสให้ซักถาม คิดวิเคราะห์ มิใช่การบอกเล่าท่องจำ สถานะครู-ลูกศิษย์ไม่ควรเป็นอย่างผู้รู้รอบ-ผู้โง่เขลา ทว่าต้องปรับระดับให้เท่าเทียมกัน เขาเสนอว่าหนทางเหล่านี้จะเป็นไปได้ด้วยการเสวนา ที่มีลำดับชั้นแนวราบ เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันคิด เสนอแนะ ตั้งคำถาม ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในคำถามและคำตอบ และให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า การศึกษาเช่นนี้จึงเป็นการศึกษาที่เน้นเสรีภาพมากกว่าพันธนาการ เพราะสำหรับแฟรร์ มนุษย์ที่แท้ นอกจากต้องตั้งคำถามแล้ว ยังต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง และพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด

งานชิ้นนี้เป็นงานมาร์กซิสมากๆ (และเก่ามากๆ) เพราะนอกจากการพูดเรื่องชนชั้นอย่างตรงไปตรงมา แฟรร์ยังนำเสนอความคิดเรื่อง "praxis" หรือการเชื่อมโยงทฤษฎีและปฏิบัติเข้าด้วยกัน กล่าวคือกระทำแล้ววิพากษ์วิจารณ์ ทบทวนเป็นทฤษฎีที่ดีขึ้นแล้วกระทำ นอกจากนี้แฟรร์ยังเน้นย้ำถึงความคิดเรื่อง การเปลี่ยนแปลงโลก กล่าวคือ ทฤษฎีที่เปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ก็ไร้ความหมาย (อ้างคำพูดของเลนินด้วย)

แฟรร์ยกตัวอย่างเปรียบเทียบมนุษย์กับสัตว์ (ซึ่งเราไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่) ว่ามนุษย์นั้นรู้จักคิดและเลือก ฉะนั้น สำหรับมนุษย์ จึงมีสำนึกทางเวลาและสำนึกทางประวัติศาสตร์ ชีวิตพวกเขาจึงมีค่า ไม่ได้ไร้ความหมาย "ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างพวกสัตว์" เขาเสนอว่า กระบวนการเสวนาจะเป็นไปได้ด้วยเงื่อนไขที่ว่า มนุษย์ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง พัฒนา และก้าวหน้าขึ้นของตัวเอง ขณะเดียวกัน มนุษย์ยังต้องมีความรักโลก รักเพื่อนมนุษย์ และรักการเรียนรู้ มิใช่คิดว่าตัวเองรู้มากอยู่แล้ว หรือไม่มีทางรู้อะไรได้อีก แฟรร์เน้นย้ำว่าองค์ประกอบสำคัญของการเสวนาคือความหวัง และนั่นดูเป็นส่วนสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมนุษย์ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงสม่ำเสมอ มีอนาคต มนุษย์จึงดำรงอยู่ด้วยความหวัง หวังว่าจะดีกว่า "พรุ่งนี้ที่ดีกว่า" การเสวนาต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่ความก้าวหน้า การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงสังคม และการปฏิวัติ

ในบทสุดท้าย แฟรร์เสนอกระบวนการต่อต้านการเสวนาของชนชั้นนำ 4 ประการ กระนั้นก็ดี ในบทนี้ เราสนใจมันในอีกมุมมองหนึ่ง กล่าวคือเรามองมันในฐานะการกระทำของรัฐ โดยเทียบกับกรณีการรวมศูนย์อำนาจการปกครองและเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ช่วงปี 2435 ในแง่นี้ รัฐสยามในฐานะรัฐที่กดขี่กระทำต่อรัฐรายล้อมอื่นๆ ที่ถูกกดขี่อย่างไร?

เราไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ ทั้งนี้เพราะเอกสารที่น่าเชื่อถือกว่าบทรีวิวหนังสือนี้ยังมีให้อ่านอีกมาก ตัวอย่างที่น่าสนใจคือบทวิจารณ์ล่าสุดของดันแคน แมคคาร์โก ที่อาศัยทฤษฎีหลังอาณานิคมอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองไทย กระนั้น เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ขอให้พิจารณาจากตัวอย่างประโยคที่ยกมา

กระบวนการต่อต้านการเสวนา 4 ประการ

หนึ่ง มุ่งเอาชนะ

"ความต้องการเอาชนะตลอดกาลนี้ ทำให้ฝ่ายผู้กดขี่สร้างความเชื่อบางอย่างขึ้นมา เพื่อควบคุมประชาชนให้อยู่ในสภาพที่พวกเขาต้องการตลอดไป เช่นความเชื่อที่ว่า งานเป็นสิ่งหายาก ถึงแม้เราจะไม่ชอบนายจ้างก็ลาออกไม่ได้ เพราะถ้าลาออกไปจะอดตาย [...] สร้างภาพวีรบุรุษที่เป็นชนชั้นผู้นำ ความเชื่อเรื่องความีใจเมตตากรุณาของชนชั้นสูง เพราะฉะนั้นชนชั้นต่ำกว่าก็ควรทำตัวเป็นคนดี ทำตามที่สังคมต้องการเพื่อตอบแทนบุญคุณ"

สอง แบ่งแยกแล้วปกครอง

"ขบวนการอันหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ก็คือ การจัดอบรมฝึกฝนความเป็นผู้นำ โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่า ผู้นำเพียงคนเดียวสามารถยกระดับชุมชนทั้งหมดได้ คนใดก็ตามในหมู่บ้านที่ดูทีท่าว่าจะมีลักษณะเป็นผู้นำ ก็จะถูกคัดเลือกให้เข้ามารับการฝึกอบรมผู้นำ และหลักจากที่จบหลักสูตรการอบรมแล้ว พวกเขาเหล่านี้จะถูกส่งกลับไปยังหมู่บ้านซึ่งเขาไม่เคยอยู่มาก่อน และพยายามใช้ความรู้ที่ได้มาควบคุมเพื่อนบ้าน และเขาจะกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับหมู่บ้าน เพราะเขาไม่ใช่เพื่อนบ้านที่แท้จริง"

สาม สร้างสถานการณ์และจำกัดความคิดของผู้อื่นเพื่อให้เป็นทาส

"วิธีการจำกัดความคิดของประชาชนก็เช่น การสร้างความเชื่อบางอย่างให้เกิดขึ้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว [...] สร้างผู้นำที่เป็นที่นิยมขึ้นมา โดยหนุ่มสาวเป็นผู้สร้าง ผู้นำนี้จะกลายเป็นกันชนระหว่างประชาชนกับชนชั้นสูง ผู้นำที่เป็นที่นิยมนี้จะอยู่ในสภาพ "ลูกครึ่ง" ตลอดเวลา เขาจะเป็นคนของทั้งสองกลุ่ม ความรู้สึกที่สับสนนี้ ทำให้เขาไม่สามารถจะต่อสู้เพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง"

สี่ รุกรานเชิงวัฒนธรรม

"การรุกรานเชิงวัฒนธรรม ทำให้ผู้ถูกรุกรานเกิดความรู้สึกว่า วัฒนธรรมของตนเป็นสิ่งที่ต่ำต้อย ดังนั้น เขาจึงเริ่มปฏิเสธวัฒนธรรมของเขาเอง และหันไปยึดเอาค่านิยม มาตรฐาน และเป้าหมายของ 'ผู้รุกราน' ด้วยวิธีนี้ ผู้กดขี่จะสามารถหล่อหลอมความคิดและวิถีชีวิตของผู้ถูกกดขี่ และสามารถควบคุมผู้ถูกดขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

ในท้ายบท แฟรร์ได้เสนอวิธีการเสวนาในหนทางที่ควรจะเป็นเพื่อโต้แย้งกับกระบวนการต่อต้านการเสวนาข้างต้น ทางหนึ่ง ดูเหมือนแฟรร์ได้พยายามจัดลำดับให้ ชาวนา และ ชนชั้นล่าง กลายเป็น "นักเรียน" สำหรับผู้ศึกษา หรือผู้กดขี่/ถูกกดขี่ที่มีความรู้ความสามารถ และปรารถนาจะเป็นผู้นำการปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณูปการสำคัญ อย่างน้อยที่สุด มันได้นำเสนอหาทางการต่อสู้ทางชนชั้นที่ย้ำเตือนถึงความสลักสำคัญของมวลชนหรือประชาชนในกระบวนการปฏิวัติ โดยเขามุ่งหวังว่า สักวันหนึ่ง "สังคมมนุษย์จะมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปราศจากการกดขี่ ขูดรีด เบียดเบียน" เสียที

ท้ายที่สุด แฟรร์ทิ้งท้าย "ถึงผู้อ่าน" ไว้ว่า "คนในสังคมมีอยู่เพียงสองฝ่ายเท่านั้น ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กดขี่ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถูกกดขี่ คนจะต้องเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เพราะใครก็ตามที่พูดถึง "ความเป็นกลาง" นั่นแสดงว่า เขาโกหก!!"
1 like · likeflag

Sign into Goodreads to see if any of your friends have read Pedagogy of the Oppressed.
sign in »

Comments (showing 1-1 of 1) (1 new)

dateDown arrow    newest »

Elle Ellis Schiemer Any translators out there!? I would very much like to read this review - but am limited in my linguistic capacity to decipher :(


back to top